หน้าแรก บทความ จากพระฉาว สีก...

จากพระฉาว สีกาโฉ่ สู่ทุจริตวัด

1.08.25 | 12:15 น.

จากพระฉาว สีกาโฉ่ สู่ทุจริตวัด

ข่าวของสีกากอล์ฟกับพระผู้ใหญ่ทั้งหลายสั่นสะเทือนสังคมไทยไม่น้อย ทำให้สืบสาวราวเรื่องไปถึงทุจริตเงินวัด

ที่น่าสนใจก็คือว่า ด้วยความสามารถของสีกากอล์ฟคนเดียวเธอสามารถที่จะดูดเงินของสงฆ์และวัดได้ถึง 385 ล้านบาทในเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ทำให้คนไทยถามตัวเองว่า เราทำบุญกับพระมากไปหรือเปล่า แม้แต่พิธีกรในรายการทีวียังออกมาแนะนำว่าต่อไปนี้ให้หยอดเงินในกล่องให้วัดไม่ต้องให้เงินพระ เรื่องนี้น่าเป็นห่วงเพราะที่จริงแล้ววัดอยู่ได้ด้วยศรัทธาของคนไทย แม้รัฐบาลจะมีเงินสนับสนุนบ้างก็ไม่เป็นจำนวนมากนักถ้าคนไทยเสื่อมศรัทธา ศาสนาก็จะอยู่ไม่ได้

คนไทยบริจาคเงินให้วัดมากแค่ไหน? ในปี 2560 เป็นปีที่มีข้อมูลทางสถิติที่เก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งแสดงรายรับขององค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรประเภทศาสนา (วัดส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิของวัดด้วย) พบว่ามีเงินบริจาคให้แก่องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรประเภทศาสนาสูงถึง 2.4 หมื่นล้านบาทจากยอดบริจาคทั้งหมด 7.2 หมื่นล้านบาท นอกจากเงินบริจาคแล้ว บางวัดยังสามารถหารายได้จากส่วนอื่นได้อีก เช่น การเช่าที่หรือทรัพย์สินของวัดและรายรับจากการท่องเที่ยว

ใน 5-6 ปีที่ผ่านมาก็มีคดีทุจริตกับวัดมากพอสมควร ยกตัวอย่างในปี 2560 เกิดคดีเงินทอนวัดซึ่งวัดต่างๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสำนักพุทธร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เพื่อใช้ในการบูรณะและพัฒนาวัด 23 แห่ง แต่นำบางส่วน (เงินทอน) กลับมาแบ่งปันกันได้สร้างมูลค่าเสียหายกว่า 270 ล้านบาท พอมาในปี 2561 ก็เกิดการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาในพระปริยัติธรรม มีพระผู้ใหญ่วัดดัง 3 วัด 7 รูป ถูกถอดสมณศักดิ์ คดีใหญ่ต่อมามีเค้าลางมาตั้งแต่ปี 2559 คือคดีวัดดังซึ่งเจ้าอาวาสถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์สินของวัด มีการช่วยฟอกเงินของสหกรณ์คลองจั่นกว่า 500 ล้านบาท และมีการนำเงินบริจาคกว่า 14,000 ล้านบาทไปลงทุนในการก่อสร้าง หุ้น และกิจกรรมอื่นๆ รวมทั้งถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าที่เขาใหญ่ ภูเรือ และพังงาอีกด้วย แต่คดีนี้ตั้งแต่เกิดเรื่องท่านเจ้าอาวาสยังไม่เคยปรากฏตัว และยังดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีข้อยุติเหมือนคดีของคนดังทั่วๆ ไป คือค่อยๆ เงียบหายไปจนคดีหมดอายุความไปเมื่อปี 2567 คดีใหญ่ถัดมาคือคดียักยอกเงินวัดในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประชาชนเป็นผู้ร้องเรียนว่าเจ้าอาวาสมีส่วนเกี่ยวข้องในการยักยอกเงินบริจาคของวัดไปเป็นจำนวน 300 กว่าล้านเข้าสู่บัญชีของตนและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งในที่สุดคดีนี้โด่งดังจากการไปพบทองคำแท่งกว่า 19 ล้านบาท และเงินสดหลายสิบล้านบาทฝังดินอยู่หลังวัด เจ้าอาวาสก็ได้ถูกตัดสินให้จำคุกไปแล้ว นี่ยังไม่ได้นับคดีเล็กคดีน้อย เช่น หลวงตาถูกฆ่าตายแล้วเอาเงินและทรัพย์สินในเซฟออกไป และการยักยอกเงินวัดขนาดเล็ก หมายความว่าพระมีเงินในมือมากเกินไป ซึ่งน่าจะได้จากความใจบุญสุนทานของคนไทย กลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความตายและความเสื่อมในคณะสงฆ์

