วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2568 นี้ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันนี้ นอกจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว ทางราชการให้ถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วย
วันแม่แห่งชาติ ท่านตั้งไว้เพื่อให้แม่และลูกระลึกถึงหน้าที่ของตนๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่มิได้หมายความว่า ให้ระลึก หรือทำเพียงวันเดียวเท่านั้น ต้องทำทุกวัน ทำเป็นอาจิณ
แต่ที่ยกวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่างเตือนใจเท่านั้น
เหมือนวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ท่านกำหนดไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
แต่มิได้หมายความว่า ให้ระลึกถึงปีละวันเท่านั้น ต้องระลึกถึงทุกวัน ระลึกถึงเป็นอาจิณ
แต่ที่ท่านยกขึ้นตั้งเพียงปีละวัน ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่าง เป็นเครื่องเตือนใจเท่านั้น
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชจริยาวัตร เป็นตัวอย่างของแม่ที่ดี ดังที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อทรงปกป้องคุ้มครองบ้านเมือง ประเทศชาติ และประชาชน ตามที่เราทั้งหลายได้เห็นพระราชจริยาวัตรมาแล้วนั้น
นับเป็นตัวอย่างของแม่ทั้งหลายเป็นอย่างดี
เพื่อให้สอดคล้องกับที่วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ จักได้พรรณนาคุณของแม่ก่อน แต่ขอออกชื่อของแม่ในที่นี้ว่า มารดา ตามสำนวนบาลี
แต่การพรรณนาพระคุณของมารดา ก็จำต้องเกี่ยวพันถึงคุณของบิดาด้วย เพราะท่านทั้งสองนี้เกี่ยวเนื่องกัน
ในพระบาลี เมื่อกล่าวถึงมารดา ก็ออกชื่อบิดาด้วยเสมอไป เช่น คำว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดา เป็นพรหมของบุตร
และในมงคลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํการบำรุงมารดาบิดา เป็นอุดมมงคล
มารดานั้น เมื่อต้องการบุตร ย่อมสอบถามเวลานาที ฤกษ์ ย่อมสอบถามฤดูและปีว่า บุตรเกิดในฤดูและปีไหน จักมีความเจริญ
เมื่อท่านคลอดบุตรแล้ว ย่อมเลี้ยงบุตรนั้น ด้วยน้ำนมอันเป็นเลือดในอก ย่อมขับกล่อม ย่อมกอดประทับไว้กับทรวง
เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาย่อมปลอบโยน เมื่อบุตรถูกลมและแดดกล้า มารดาย่อมอุ้มชูรับขวัญ ย่อมบำรุงเลี้ยงบุตร ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ยังไม่รู้เดียงสา ย่อมคุ้มครองรักษาทรัพย์ ทั้งที่เป็นส่วนของตน และเป็นส่วนของบิดา ด้วยตั้งปรารถนาว่า ทรัพย์นี้จักเป็นของบุตรของเรา
เมื่อบุตรรู้เดียงสา มารดาย่อมหวั่นใจ แนะนำสั่งสอนอบรมว่า กิจอย่างนี้ไม่ดี ลูกอย่าทำ ลูกจงทำกิจอย่างโน้น
เมื่อบุตรเจริญวัย มารดาก็ยิ่งรักใคร่ผูกใจ คอยแนะนำตักเตือนสั่งสอน ลูกผู้ประมาท เที่ยวเพลินไปในเวลาค่ำคืน ยังไม่กลับมา มารดาก็เดือดร้อน เกรงลูกจะเป็นอันตราย ลูกเจ็บก็เหมือนตัวเองเจ็บ ลูกไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน มารดาก็ไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน ถ้าความเจ็บความตายแทนกันได้ มารดาก็ยอมเจ็บแทนตายแทนลูกได้
มารดามีพระเดชพระคุณอย่างนี้ ใครประทุษร้ายมารดา เป็นบาปหนักตกนรก คนเช่นนั้น ไม่ใช่บุตรมาเกิด แต่เป็นยักษ์เป็นมารมาเกิด
ลูกเจริญวัยออกเหย้าออกเรือนไปแล้ว มารดาก็ไม่ทิ้งไม่วางใจ คอยติดตามอุปถัมภ์บำรุง ให้โอวาทสั่งสอน เพื่อให้ลูกเป็นคนดี
มารดาตั้งอยู่ในฐานะพระอรหันต์ของลูก ผู้ประทุษร้ายมารดา เป็นอนันตริยกรรม คือกรรมหนัก ให้ผลไม่มีระหว่าง เหมือนคนฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต เป็นอนันตริยกรรม ฉะนั้น
