หน้าแรก บทความ ไทยจะติดหล่มต...

ไทยจะติดหล่มตลอดกาลหากไม่แก้ที่การศึกษา (จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีศึกษาธิการ)

8.08.25 | 13:10 น.

ครั้งหนึ่ง ในที่ประชุมที่มีผู้พยายามจะชี้ให้เห็นความเสียหายอันเกิดจากผลการสอบ PISA ที่ต่ำเตี้ยของประเทศไทย และความพยายามที่จะเสนอแนวทางการแก้ไข ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านไม่สนใจเรื่องการสอบ PISA หรอก ให้ดูตัวท่านเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน แม้ท่านเองไม่เคยสอบ PISA เลยในชีวิต แต่ก็ได้ดิบได้ดีมาจนเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ บางคนฟังแล้วก็เหมือนว่าดูดีที่ท่านคงมีเจตนาจะให้กำลังใจนักเรียนทั้งหลายว่า ไม่ว่าผลการศึกษาจะเป็นอย่างไร ทุกคนมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานได้เสมอ แต่บางคนฟังแล้วน่าจะเกิดอาการกระอักกระอ่วน

ต่อมาเราก็มีรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง เข้ารับตำแหน่งด้วยถ้อยแถลงต่อสังคมว่าการศึกษาไทยนั้นดีในระดับที่สามารถสู้กับประเทศใดๆ ก็ได้ในโลก โดยให้ดูตัวอย่างตัวท่านอีกเช่นกันว่า แม้จบจากโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานธรรมด๊าธรรมดา ก็สามารถสอบชิงทุน สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้จนจบดอกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ และขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงสุดได้อย่างทุกวันนี้ นอกจากอาจมีคนชื่นชมท่านส่วนหนึ่งแล้ว แต่ก็ทำเอาคนในวงการศึกษาไทยที่รู้เรื่องจริง-ที่ได้สัมผัสปัญหา กับความอ่อนแอตกต่ำของการศึกษาไทยมาโดยตลอด ต่างวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะหากเบอร์หนึ่งของการศึกษาไทยที่ควรจะเป็นคนแรกที่เป็นทุกข์กับปัญหาของการศึกษาอันเป็นอนาคตของประเทศ แต่กลับแสดง
วาทะอันไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยเช่นนี้ แล้วจะหวังให้ใครเล่าเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของการศึกษาไทย

วันนี้จะยังไม่พูดถึงปัญหาของการศึกษาไทยหรือแนวทางในการแก้ไข แต่ผู้เขียนอยากสื่อไปยังท่านรัฐมนตรีโดยยกประเด็นที่ง่ายและชัดเจนที่สุด และที่สะท้อนคำพูดของรัฐมนตรีท่านที่หนึ่งด้วย ถึงความสำคัญของการสอบ PISA และผลการสอบของประเทศไทยที่สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาของเราวิกฤตอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือได้บ่งชี้ถึงอนาคตอันเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวของประเทศนี้อย่างไรบ้าง

การทดสอบ PISA หรือ Programme for International Students Assessment เป็นการประเมินผลทางการศึกษาที่ทำทุก 3 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 2000 โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) โดยได้ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งสำหรับการวิเคราะห์และกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศต่างๆ โดยมีหลักง่ายๆ ว่าประเทศจะพัฒนาได้ต้องมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ กับต้องมีทุนความรู้ที่คุณภาพสูงที่ก้าวทัดทันโลก รวมต่อเนื่องไปถึงผลผลิตของทุนทั้งสอง อันได้แก่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งกำหนดขีดความสามารถของแต่ละประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และการศึกษาคือเครื่องมือหลักในการพัฒนาทั้งคุณภาพของทุนมนุษย์ และทุนความรู้ อันกำหนดต่อไปในที่สุดคือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้นๆ ในโลกใบนี้ ดังนั้นการที่จะใช้ไม้วัดว่าประเทศใดมีขีดความสามารถ หรือมีศักยภาพอย่างใดนั้น การวัดทางการศึกษาจะชี้ประเด็นได้ถูกต้องและชัดเจนที่สุด PISA จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ดังที่ว่า

