หน้าแรก บทความ รอวันพบกันในแ...

รอวันพบกันในแสงตะวันเดียวกัน

12.08.25 | 12:15 น.

รอวันพบกันในแสงตะวันเดียวกัน

ในวาระครบรอบ 35 ปีของการรื้อถอนกำแพงเบอร์ลิน ช่องแคบไต้หวันต้องเผชิญกับกำแพงการเมืองที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นการขัดขวางการแลกเปลี่ยนและการรวมตัวระหว่างคนจีนทั้งสองฝั่ง

หลังจาก “ไล่ ชิงเต๋อ” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของไต้หวัน ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบได้ตกต่ำถึงที่สุด แม้จะเป็นฤดูร้อนอากาศอบอ้าว แต่ความเย็นชาทางการเมือง กลับทำให้รู้สึกหนาวสั่น อันเนื่องจากข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลเหตุ ความจริงการเจริญไมตรีในภาคเอกชนถือเป็นเรื่องที่ดีและสร้างสรรค์ แต่ถูกรัฐบาลใส่ร้ายป้ายสีเอาผิดโดยไม่มีกฎหมายรองรับ กรณีเป็นการลิดรอนสิทธิโดยชอบของคนจีนสองฝั่ง

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม “เฉิน จื่อฮั่น” บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนไต้หวันในสื่อออนไลน์ ได้เดินทางไปเที่ยวมาเก๊าและไลฟ์สดระหว่างการเดินทาง ขณะอยู่ที่สนามบินไต้หวัน เขาเจอกับกลุ่มผู้ประท้วงจากฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ขายชาติ” เป็นการแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของผู้มีอำนาจจงใจเจตนาขัดขวางการไปมาหาสู่ของคนจีน อีกทั้งทำการล้างสมองคนไต้หวันว่า จีนแผ่นดินใหญ่ล้าหลังไม่น่าคบ ฯลฯ

เนื่องจากคนไต้หวันส่วนใหญ่ยังไม่เคยไปเยือนแผ่นดินใหญ่ จึงได้หลงคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล แต่เมื่ออินฟลูเอนเซอร์อย่าง “เฉิน จื่อฮั่น” ไลฟ์สดจากสถานที่จริง เหตุการณ์จึงชัดเจนขึ้นในโลกออนไลน์ ส่งผลให้ชาวไต้หวันจำนวนมากเริ่มมองเห็นความจริงเกี่ยวกับแผ่นดินใหญ่

Advertisement

การเปลี่ยนผ่านของรุ่นสู่รุ่นเป็นปัจจัยสำคัญ คนที่เกิดในยุค 1980-1990 คือรุ่น “ดอกทานตะวัน” ซึ่งเป็นแนวหน้าในการต่อต้านจีน และปกป้องไต้หวัน ส่วนคนรุ่นหลังจากปี 2000 คือรุ่น “เสี่ยวหงซู” ซึ่งเติบโตมากับละครจีน เกมโทรศัพท์มือถือ ช้อปปิ้งออนไลน์ นิยายออนไลน์จากจีนแผ่นดินใหญ่ มีมุมมองที่เป็นกลางและเปิดกว้าง พวกเขาจึงมากด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับจีน และรังเกียจการบิดเบือนของรัฐบาลไต้หวัน

ชาวไต้หวันชื่นชอบกับการชมคลิปวิดีโอสั้นที่สะท้อนกลิ่นอายจีน หลงใหลในความเร่าร้อนและกล้าหาญของซีรีส์จีน ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ปัญญาประดิษฐ์ และละครสั้นออนไลน์ ดังนั้นการใส่ร้ายของรัฐบาลไต้หวัน และการจำกัดสิทธิในการเดินทางไปจีน กลับกลายเป็นการสร้างกระแสแรงต้านจากคนรุ่นใหม่ที่มีอยู่แล้วให้รุนแรงมากขึ้น

อินฟลูเอนเซอร์อย่าง “เฉิน จื่อฮั่น” ที่โด่งดังอยู่แล้ว เมื่อถูกกองทัพไซเบอร์โจมตี กรณีละม้ายกับ “จันหอมยิ่งทุบก็ยิ่งหอม” เพราะมียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีและเป็นคำตอบที่ชัดเจน

ความจริง อดีตผู้นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (พรรครัฐบาลปัจจุบัน) เช่น “เฉิน สุยเปี่ยน” เคยเดินทางไปจีนเพื่อค้นหารากเหง้าของตน แม้แต่ผู้นำคนปัจจุบัน “ไล่ ชิงเต๋อ” ก็ยังเคยไปเยือนเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2014

แต่ปัจจุบัน กลับเห็นพรรครัฐบาลวิจารณ์อดีตประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว (พรรคกั๊ว หมินตั่ง) ที่เคยนำคณะเดินทางไปเยือนจีนว่าเป็นการถูกจีน “กลืน” ไปเรียบร้อยแล้ว

คนขับแท็กซี่และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดกลางคืนของไต้หวันจำนวนไม่น้อย ยังโหยหายุครุ่งเรืองในสมัย “หม่า อิงจิ่ว” ที่มีคนจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางมาเที่ยวไต้หวันอย่างคึกคัก และรู้สึกเสียดายที่นักการเมืองเอาเท้าราน้ำ ขัดขวางมิให้นักท่องเที่ยวจีนมาไต้หวันอีก เช่นเดียวกับสายน้ำ River of No Return

นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนที่จีนเคยส่งมาเรียนที่ไต้หวันในอดีตสูงถึง 40,000 คน ตอนนี้หายไปเกือบหมดแล้ว นักเรียนไต้หวันไปเรียนที่จีนก็ถูกเข้า “บัญชีดำ” กรณีกลายเป็นรอยด่างในหน้าประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประชาชนทั้งสองฝั่งจะไม่ยอมเพียงถอนหายใจ หากพวกเขายังร่วมมือกัน โดยใช้แพลตฟอร์มอย่าง “เสี่ยวหงซู” สานสายสัมพันธ์ ทำการแลกเปลี่ยน “เศษเสี้ยวของชีวิต” โดยก่อให้เกิดสันถวไมตรีโดยทั่วไป ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ล้วนมีเจตนาเดียวกันคือ ก้าวข้ามกำแพงการเมือง เพื่อเชื่อมโยงหัวใจคนจีนทั้งสองฝั่ง และจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช