ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ต่างฝ่ายต่างใช้เครื่องมือทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในการห้ำหั่นกัน กลายเป็นความปกติใหม่ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระเบียบโลกโลภาภิวัตน์ (Globalization) ที่ถูกกำหนดขึ้นภายหลังจากสหรัฐทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจขั้วเดียว (Uni-polarity Hegemonic Power) ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก โลกาภิวัตน์ที่เชื่อในเรื่องการค้าเสรี การลงทุนเสรี การลด ละ เลิก กฎระเบียบที่แตกต่างกันของแต่ละเขตเศรษฐกิจ แล้วแทนที่โดยมาตรฐานเดียวกันในระดับโลก โดยให้ภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของระบบกรรมสิทธิ์ต่างๆ เป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลกที่กำหนดปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยนและระดับราคาด้วยกลไลตลาด กำลังถูกเปลี่ยนไป กลไกตลาดที่เคยเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของห่วงโซ่มูลค่าระดับนานาชาติ (Global Value Chains: GVCs) กำลังถูกแทนที่ด้วยปัจจัยทางด้านความมั่นคง ที่เจือสมด้วยชุดความคิดเศรษฐกิจชาตินิยม (Economic Nationalism) เกลียดกลัว หวาดระแวงต่างชาติ (Xenophobia) คำถามที่สำคัญคือ ในระยะของการเปลี่ยนแปลงนี้ ระเบียบโลกที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะอยู่ในรูปแบบไหน และจะพัฒนาต่อไปในรูปแบบใดเพื่อเข้าสู่จุดสมดุลใหม่
ในระยะของการเปลี่ยนผ่าน ผู้เขียนเชื่อว่าระเบียบโลกจะวางอยู่บน 3 เสาหลักที่ผูกโยงเข้าด้วยกัน อันประกอบไปด้วย 1) Realpolitik การเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยมที่เน้นการบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ (the End Justifies the Means) 2) Transactionalism ในภาวะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง รัฐบาลต่างๆ มักจะใช้ยุทธศาสตร์แบบ Transactionalism ในรูปแบบที่เน้นการทำ “ดีล” ที่เน้นการแลกเปลี่ยนโดยมุ่งผลประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะสั้น ทันทีทันใด มากกว่าที่จะยอมเสียสละผลประโยชน์บางประการของแต่ละฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันที่ยั่งยืนในอนาคต และ 3) Non-State Actors บทบาทของผู้เล่นที่มิใช่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ อย่าง Apple, Huawei, Google ฯลฯ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทรงอิทธิพล หรือแม้แต่กองกำลังติดอาวุธที่รณรงค์อย่างฮามาส ฮูตี และ/หรือ ฮิซบอลเลาะห์

ดังนั้น ในระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ภาวะสุญญากาศทางอำนาจในการวางระเบียบโลกยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากสหรัฐเองก็อยู่ในช่วงขาลง ในขณะที่จีนเองก็ยังไม่ได้ทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 โลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว (Multi-Polarity) จะเป็นโลกที่อยู่ในสภาวะที่ Amitav Archaya เรียกว่า Multiplex World คือ โลกที่อยู่ในภาวะยุ่งยากซับซ้อน (Complexity) และความยุ่งยากซับซ้อนนี้จะทบเท่าทวีคูณ (Multiple) [Multiple + Complexity = Multiplex] Multiplex World ตามคำนิยามของ Amitav Archaya คือโลกที่ไม่มีผู้จัดระเบียบ (hegemon) ความหลากหลายในมิติการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จะมีความแตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน มิติเหล่านี้ต่างก็เชื่อมโยงทุกประเทศและทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ผู้เล่นหลัก ทั้งที่เป็นผู้สร้างและผู้ทำลายระเบียบโลก จะไม่ใช่ภาครัฐของประเทศมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอีกต่อไป แต่จะเป็นบทบาทขององค์การและความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมถึงผู้เล่นที่มิใช่ภาครัฐ อาทิ บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และเครือข่ายต่างๆ ที่เชื่อมโยงกลุ่มผลประโยชน์เข้าไว้ด้วยกัน
แน่นอนว่าในสภาวการณ์เช่นนี้ที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซัดส่ายไม่แน่นอน ไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจตัวผู้เล่น และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนทุกอย่างข้ามมิติเศรษฐกิจ และมิติความมั่นคง สิ่งที่ทุกประเทศต้องยึดถือคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดังนั้น หากผู้นำของประเทศอยู่ในภาวะสับสนระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของชาติกับการรักษาหรือสร้างความงอกเงยให้กับผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนครอบครัวแล้ว ประเทศก็จะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง เพราะผู้นำที่เลวร้ายเหล่านั้นอาจพร้อมที่จะนำเอาผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศไปแลกเปลี่ยนกับกำไรมหาศาลของธุรกิจของตนหรือของครอบครัว
แน่นอนว่ากรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยคือประเทศที่มีพลังอำนาจของชาติเข้มแข็งกว่ากัมพูชาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่ ขนาดประชากร ขนาดเศรษฐกิจ ระดับการพัฒนาประเทศ และขนาดของแสนยานุภาพ หากแต่การแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่างครอบครัวผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ (นัยว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล) ไปจนถึงการที่ครอบครัว คนใกล้ชิด และผู้สนับสนุนของผู้นำประเทศที่พึ่งพาผู้นำฝ่ายตรงข้ามในทุกครั้งที่ตนเองและครอบครัวประสบวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งก็มีต้นตอมาจากผลประโยชน์ขัดแย้ง ผลประโยชน์ทับซ้อน จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถสร้างอำนาจต่อรองได้จากข้อมูลต่างๆ ที่พวกเขากำความลับเอาไว้ และพร้อมที่จะนำมาใช้ Blackmail ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีคลิปเสียงบทสนทนาลุง-หลาน ซึ่งเชื่อว่ายังมีข้อมูลในลักษณะนี้ถูกเก็บงำไว้อีกมากมาย เหล่านี้ทำให้ประเทศที่มีพลังอำนาจสูงกว่ากลับกลายเป็นฝ่ายถูกคุกคามได้
และในท่ามกลางความขัดแย้ง สิ่งที่เราได้เห็นก็คือ ความพยายามแทรกแซงกิจการภายในภูมิภาคของมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐ ที่นำเอาเครื่องมือมาตรการทางภาษีและการกีดกันทางการค้า (ซึ่งก็ขัดแย้งกับกฎกติกาสากลขององค์การการค้าโลก-WTO) มาใช้เครื่องมือในการกดดันให้ประเทศคู่กรณีต้องเดินหน้าสู่การหยุดยิง Transactionalism ที่เอาเรื่องของเศรษฐกิจมาแลกเปลี่ยนกับประเด็นความขัดแย้งทางการทหารและความมั่นคงเกิดขึ้น มิพักต้องกล่าวถึงประเด็นข้อแลกเปลี่ยนที่ฝ่ายไทยต้องเสนอหรือถูกกดดันให้รับจากฝ่ายสหรัฐ ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าเรายอมแลกเปลี่ยนสิ่งใดบ้างเพื่อแลกกับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไทยไปสหรัฐที่อัตรา 19% ซึ่งยังคงความเคลือบแคลงสงสัยของภาคเอกชน ประชาสังคม ว่าเรายอมเปิดตลาดภาคธุรกิจใดบ้าง ผู้ประกอบการกลุ่มใดบ้างที่จะรับภาระสูงสุด และมีการเอาประเด็นทางการทหารและความมั่นคงไปแลกเปลี่ยนด้วยหรือไม่
คำถามต่อมาคือ แล้วในระยะยาวที่ปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ล่ะ ระเบียบโลกจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่า กระบวนการ Minilateralism หรือ Flexible Multilateralism จะเป็นคำตอบ
Minilateralism คือการรวมกลุ่มของประเทศจำนวนน้อย (มักจะไม่เกิน 3-5 ประเทศ) เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง (issue-specific) ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการตัดสินใจ ในขณะที่ Flexible Multilateralism คือการรวมกลุ่มของประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง อาจมีการปรับเปลี่ยนสมาชิกไปตามประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยไม่ได้ผูกติดกับพันธกรณีที่ตายตัวเหมือนองค์กรพหุภาคีแบบดั้งเดิม
แนวคิดทั้งสองนี้เป็นผลผลิตจากความล้มเหลวหรือความเฉื่อยชาของระเบียบพหุภาคีแบบดั้งเดิม (Traditional Multilateralism) เช่น สหประชาชาติ (UN), องค์การการค้าโลก (WTO) ที่มักเผชิญกับอุปสรรคจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจที่ใช้สิทธิยับยั้ง (veto power) หรือการต่อรองที่ยืดเยื้อ ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ภายหลังความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้ว (polarization) และการแข่งขันทางอำนาจอย่างรุนแรง ระเบียบโลกมักจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างสมดุลใหม่ (rebalancing) ซึ่งแนวคิด Minilateralism และ Flexible Multilateralism อาจจะเป็นคำตอบในระยะยาวด้วยเหตุผลดังนี้