การสอบ PISA มีมาแล้วทั้งสิ้นเจ็ดครั้ง ทุกครั้งได้พบซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ในทุกด้านที่ OECD ทำการประเมิน อันได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยพบว่า PISA ครั้งล่าสุด (2022) ผลการทดสอบความสามารถด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน มีค่าเฉลี่ยของ OECD ที่คะแนน 472 / 485 / 476 ตามลำดับ สิงคโปร์ ซึ่งสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกได้คะแนน 575 / 561 / 543 มาเลเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแพ้เรา ได้คะแนน 409 / 416 / 388 คะแนน และเวียดนามซึ่งใครๆ ก็ว่าเป็นคู่แข่งของไทยในปัจจุบัน ได้คะแนน 469 / 472 / 462 ชนะทั้งไทยและมาเลเซีย ในขณะที่คะแนนของไทยคือ 394 / 409 / 379

Advertisement

แต่ที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น คือเมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดของผลการสอบยังพบว่า มีนักเรียนไทยเพียง 32% เท่านั้นที่ทำคะแนนด้านคณิตศาสตร์ได้เกินระดับ 2 ซึ่งเป็นอันดับรองจากต่ำสุดจากข้างล่าง (อันดับสูงสุด คือ 6 และต่ำสุดคือ 1) ซึ่งหมายความว่านักเรียนไทยตัวเลขเฉลี่ย 65-70% หรือจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 จะได้คะแนนในระดับที่ 2 หรือต่ำกว่า ที่กระจายกันขึ้นไปอยู่ระดับ 3 ถึง 6 มีอยู่เพียง 30% เท่านั้นเอง และเหนือความน่าวิตกอื่นใดคือนักเรียนไทยที่สามารถปีนขึ้นไปอยู่ในระดับ 6 ได้ มีน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD จะพบสัดส่วนกลับหัวกลับหางกันโดยสิ้นเชิง โดยพบว่านักเรียนเฉลี่ยของโลกจำนวนเป็นสัดส่วนถึง 69% ได้คะแนนสูงกว่าระดับ 2 ที่อยู่ในระดับ 1-2 ก็เพียงแค่ 30% เท่านั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคะแนนด้านการอ่าน พบว่านักเรียนไทยมากกว่า 70% ได้คะแนนที่ต่ำกว่าระดับ 2 ในขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์แม้จะมีผลสัมฤทธิ์ดีกว่าสองด้านแรกเล็กน้อย แต่ก็ยังพบว่า 50-60% อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2 สรุปง่ายๆ คือ ผลโดยเฉลี่ยมีเด็กไทย 70% สอบได้คะแนนต่ำในอันดับ 1-2 ที่สอบได้อันดับ 3-6 มีเพียง 30% และขึ้นถึงระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดได้น้อยกว่า 1%

ระดับ 2 และต่ำกว่าสำคัญอย่างไร

PISA แบ่งผลการสอบออกเป็น 6 ระดับ ระดับ 6 เป็นกลุ่มคะแนนสูงสุด และ 1 ต่ำสุด โดย PISA ถือว่า ระดับ 2 ลงไปเป็นระดับที่ขีดความสามารถหรือทักษะต่ำสุดในการที่บุคคลจะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมยุคใหม่ การที่มีนักเรียนจำนวนมากมีผลสอบระดับ 2 และต่ำกว่า ถือเป็นย่าน “ธงแดง” ของระบบการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเยาวชนจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ของประเทศนั้นขาดซึ่งทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ความสามารถในการอ่านของเด็กไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 หมายถึงการเข้าใจภาษาที่อ่อนด้อย ในทางปฏิบัติอาจสรุปได้ว่า เด็กไทยอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในภาษาเขียนที่พบในชีวิตประจำวัน (เช่น คำแนะนำการใช้ยา หรือป้ายเตือนข้อความระวังต่างๆ) พวกเขาจะประสบอุปสรรคในการเรียนรู้ด้านอื่นๆ เพราะการเรียนวิชาใดๆ ต้องใช้การอ่านทั้งสิ้น เมื่อผสมกับความอ่อนแอด้านอื่นอีกสองด้านด้วย เด็กไทยจะล้มเหลวในการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานหรือความเข้าใจด้านตัวเลขและปริมาณต่างๆ และอาจมีความยากลำบากที่จะใช้กระบวนคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เช่น ที่เกี่ยวกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยี หรือแม้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเป็นต้น

พูดให้ชัดๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้ คือ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ OECD พบว่ามีเด็กเพียง 23% เท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่โดยเผชิญปัญหาเช่นนี้ แต่กลับพบว่าเด็กไทยที่จะประสบปัญหาชีวิตมีถึงประมาณ 70%

ท่านรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่โชคดีสมองดีเยี่ยมที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ต่ำกว่า 1% ของระดับที่ 6 ของ PISA แต่ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่จะจัดการกับ 90% ที่เหลือได้อย่างไร

สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงซ้อน ทั้งในด้านการพัฒนาครู การออกแบบหลักสูตร มาตรฐานความรู้ในระบบการศึกษา การเรียนรู้ การสอน และการส่งเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกับ STEM และที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ดังจะเห็นได้จากประเทศเช่นสิงคโปร์ที่สามารถครองอันดับสูงสุดหรืออันดับสองในระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการที่มีมาตรฐานการศึกษาที่เข้มงวด การใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน และการลงทุนในระบบการศึกษา หรือเวียดนามที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าไทยถึง 40-60 คะแนนในหลายด้าน โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งแม้เวียดนามจะมีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่กลับมีผลการศึกษาที่เหนือกว่า ค่าคะแนนของเวียดนามสูงกว่าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในการสอบทุกครั้งที่ผ่านมา ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศเวียดนามที่ระบบการศึกษามีการจัดการอย่างมีเป้าหมาย การควบคุมคุณภาพการสอน และการลงทุนในครู และระบบความรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการที่ผลการสอบ PISA เป็นการคิดค่าเฉลี่ยจากผู้เข้าสอบทั้งหมด คะแนนที่สูงกว่าย่อมแสดงให้เห็นถึงการกระจายและความเท่าเทียมของคุณภาพการจัดการศึกษา ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัญหาอย่างมากสำหรับประเทศไทย

หลักสูตรและระบบความรู้ที่ไม่ทันสมัยเป็นปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน จะขอยกตัวอย่างเรื่องสำคัญเพียงสักเรื่องเดียว คือด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญสำหรับการเรียนวิชาอื่นทุกวิชา ตลอดต่อมาจนถึงหลักการใช้เหตุผลหรือตรรกะในชีวิตประจำวัน เพราะหัวใจของคณิตศาสตร์คือตรรกศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ในปัจจุบันจึงมีโครงสร้าง (Framework) ที่ต่างไปจากอดีต คือไม่ใช่แค่การบวกลบคูณหารเลขเท่านั้นอีกต่อไป องค์ประกอบทางวิชาการของคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน จะต้องประกอบด้วยด้านต่างๆ ได้แก่ การใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Reasoning) จำนวน (Quantity) ข้อมูลและความแปรปวน (Data and Uncertainty) การเปลี่ยนแปลงและสัมพันธภาพ (Change and Relationship) และพื้นที่และรูปลักษณ์ (Space and Shape) องค์ประกอบเหล่านี้ยังต้องสัมพันธ์กับบริบทด้านต่างๆ อันได้แก่ บริบทส่วนตน การอาชีพ สังคม และด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยทั้งหมดนั้นจะต้องนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การใช้สารสนเทศ ความสร้างสรรค์ การคิดอย่างเป็นระบบ การวิจัยและสืบสอบ การสื่อสาร การสื่อสะท้อน และทิศทาง ความริเริ่ม ความมั่นคงวิริยะของอัตลักษณ์ และทั้งหมดนี้ไม่อยู่นิ่งแต่จะเป็นแปลงไปตามบริบทของโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าคณิตศาสตร์อ่อนแอ ความรู้อื่นก็ย่อมอ่อนแอตามไปด้วย

สิ่งที่สำคัญเท่าๆ กับตัวหลักสูตร คือการนำหลักสูตรไปใช้ (Implementation) เพราะไม่ว่าจะร่างหลักสูตรได้ดีเลิศเพียงใด มีเนื้อหาที่ทันสมัยเพียงใด แต่หากกระบวนการเรียนการสอนไม่ได้เข้าใจและยึดแนวทางที่กำหนดในหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ เนื้อหา และที่สำคัญที่สุดคือการนำไปสู่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาที่ตัวหลักสูตรมุ่งทำให้เกิดขึ้นต่อตัวปัจเจกและสังคม หลักสูตรนั้นก็จะไม่มีความหมาย การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การนำหลักสูตรไปใช้ให้เกิดได้ถ้วนทั่วทั้งระบบการศึกษาของประเทศและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่มุ่งหวังจึงเป็นกระบวนการที่ต้องมีการออกแบบ มียุทธศาสตร์และการดำเนินการที่ชัดเจน และมีผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อน ผู้เขียนเคยเสวนากับครูจากโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยถามว่าโรงเรียนของท่านได้ดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปี 2544 อย่างใดบ้าง หลังจากที่หลักสูตรฉบับนั้นประกาศใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 15 ปี คำตอบคือหลักสูตร 44 คืออะไรครูยังไม่เข้าใจ และยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะเรียกว่าได้ใช้หลักสูตรนั้น ผู้เขียนก็ถามต่อว่า “แล้วอาจารย์สอนกันอย่างไร” เธอก็ตอบสั้นๆ ว่า “อ๋อ ก็ว่ากันไปตามตำราที่โรงเรียนประกาศให้เด็กใช้ สอนไปตามเนื้อหาในตำราตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ก็คือว่าจบไปปีๆ” นี่คือสภาพของการศึกษาไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเชื่อว่าจนถึงปัจจุบัน

แต่ประเด็นที่เป็นที่น่าวิตกเหนืออื่นใด ได้แก่ คะแนนการสอบ PISA ปีล่าสุด (ปี 2022) ที่ปรากฏว่าผลการสอบของประเทศไทยได้คะแนนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเปรียบเทียบกับการสอบทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมา ผลคะแนนที่ต่ำลงอย่างน่าใจหายเช่นนี้ย่อมบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในทางใดทางหนึ่งหรือหลายปัจจัยรวมกัน ซึ่งอาจสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาทั่วไปที่ลดลง หมายความว่าการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาหรือการเรียนการสอนในประเทศนั้นไม่มีความก้าวหน้า ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการในโลกปัจจุบัน ทั้งยังอาจสะท้อนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบต่อการศึกษา เช่น ความยากจน การขาดแคลนทรัพยากร หรือการขาดการสนับสนุนทางการศึกษา และยังอาจบ่งชี้ถึงความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา โดยอาจบ่งบอกถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพที่มีไม่เท่ากันในสังคม เพราะการที่มีประชากรบางกลุ่มได้คะแนนสูงแต่ส่วนใหญ่กลับได้คะแนนต่ำมาก สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มใหญ่ไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียมในการศึกษา จึงเป็นผลให้คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยลดลง ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามที่สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากทุกชนชั้นฐานะได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ คะแนนสอบ PISA ไม่มีทางที่จะเพิ่มขึ้นได้ด้วยการติวเข้ม หรือด้วยการคัดเลือกตัวนักเรียนส่งเข้าสอบ เพราะ PISA ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น หากแต่ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างเลือกตัวผู้เข้าสอบด้วยวิธีการและประสบการณ์สูงที่ทำให้แน่ใจได้ว่านักเรียนจำนวน 5,000 คนที่เข้าสอบนั้นเมื่อได้ผลออกมาจะสะท้อนสถานภาพที่แท้จริงของการศึกษาของแต่ละประเทศ ดังนั้นทางเดียวที่จะเพิ่มคะแนนเฉลี่ย PISA ได้ คือต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบของประเทศให้ดีขึ้น