ในที่บางแห่ง ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าจะเอาแผ่นฟ้าเป็นแผ่นกระดาษ เอาต้นไม้ในชมพูทวีปทั้งสิ้นเป็นปากกา เอาน้ำในมหาสมุทรเป็นน้ำหมึก ใช้ปากกาไม้จิ้มน้ำหมึกในมหาสมุทร เขียนพรรณนาคุณของมารดาลงบนกระดาษ คือ แผ่นฟ้า จนหมดไม้ในชมพูทวีป หมดน้ำหมึกในมหาสมุทร กระดาษคือแผ่นฟ้าก็เต็ม ก็ยังไม่สามารถพรรณนาคุณของมารดาให้สิ้นสุดได้
ท่านกล่าวไว้ว่า บุตรยังมารดาบิดาให้ประดิษฐานอยู่เหนือจงอยบ่าของตน ด้วยคิดจะตอบแทนคุณ ให้บิดาอยู่บนจงอยบ่าเบื้องซ้าย มารดาอยู่เบื้องขวา ให้อาบน้ำ ให้รับประทาน ให้ถ่าย ให้ทำกิจทุกอย่างบนบ่าของตน จนตลอดร้อยปี ก็ไม่สามารถจะทดแทนพระคุณของท่านให้สิ้นสุดลงได้
ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ มิได้หมายความว่า ใครๆ จะทำเช่นนั้นได้
ที่กล่าวอย่างนี้ ก็เป็นอุปมาเตือนว่า พระคุณของมารดานั้น ไม่มีที่สิ้นสุด จะพรรณนาอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น
ในทิศ 6 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องบน
ทรงจัดมารดาเป็นทิศเบื้องหน้า มารดาย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน 5 คือ
1.ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
2.ให้ตั้งอยู่ในความดี
3.ให้ศึกษาศิลปวิทยา
4.หาภรรยาสามีที่สมควรให้
5.มอบทรัพย์ให้ในสมัย
เพราะมารดามีพระคุณมากอย่างนี้ จึงมีพระบาลีกล่าวโดยเนื้อความว่า บุตรอันมารดาเลี้ยงมาโดยยากอย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา กลับประพฤติผิดในมารดา เขาย่อมเข้าถึงนรก ดังนี้
หากจะมีคำถามว่า มารดาที่ไม่ดี มีหรือไม่?
ตอบว่า มี เช่น คลอดบุตรแล้วห่อผ้าขาวไปทิ้งไว้ข้างถนน ใส่หม้อใหม่ลอยน้ำหรือทำให้ไม่ได้คลอดโดยประการอื่น แต่ก็น้อยที่สุด คิดเปอร์เซ็นต์ไม่ได้
ส่วนมารดาที่ดีมีเต็มโลก หาง่ายที่สุด
คราวนี้ มาถึงข้อที่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้บุตรธิดารู้พระคุณของมารดา ตอบแทนคุณมารดา ไม่อกตัญญู ไม่เป็นลูกนอกคอก
ข้อนี้ ต้องตอบว่า ลูกทุกคนต้องปฏิบัติธรรม ทำพื้นอัธยาศัยให้เป็นลูกที่ดี ด้วยแต่งพื้นใจให้เป็นคนมีเมตตา
พรรณนามาถึงตอนนี้ คนที่ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด อาจจะท้วงว่า พรรณนาพระคุณของมารดามายืดยาว ทำไมมาเขียนถึงเรื่องเมตตา ไม่เห็นเกี่ยวข้องกันตรงไหน
ตอบว่า ทำไมจะไม่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องกันมากทีเดียว เพราะ โลโก ปตฺถมฺภิกา เมตฺตา เมตตาค้ำจุนโลก
โลกจะสงบได้ ก็ด้วยคนทุกคนมีเมตตา คนทุกคนมีเมตตา ไม่มีความโหดร้าย ไม่อาฆาตพยาบาทใคร ไม่ลบหลู่บุญคุณของท่านผู้มีพระคุณ ไม่เป็นคนอกตัญญู ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
คนมีเมตตา เป็นคนที่ปากกับใจตรงกัน คนมีเมตตา เป็นคนซื่อตรง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
เมตตา แปลว่า ความรักใคร่ เป็นพรหมวิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม
พรหมวิหารธรรม มี 4 ประการ คือ เมตตา รักใคร่, กรุณา สงสาร, มุทิตา พลอยยินดี และอุเบกขา วางเฉย
ใครมีธรรม 4 ประการนี้ แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ผู้นั้นก็เป็นพรหม
แม้อยู่ในเมืองมนุษย์ ก็เป็นพรหมในเมืองมนุษย์
ถ้ามีครบทั้ง 4 ก็เป็นพรหม 4 หน้า
การเจริญเมตตา มี 2 วิธี คือ เจริญโดยเจาะจง เช่น มารดาบิดาแผ่เมตตาไปในลูกหลานเหลน ครูอาจารย์แผ่เมตตาไปในศิษยานุศิษย์ เป็นต้นอย่างหนึ่ง