1.การลดทอนอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักเกิดจากการที่ประเทศมหาอำนาจพยายามขยายอิทธิพลของตน การรวมกลุ่มแบบ Minilateralism ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในประเด็นที่ตนสนใจได้ โดยไม่ต้องรอให้ประเทศมหาอำนาจเห็นด้วยหรือผ่านความเห็นชอบจากเวทีพหุภาคีขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดอิทธิพลและการผูกขาดอำนาจจากประเทศมหาอำนาจลงได้ ตัวอย่างสำคัญ เช่น กระบวนการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กลับเข้าสู่การเจรจาแบบทวิภาคีได้โดยมีประธานอาเซียนเข้ามาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ และกันให้สหรัฐและจีนกลายเป็นเพียง Co-Organizer และ Active-Participant
2.การตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ภายหลังความขัดแย้ง จะมีปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การจัดการกับวิกฤตพลังงาน หรือการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ การรวมกลุ่มแบบ Minilateralism และ Flexible Multilateralism ช่วยให้กลุ่มประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันสามารถรวมตัวกันและตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ล่าช้าและซับซ้อนขององค์กรพหุภาคีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เจรจา Digital Economic Partnership Agreements ที่กำหนดกติกาการค้าในโลกดิจิทัลที่ปัจจุบันมีประเทศที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวมากกว่า 70 ประเทศ

3.การสร้างความร่วมมือที่ยืดหยุ่นและเป็นไปได้จริง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ประเทศต่างๆ อาจมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดต่อกัน แต่ในบางประเด็นอาจยังสามารถร่วมมือกันได้ การรวมกลุ่มแบบ Flexible Multilateralism ช่วยให้ประเทศที่เคยขัดแย้งกันสามารถหันมาร่วมมือกันในประเด็นเฉพาะที่ตกลงกันได้ โดยไม่ต้องผูกพันกันในทุกมิติของความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการสร้าง “สะพานเชื่อม” ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ไม่ขาดสะบั้นอย่างสมบูรณ์ และอาจนำไปสู่ความร่วมมือในประเด็นอื่นๆ ในอนาคตได้
4.การเสริมสร้างระเบียบโลกใหม่แบบพหุศูนย์อำนาจ (Multi-polar World) หากระเบียบโลกในอนาคตไม่ใช่ระเบียบแบบสองขั้ว (Bipolar) หรือขั้วเดียว (Unipolar) แต่เป็นแบบพหุศูนย์อำนาจ การรวมกลุ่มแบบ Minilateralism และ Flexible Multilateralism จะสอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดศูนย์กลางความร่วมมือและการตัดสินใจที่หลากหลาย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่เวทีพหุภาคีขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดความสมดุลและลดความเสี่ยงจากการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป
จะเห็นได้ว่า เพื่อการเดินหน้าไปสู่ระเบียบโลกใหม่ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง (Middle-Power) มีศักยภาพสูงในการที่จะร่วมริเริ่มผลักดันระเบียบโลกใหม่เช่นนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเล่นบทนำในประชาคมอาเซียน ขนาดตลาดขนาดใหญ่ ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์ของอาเซียน ประกอบกับทำเลที่ตั้งในจุดศูนย์กลางทางภูมิยุทธศาสตร์และประสบการณ์ของไทยในการดำเนินนโยบายทางการทูตและนโยบายการต่างประเทศที่แหลมคมในอดีต จะทำให้ไทยสามารถผลักดันประเด็นสำคัญๆ ในเวทีโลกได้อย่างมากมาย หากแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไทยเราต้องการ 1) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ ไม่สับสนในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศกับผลประโยชน์ของครอบครัวหรือของธุรกิจครอบครัว 2) ผู้ตัดสินใจทางนโยบายในระดับสูงที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบการตัดสินใจ 3) เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล 4) นักวิชาการที่ทำงานหนักแบบสหสาขาวิชา ให้รู้ลึก รู้กว้าง รู้จริง และกล้าเปลืองตัวที่จะชี้นำสังคมผ่านการบริการวิชาการ 5) ภาคเอกชน (แน่นอนที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของธุรกิจ) และภาคประชาสังคม (ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน) ที่ต้องการมีส่วนร่วม ให้ข้อมูลสนับสนุนช่วยการตัดสินใจ และ 6) สื่อสารมวลชนที่เข้มแข็ง กล้าหาญที่จะตรวจสอบ และนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนแทรกแซง
ทั้งหมดเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้ไทยสามารถ Formulate ยุทธศาสตร์และนโยบายของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีที่สุดเพื่อประชาชนไทย