ผลการสอบ PISA แม้เป็นเพียงตัวเลขคะแนนสอบ แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึกยังอาจมองเห็นได้ถึงแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Pressure) เมื่อประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจต่ำกว่าสามารถพัฒนาระบบการศึกษาแซงหน้าไทยได้อย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะจากมุมมองของนักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศจะลดลง ซึ่งหากไม่สามารถอธิบายและแก้ไขความล้มเหลวเชิงเปรียบเทียบนี้ได้อย่างเป็นระบบ ไทยจะสูญเสียอำนาจต่อรองลงในทุกมิติ ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ของโลกโดยเฉพาะด้านที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ได้มองข้ามประเทศไทยไปหมด โดยมีสาเหตุที่ชี้ชัดว่าเป็นเพราะประเทศไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่ระดับการศึกษาต่ำ ไม่มีความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงปรากฏอยู่เนืองๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าการลงทุนที่ใช้ความรู้ชั้นสูงได้ข้ามประเทศไทยไปยังประเทศเวียดนามหรือมาเลเซีย ซึ่งปรากฏความชัดเจนที่โต้เถียงไม่ได้คือ เวียดนามเป็นประเทศที่ผลคะแนนการสอบ PISA สูงกว่าประเทศไทย และอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากในระดับโลก

หากสถานการณ์ความอ่อนแอนี้ยังดำเนินต่อไป ประเทศไทยก็จะถูกซ้ำเติมโดยการถอยหลังลงไปในเวทีโลกต่อเนื่องต่อไป จนประสบความล้มเหลวอย่างถาวรในที่สุด

ประเด็นที่น่าพิจารณาอีกประเด็นหนึ่งคือ แม้ผล PISA จะต่ำมากทั้งคะแนนเฉลี่ย และจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังปรากฏว่ามีนักเรียนอย่างน้อยจำนวน 1% (50 คน) ที่สอบได้คะแนนสูงมาก หรืออีก 30% (1,500 คน) มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์สอบผ่าน และที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ผลการสอบโอลิมปิกวิชาการวิชาต่างๆ ที่นักเรียนไทยเข้าสอบแข่งขัน ส่วนใหญ่ผลการสอบไทยจะอยู่ในอันดับสูง ซึ่งการสอบโอลิมปิกนี้คัดเอาเฉพาะเด็กเก่งเข้าสอบ เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า แท้ที่จริงนั้นในระบบการศึกษาไทยมีตัวอย่างของคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ที่สูงอยู่แล้ว แม้ว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ ด้านหนึ่งย่อมแสดงถึงความเหลื่อมล้ำ แต่อย่างไรก็ตามคำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อมีของดีอย่างนี้อยู่แล้ว เราจะสามารถขยายผลออกไปให้กว้างขวางได้อย่างไร คำถามเช่นนี้น่าจะเป็นที่น่าสนใจของรัฐมนตรีมากกว่าความพยายามที่จะลดภาระงานของครูดังที่ทำอยู่ในขณะนี้

ดังนั้นการที่ไทยยังคงอยู่ในระดับคะแนนต่ำและตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในเวทีสำคัญเช่น PISA จึงมิใช่เพียงเรื่องของการสอบวัดผลทางการศึกษา แต่เป็นสัญญาณเตือนระดับชาติที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบ ของนโยบาย และการจัดการศึกษาในภาพรวม ที่นำไปสู่ความสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

