การนิรโทษกรรมคดี 112 (อย่างมีเงื่อนไข) จะไม่ก่อความขัดแย้งใหม่
และร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขน่าจะผ่านวาระสองได้โดยเร็ว
ผมไปประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่ตั้งชื่อสละสลวย (euphemism) ว่า พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข แล้วรู้สึกหดหู่ เพราะพบป้อมปราการแข็งแกร่งที่ขวางความหวังของผมอยู่
ผมมีความเชื่อว่าควรขยายสันติสุขให้รวมถึงผู้ต้องคดี 112, ผมมีความหวังที่จะเห็นความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ลดน้อยลง, ที่จะเห็นความคับข้องใจของผู้ต้องคดี 112 และญาติมิตรที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐและสถาบันฯลดน้อยลง, ที่จะเห็นบรรยากาศการหันหน้ามาคุยกันมากกว่าการทำร้ายกันด้วยกฎหมาย ฯลฯ โดยผมไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ตั้งป้อมทำนายภาพอนาคตว่า ถ้านิรโทษกรรมคดี 112 จะเกิดความขัดแย้งใหม่ (อันที่จริงความขัดแย้งมีอยู่แล้ว การกดทับให้เป็นความขัดแย้งแฝงจะไม่เป็นผลให้ความขัดแย้งลดน้อยลง), ฝ่ายสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์จะออกมาเคลื่อนไหว (แต่ผมอยากคิดว่าฝ่ายสนับสนุนฯมีความกรุณาอยู่ในใจ คือดีใจเมื่อคนอื่นพ้นทุกข์ มิใช่โกรธ), ผู้เคยต้องคดีจะฮึกเหิม แทนที่จะหลาบจำกลับทำผิดซ้ำที่หนักข้อเข้าไปใหญ่ (การนิรโทษกรรมทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นธรรมดาที่ผู้ได้รับอานิสงส์จะรู้สึกขอบคุณการยกโทษให้นั้น)
หลังการประชุม ผมบังเอิญเดินสวนและทักทายกับคุณหมอทศพร เสรีรักษ์ ส.ส. จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ในการชุมนุมของกลุ่มราษฎร คุณหมอจะคอยดูแลผู้ชุมนุมโดยเฉพาะในด้านสุขภาพอยู่เสมอ เข้าใจว่าคุณหมอกับผมคิดเหมือนกัน คือควรนิรโทษกรรมผู้ต้องคดี 112 เพียงบางส่วนหรือแบบมีเงื่อนไขก็ยังดี ผมถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงไม่ส่งคุณหมอมาเป็นกรรมาธิการนิรโทษกรรม คำตอบคือยังติดคดีที่ไปชุมนุมในฐานะแพทย์กับกลุ่มราษฎรอยู่ การเป็นกรรมาธิการฯอาจมองได้ว่าจะเอื้อต่อการนิรโทษกรรมให้ตนเอง ผมอดเสียดายไม่ได้ว่า คณะกรรมาธิการได้ขาดคนที่เห็นใจและร่วมทุกข์กับเยาวชนกลุ่มราษฎรไปคนหนึ่ง คุณหมอถามผมทีเล่นทีจริงว่า ถ้าเขาตัดคดี 112 ออกไป จะหาทางล้มร่าง พ.ร.บ. ที่มีชื่อสละสลวยฉบับนี้เลยดีไหม ผมยืนยันว่าไม่ดี เพราะหลักการสำคัญของการให้อภัยและการคืนดี คือการรวมผู้ได้รับประโยชน์ให้กว้างที่สุด ไม่ควรทิ้งใครที่เข้าข่ายกระทำผิดด้วยความคิดความเชื่อทางการเมืองไว้ข้างหลัง ครั้งนี้ควรพยายามให้ดีที่สุด ควรรวมผู้รับประโยชน์ให้กว้างที่สุด แต่ได้เท่าไร ก็เอาเท่านั้น
ส่วนผลการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างฯในวันนี้นั้น โฆษกคงแถลงไปแล้ว แต่ขออนุญาตกล่าวซ้ำในที่นี้คือ คณะกรรมาธิการมีมติว่าจะมีบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ แต่บัญชีแนบท้ายฯจะรวมฐานความผิดอะไรบ้าง หรืออาจเปิดช่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยการนิรโทษกรรม (ที่จะตั้งตาม พ.ร.บ. นี้) สามารถพิจารณาฐานความผิดหรือคดีการเมืองเพิ่มได้หรือไม่ ค่อยไปว่ากันอีกที อีกเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการเห็นพ้องกันคือ กฎหมายจะรวมผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและแสดงออกทางการเมืองในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่การประกาศใช้พระราชบัญญัติ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในปี พ.ศ. 2568 นี้
ผมมีความเห็นว่า การนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองโดยทั่วไป ควรรวมการกระทำความผิดตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ โดยไม่รวมความผิดฐานทุจริต หรือความผิดตามมาตรา 112 หรือความผิดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง (การฆ่าคนโดยเจตนา การซ้อมทรมาน การอุ้มหาย เป็นต้น) ก็จริง แต่ควรมีความยืดหยุ่นด้วย เพราะบัญชีแนบท้ายฯอาจไม่สมบูรณ์ ผู้ใดเห็นว่ากรณีของตนเป็นการกระทำด้วยแรงจูงใจทางการเมือง แต่ตกหล่นไปจากบัญชีแนบท้ายฯ ควรสามารถยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยฯพิจารณาได้ ในประการสำคัญ ควรอนุญาตให้ผู้ต้องคดีตามมาตรา 112 มีโอกาสยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยฯให้พิจารณาว่า ตนได้กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยเจตนาเพียงการแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ หรือเป็นกรณีพึงผ่อนผันด้วยเหตุอื่น ๆ ส่วนผู้มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต อาจทำไปโดยประมาท หรือด้วยเจตนาการป้องกันตนเอง หรือทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ฯลฯ น่าจะสามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้พิจารณากรณีของตนได้เช่นกัน
อนึ่ง การนิรโทษกรรมในอดีตมักมีลักษณะรวม ๆ เป็นรายเหตุการณ์ทางการเมืองที่รวมทุกคดีที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น มิได้จำแนกตามฐานความผิดเป็นรายมาตรา
ผมมีความเห็นว่า กฎหมายนิรโทษกรรมควรครอบคลุมถึงความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จึงน่าจะรวมถึงการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ในที่นี้ขอยกกรณีหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่างว่า ถ้าบัญชีแนบท้ายฯเป็นแบบปลายปิด ก็อาจไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ต้องคดีในบางคดีได้ เช่น ได้มีคำพิพากษาฎีกา 711/2567 ว่า ห้ามรับฟังพยานหลักฐานเมื่อไม่ได้แจ้งสิทธิ และการดำเนินกรรมวิธีซักถามที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ทหารตามกฎหมายพิเศษ ไม่ใช่การสอบสวนตามกระบวนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งในค่ายทหารเป็นที่ปกปิด บุคคลภายนอกไม่สามารถร่วมรู้เห็นในขณะซักถามได้ ก่อนมีคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว มีการรับฟังพยานหลักฐานเมื่อไม่ได้แจ้งสิทธิ และเป็นการซักถามในค่ายทหารซึ่งเป็นที่ปกปิด อยู่หลายคดี ทั้งนี้ตามข้อมูลของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วและเห็นว่าพยานหลักฐานไม่ได้มาโดยชอบ จะสามารถร้องขอต่อคณะกรรมการวินิจฉัยฯเพื่อขอคืนความยุติธรรมได้หรือไม่
บัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติที่แนบมาพร้อมกับร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุฐานความผิดอยู่ 11 หรือ 12 หรือ 13 รายการ แล้วแต่ร่าง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ของสภาผู้แทนราษฎร (ต่อไปขอเรียกว่า คณะกรรมาธิการศึกษาฯ) ก็เสนอฐานความผิดไว้ 25 รายการ ในขณะที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ผมคิดเองนั่งคิดคร่าว ๆ ในฐานะผู้ไม่ได้เรียนกฎหมายว่า ควรเพิ่มเติมจาก 25 รายการดังกล่าวได้หรือไม่ เช่น เพิ่ม มาตรา 291 ว่าด้วยการกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, เพิ่มมาตรา 341 และ 343 เกี่ยวกับการเรี่ยไร, และเพิ่มความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง เป็นต้น และถ้ามิใช่รายการกฎหมาย แต่เป็นกรณีข้อบกพร่องในกระบวนการสอบสวน ดังตัวอย่างของคดีบางคดีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กล่าวถึงข้างต้น คงยากที่จะรวบรวมให้ครบถ้วนทุกข้อกฎหมายและทุกกรณีไว้ในบัญชีแนบท้ายฯ ดังนั้น เพื่อให้การนิรโทษกรรมครั้งนี้ รวมบุคคลที่พึงได้รับประโยชน์และเพื่อสร้างสันติสุขให้ได้มากที่สุด ก็ควรเขียนบัญชีแนบท้ายฯให้มีลักษณะปลายเปิด คือ ข้อสุดท้ายของบัญชีควรเป็นข้อความที่เปิด เช่น “ข้อ … ฐานความผิดอื่นหรือกรณีอื่นที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯพิจารณาว่า เป็นความผิดทางการเมืองที่ควรได้รับการนิรโทษกรรม”
ขอสรุปความหวังของผมว่า สำหรับกรณีที่เป็นเรื่องอ่อนไหว (ซึ่งเป็นศัพท์ที่คณะกรรมาธิการศึกษาฯใช้) คณะกรรมการวินิจฉัยฯอาจพิจารณาคำร้องที่อยู่นอกเหนือจากที่เขียนไว้โดยตรงในบัญชีแนบท้าย ในกรณีต่อไปนี้
1) ในกรณี มาตรา 112 ผู้ยื่นคำร้องจะต้องให้เหตุผลประกอบว่า คดีที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงออกทางความคิดความเชื่อทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะต้องไม่มีเจตนาอาฆาตมาดร้ายแต่ประการใด
2) ในกรณีการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผู้ยื่นคำร้องจะต้องให้เหตุผลประกอบว่าเป็นการต่อสู้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น
3) ในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ผู้ยื่นคำร้องต้องมีเหตุผลว่าเป็นกรณีพึงผ่อนปรน เช่น เป็นการกระทำโดยประมาท หรือตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อป้องกันตนเอง และผู้กระทำพร้อมจะทำการชดเชยแก่ผู้ถูกกระทำโดยหวังให้มีอโหสิกรรมต่อกัน รวมทั้งคืนความจริงแก่คณะกรรมการฯและสาธารณชน
ผมไม่ค่อยหวังมากนักสำหรับข้อ 1) เพราะกรณีมาตรา 112 ซึ่งดูจะเป็นเรื่องการเมืองที่บางฝ่ายยอมไม่ได้ แต่ก็ขอให้บันทึกไว้ในที่นี้ว่า นี่เป็นความพยายามสร้างสังคมสันติสุข และลดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันให้ทุเลาเบาบางลงบ้าง
คงมีคนคิดแย้งว่า ถ้าเขียนบัญชีแนบท้ายฯที่มีลักษณะปลายเปิด จะเป็นการให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการวินิจฉัยฯมากเกินไปหรือไม่ ขอตอบว่า ถ้าในตัวบทของกฎหมาย มีการเขียนนิยามของ “คดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง” อย่างชัดเจนพอสมควร ดังตัวอย่างของข้อเสนอของคณะกรรมาธิการศึกษาฯ ว่าเป็น “การกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง หมายความถึงการกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์และความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง” คณะกรรมการวินิจฉัยฯย่อมไม่สามารถนิรโทษกรรมแก่ผู้ใดที่กระทำความผิดโดยไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองได้ อนึ่ง คณะกรรมการวินิจฉัยฯพึงประกอบด้วยบุคคลที่น่าเชื่อถือด้วย
ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ กำหนดให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (บทความนี้ขอใช้ชื่อแทนว่าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ) ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรี, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา, อดีตตุลาการศาลปกครองสุงสุด, ส.ส., ส.ว., ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ฝ่ายละ 1 คน, และปลัดกระทรวงการคลัง โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ ร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยกำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด เป็นกรรมการ, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยพรรคครูไทยเพื่อประชาชน กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองคดี ที่ตั้งโดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
ในระหว่างการประชุมของคณะกรรมาธิการศึกษาฯ ได้ทราบมาว่า “ศาล” ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวินิจฉัยฯ คณะกรรมาธิการศึกษาฯจึงเสนอให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยในรูปแบบผสมผสาน (คือมีหลายฝ่าย) ประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงหรืออธิบดีที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ, คณะกรรมการยังประกอบด้วยนายกสภาทนายความ, ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน, ผู้แทนภาคประชาสังคม 3 คน, และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นกรรมการและเลขานุการ ผมบังเอิญเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการศึกษาฯ จึงคล้อยตามรูปแบบผสมผสาน ด้วยเหตุผลว่า องค์ประกอบคณะกรรมการมุ่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยกรรมการแต่ละคนสามารถแยกย้ายกันไปทำงานตามการมอบหมายของคณะกรรมการวินิจฉัยฯได้เลยโดยไม่ชักช้า เพราะหน่วยงานของตนน่าจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว อีกทั้งองค์ประกอบของคณกรรมการฯมีความหลากหลายและคานดุล จึงไม่ต้องกลัวว่าคณะกรรมการฯทั้งคณะจะโอนเอียงไปตามกระแสการเมือง
เพื่อให้มีการกลั่นกรองในเบื้องต้น คณะกรรมาธิการศึกษาฯจึงเสนอให้มีการจำแนกระหว่างคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน (ตามฐานความผิด 7 ฐานในบรรดา 25 ฐานของบัญชีแนบท้าฯของคณะกรรมาธิการศึกษาฯ) กับคดีรอง ที่เกี่ยวเนื่องหรือพ่วงมากับคดีหลัก (ในฐานความผิด 18 ฐานที่เหลือ) (ดูหน้า 52 – 53 ของรายงาน) ทั้งนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาคดีหลักในลำดับก่อน ส่วนคดีรองซึ่งมีจำนวนมากนั้น มักเป็นคดีที่มีบทลงโทษน้อย ที่พ่วงมาตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้ต้องคดีส่วนมากพ้นโทษไปแล้วหรือไม่ได้นับโทษเพิ่มไปกับคดีหลัก อย่างไรก็ดี หากมีกรณีพึงพิจารณา ให้ผู้ต้องคดีสามารถยื่นคำร้องได้ เช่น ยื่นผ่านองค์กรด้านกระบวนการยุติธรรมที่มีสำนักงานใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานของตนได้
เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยฯดำเนินงานได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพและเที่ยงธรรม ขอเสนอตัวอย่างขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
1) คณะกรรมการวินิจฉัยฯมีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เลขาธิการอัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอให้ส่งสถิติคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ที่ได้กลั่นกรองแล้วว่าเป็นคดีหลัก, คดีรองที่เชื่อมโยงกับคดีหลักและมีนัยสำคัญ, และคดีที่หน่วยงานได้รับคำร้องจากผู้เกี่ยวข้องว่าเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือการดำเนินคดีอาจดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปกติด้วยมีแรงจูงใจทางการเมือง และขอให้หน่วยงานดังกล่าวระบุสถานภาพของคดีแต่ละคดีด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานอาจเปิดโอกาสให้ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานของหน่วยงานที่มีอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ได้ด้วย
2) จากข้อมูลที่ได้รับและจากการพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ คณะกรรมการวินิจฉัยฯมีมติว่าคดีใดอยู่ในข่ายการกระทำที่พึงได้รับการนิรโทษกรรม
3) คณะกรรมการวินิจฉัยฯส่งผลการพิจารณาไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการนิรโทษกรรมตามสถานภาพของคดี เช่น ให้ตำรวจยุติการสอบสวน, ให้อัยการยุติการเตรียมยื่นฟ้องหรือถอนฟ้อง, ขอให้ศาลพิจารณาออกหมายปล่อยจำเลยถูกฝากขัง, ขอให้ศาลพิจารณาออกหมายปล่อยนักโทษในเรือนจำเพื่อให้กรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวนักโทษ, ขอให้กรมบังคับคดียุติการบังคับคดีแพ่งที่ได้รับการนิรโทษกรรม
นอกจากนี้ ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาคำร้องลบล้างประวัติของผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดที่อยู่ในข่ายการนิรโทษกรรม
4) คณะกรรมการวินิจฉัยฯติดตาม สนับสนุน และช่วยแก้ไขปัญหาการดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งรับคำร้องกรณีมีผู้สงสัยว่ามีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนในการนิรโทษกรรม วินิจฉัยกรณีดังกล่าวและสื่อสารข้อวินิจฉัยต่อสาธารณชน
5) คณะกรรมการวินิจฉัยฯพิจารณาคำร้องของผู้ที่เห็นว่าตนได้รับการปฏิบัติโดยมิชอบ โดยอาจปฏิเสธหรือดำเนินการตามคำขอก็ได้ ตลอดจนศึกษามาตรการเยียวยาทางสังคม เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน ทั้งนี้ เพื่อการให้อภัยซึ่งกันและกัน การคืนดีและความปรองดองในสังคมการเมืองไทย
6) คณะกรรมการวินิจฉัยฯจัดทำข้อเสนอแนะการชดเชยความเสียหายต่อผู้ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมือง ตลอดจนเสนอแนะมาตรการเยียวยาทางสังคมต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ คณะกรรมาธิการศึกษาฯได้เสนอไว้ในรายงานการศึกษาหน้า 25 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสันติสุข เนื่องจากกรรมาธิการฯหลายคนเคยอยู่ในคณะกรรมาธิการศึกษาฯ การพิจารณาตามประเด็นที่เห็นพ้องกันมาแล้วในคณะกรรมาธิการศึกษาฯ ก็น่าจะช่วยให้การทำงานของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างฯเป็นไปอย่างเหมาะสมและราบรื่น
โคทม อารียา