Advertisement

ยังไม่นับข่าวลืออื่นๆ เช่น การลงทุนซื้อตำแหน่ง การนำทรัพย์สินของวัดไปลงทุนร่วมกับภาคเอกชนเพื่อหารายได้จากการท่องเที่ยว วิธีการคือพระสงฆ์จะไปหาวัดร้างเพื่อเข้าไปครอบครองวัด เสร็จแล้วก็หาภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วแบ่งเงินทำบุญกันหรือการนำทรัพย์สินของวัดไปให้เช่าในราคาถูก แต่มีการจ่ายใต้โต๊ะกันในราคาแพงซึ่งไม่แน่ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นพระหรือไวยาวัจกร ดังนั้นน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องลุกขึ้นมาสังคายนาองค์กรสงฆ์เสียที นับเป็นความโชคดีที่สมเด็จพระสังฆราชได้รับสั่งให้รักษาราชการแทน
นายกฯ ตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ องค์กรสงฆ์เป็นปราการด่านสุดท้ายของความชั่วดีของสังคมไทย แล้วจะปล่อยให้อลัชชีมาเซาะกร่อนบ่อนทำลายศาสนาให้เสื่อมโทรมไปได้อย่างไร

รัฐบาลควรสังคายนาระบบสงฆ์ไทยอย่างเป็นระบบไม่ใช่แก้เป็นจุดๆ ไป ควรตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิมาจากภายนอกที่มีความรู้ทั้งด้านกฎหมายและศาสนา เช่น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านวิชา มหาคุณ นักวิชาการอิสระด้านศาสนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำงานร่วมกับตำรวจ ฝ่ายตำรวจก็ทำงานสืบสวนสอบสวนหาจุดอ่อนไป แล้วก็ถ่ายทอดปัญหาให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจะได้ทำการออกแบบโครงสร้างหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ใหม่ด้านโครงสร้างการบริหาร ซึ่งขณะนี้มีคำถามมากมายว่าเรายังควรมีสมณศักดิ์ให้ยั่วกิเลสพระอยู่อีกหรือไม่ พระที่มีตำแหน่งบริหารควรมีการเกษียณอายุหรือไม่ ทำระบบบริจาคเป็น e-donation ที่ได้รับการลดหย่อนภาษี 2 เท่า ในด้านการเงินก็ควรให้ e-accounting เกิดความโปร่งใสทั้งในระดับอารามหลวงและในระดับวัดชุมชน โดยให้มีชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการด้านการเงินด้วย วัดใหญ่ๆ ที่ได้บริจาคมากควรมีระบบบัญชีและการตรวจสอบบัญชีทั้งภายในและภายนอก เช่น ให้บริษัทตรวจสอบบัญชีมาตรวจสอบและเปิดเผยรายได้ให้สาธารณชนได้เช่นเดียวกับบริษัท อย่างไรก็ดี อย่าให้กฎเกณฑ์ใหม่เข้มงวดเกินไปจนทำให้ระบบสงฆ์เหมือนระบบราชการที่เข้มงวดจนคนดีไม่กล้าทำอะไร แต่คนเลวกลับลัดเลาะหาวิธีโกงกินจนได้

ในด้านผลผลิตสงฆ์รุ่นใหม่ควรมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาไปวิเคราะห์ดูว่า การศึกษาในวิทยาลัยสงฆ์และในโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งหลายสามารถมีผลผลิตที่ตอบโจทย์ทั้งทางโลกและทางธรรมได้แค่ไหน อย่าลืมว่าเด็กในโรงเรียนพระปริยัติธรรมส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ไปบวชเป็นภิกษุหลังจากจบแล้ว

จากประสบการณ์ไปงานศพต่างๆ ดูเหมือนว่าการแสดงพระธรรมเทศนาในงานศพก็รู้สึกว่ายังใช้ตัวอย่างแบบเดิมๆ ไม่ทันโลก บางครั้งเหตุและผลที่ใช้ในการบรรยายธรรมก็ไม่สืบเนื่องกัน ไม่จูงใจคนรุ่นใหม่ การสวดเป็นภาษาบาลีก็ไม่สามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงแล้วในอนาคต ผู้ฟังอาจจะอยากฟังสวดจาก AI มากกว่า นอกจากนี้ หากมีผู้ทรงคุณวุฒิมาจัดโครงสร้างและกรอบการปฏิบัติให้เกิดความสมดุลให้ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาที่ตามทันโลก และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของคนไทยทั้งปวง

นอกจากนี้ก็คงต้องมีการปฏิรูปสำนักพระพุทธศาสนาซึ่งก็เหมือนกับปัญหาของหน่วยราชการไทยหน่วยอื่นๆ ที่ระบบหย่อนยาน คนดีทั้งหลายเอาตัวเองให้รอดก็พอ ใครสมรู้ร่วมคิดกับใครก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น จึงควรมีการล้างบางในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีกด้วย

สุดท้ายอุบาสกอุบาสิกาก็ต้องปฏิรูปตัวเอง เริ่มจากไม่ถวายอาหารดีๆ มันๆ ที่ทำให้เกิดพลังเหลือเฟือจะทำให้พระภิกษุเป็นโรค NCDs ไปตามๆ กัน ควรเริ่มด้วยการตักบาตรอาหารสุขภาพ (คลีนฟู้ด) ไม่ต้องถวายเงินให้พระ แต่มอบให้วัดโดยตรง เลือกวัดที่มีระบบในการจัดการเงินบริจาคและมีโครงการดีๆ สำหรับทำนุบำรุงพระศาสนาและสังคม

ในที่สุดสังคมก็จะเป็นผู้ตัดสินว่า จะดูแลศาสนาพุทธของเรามากแค่ไหน

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