ประเทศไทยอ้างว่ามีความพยายามในการแก้ปัญหาการศึกษามานาน คำว่า “การปฏิรูปการศึกษา” ถูกเอ่ยในการหาเสียงทุกครั้ง จนกลายเป็นคาถาสำคัญทางการเมือง เรามีรัฐมนตรีที่ดูแลการศึกษาของชาติเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาคนแล้วคนเล่า บางคนอยู่ไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ ก็มีคนใหม่เปลี่ยนหน้าเข้ามา เรามีองค์กรต่างๆ กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่อ้างว่าใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาการศึกษา เพิ่มเติมไปจากรัฐมนตรีที่เข้ามาด้วยถ้อยคำทางนโยบายใหม่ๆ ดูประหนึ่งว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างอนุสาวรีย์อะไรสักอย่างหนึ่งของตน อย่างน้อยก็ในขณะที่ได้มาเยี่ยมกรายผ่านกระทรวงนี้ แต่หากเราพิจารณาให้ลึก จะเห็นว่า นโยบาย โครงการ หรือมาตรการเหล่านั้น ยังไม่มีอันใดเลยที่มีการมุ่งประเด็นไปสู่การแก้ปัญหาของ “การศึกษา” ที่แท้จริง อันได้แก่คุณภาพการศึกษา เพื่อทำการศึกษาไทยให้มีคุณภาพสูงขึ้น สร้างทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้มีคุณภาพสูงและเด่นชัดขึ้น พัฒนามาตรฐานความรู้ที่มีอยู่ในสังคมไทยให้สูงขึ้น และในที่สุดสร้างอนาคตของประเทศนี้ให้มีความสว่างไสวมากขึ้น เราจะได้ยินแต่ถ้อยคำที่เปล่าว่างในความหมาย ไม่ว่าจะเป็น เรียนดีมีความสุข เรียนได้ทุกที่ เรียนฟรีมีคุณภาพ สอนน้อยเรียนมาก คืนครูให้แก่ห้องเรียน ลดภาระงานของครู เปลี่ยนครูไปทำงานธุรการอย่างถาวร (อย่างที่จะทำในปัจจุบัน) แต่ภายใต้คำเหล่านี้ไม่เคยมีการบ่งบอกถึงการที่จะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้นได้อย่างไร บางเรื่อง แม้ว่าก็เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาจริง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นและปรากฏมาตรการเชิงรูปธรรมออกมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สัมผัสมิติที่สำคัญอันได้แก่คุณภาพการศึกษาแต่อย่างใด หรือการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งเป็นประเด็นหากินทางการเมือง ก็ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้รูปธรรมจะเกือบไม่เคยมองเห็น แต่ประเด็นเหล่านี้ ก็หาได้เป็นการแก้ไข “เนื้อแท้” ของปัญหาที่แท้จริงของการศึกษาไทยแต่อย่างใด

สิ่งที่ประเทศไทยคิดว่าตนเองกำลังเป็นทุกข์อย่างมาก และใช้ทุกวิถีทางที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากทุกข์นั้น คือเรื่องความล้าหลังทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่นักการเมืองของเราอาจมีวิสัยทัศน์ไม่ถึงก็คือ เกือบทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะเริ่มต้นจากการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้มีทุนมนุษย์คุณภาพสูงและมีความก้าวหน้าทางความรู้และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทั้งสิ้น จนเคยมีนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งคือ Tony Blair ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดมีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้น คือ การศึกษา” และในการเข้ารับตำแหน่งของท่าน ท่านแถลงนโยบายด้วยวาทะสั้นๆ ประการเดียวคือ “ถามผมว่านโยบายของรัฐบาลผมคืออะไร ผมบอกท่านได้เลยว่า คือ การศึกษา การศึกษา และการศึกษา” ดังนั้น สิ่งที่ได้มีการพิสูจน์กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คือการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับประเทศไทย เมื่อไรเราจึงจะหากุญแจดอกนั้นเจอเสียที

นอกจากจะเห็นชอบให้แต่งไปรเวตได้ตลอดเวลา และกางเกงยีนส์ขาดที่กำลังจะกลายเป็นสัญลักษณ์แล้ว ท่านรัฐมนตรีน่าจะต้องเริ่มปวดศีรษะอย่างจริงจัง เพื่อเคี้ยวปัญหาว่าท่านจะสร้างอนาคตที่ยังมืดมนอยู่ของประเทศนี้ได้อย่างไรล่ะครับ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องทำโดยแท้

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์