แผ่เมตตาโดยทั่วไป ไม่จำกัดสัตว์บุคคล ไม่จำกัดหมู่คณะพวกพ้อง เป็นอัปปมัญญา คือ แผ่เมตตามีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกชาติชั้นของบุคคล แผ่ไปทั่วทิศนี้อย่างหนึ่ง
ในที่นี้ หมายถึง การแผ่เมตตาเป็นอัปปมัญญา มีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์ ตามพระพุทธนิพนธ์ ว่า
มาตา ยถา นิยํ ปุตฺตํ อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
แปลว่า พึงเจริญเมตตาอันมีในใจ ไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง เหมือนมารดาถนอมลูกคนเดียว ผู้เกิดในตน ด้วยยอมพร่าชีวิต ฉะนั้น
การแผ่เมตตาชนิดนี้ มีคำแผ่ว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺพยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ผู้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน จงอย่ามีเวรแก่กันและกันเลย จงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ รักษาตนให้เป็นสุขทุกเมื่อเถิด
เมตตาที่แผ่อย่างนี้ เป็นชั้นเมตตาเจโตวิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นจาก อาฆาต พยาบาท วิหิงสา เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งใจ
แต่ต้องทำจริงๆ ไม่ใช่ทำเล่นๆ ลองๆ ถ้าทำเล่นๆ ลองๆ ก็ไม่ได้รับผลตามมุ่งหมาย
ในพระบาลี ท่านจึงแนะวิธีไว้ว่า ให้สร้องเสพจนคุ้น คือ ใจเป็นเมตตา เมตตาเป็นใจ ให้อบรมให้มีขึ้นที่ใจเป็นนิตย์ ให้กระทำให้มาก ให้กระทำจนเป็นที่อาศัยเหมือนยานพาหนะ เป็นที่อาศัยเดินทาง ทำให้เป็นที่ตั้งที่ยืน ทำไม่หยุด จนจิตไม่ฟุ้งซ่าน สั่งสมให้มาก ปรารภเนืองๆ
เมื่อทำได้อย่างนี้ ย่อมได้อานิสงส์ 11 ประการ คือ หลับเป็นสุข, ตื่นเป็นสุข, ไม่ฝันร้าย, เป็นที่รักของมนุษย์, เป็นที่รักของอมนุษย์, เทวดาอารักษ์ย่อมรักษา, ไฟ ยาพิษ และศัตราอาวุธไม่กล้ำกราย, จิตเป็นสมาธิเร็ว, ผิวหน้าแจ่มใส,
ไม่หลงตาย และถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป ก็ได้เข้าถึงพรหมโลก
เมื่อปฏิบัติได้ถึงขั้นนี้ ผู้ปฏิบัตินั้น ย่อมมีจิตสงบ มีเมตตาเป็นเครื่องอยู่ ความอาฆาตพยาบาทจองเวร อิจฉาริษยา ขึ้งเครียดเกลียดชัง ลบหลู่คุณท่าน ความอกตัญญู เป็นต้น ก็จะไม่มี
จิตใจก็เปี่ยมด้วยเมตตา มีแต่ความเอิบอิ่มใจในภูมิธรรม คือ เมตตาเนืองนิตย์ ต้องด้วยพระพุทธภาษิตว่า ธมฺมปีติ สุขํ เสติ วิปฺปสนฺเนน เจตสาแปลว่า ผู้มีความเอิบอิ่มใจในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เย็นเป็นสุข ดังนี้
คนชนิดนี้ ไม่มีโทษผิดเสียหาย ไม่อกตัญญูต่อมารดาบิดา ไม่ลบหลู่บุญคุณของผู้มีพระคุณ มีใจสัตย์ซื่อ ถือธรรมเป็นธง มีเมตตาเป็นไปในเบื้องหน้าอย่างสูง ย่อมได้รับผลตามพระพุทธภาษิตคาถาที่แปลเนื้อความว่า
ภิกษุใด มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมบรรลุทางอันสงบ อันเป็นที่เข้าไปสงบสังขาร ด้วยประการฉะนี้
ในที่สุดนี้ ผู้เขียนตั้งใจเชิญชวนท่านสาธุชนทั้งหลายประคองจิตให้มีเมตตาเป็นอารมณ์ พร้อมกันถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงห่างไกลจากภัยพิบัติอันตราย ทรงพระเกษมสุขทั้งพระวรกายและพระราชมนัส ทรงพรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ขอความสุขอันเกิดแต่ความไม่มีโรค ความเป็นผู้มีอายุยืน ความสมบูรณ์แห่งวัตถุทั้งหลายเหล่านั้น ความสุขสวัสดีในที่ทั้งปวง จงมี จงเป็นไปเป็นนิตย์ แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกทิพาราตรีกาล
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย)
เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการมหาเถรสมาคม

