หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : ไทย-กัมพูชา เราทะเลาะกันเรื่องอะไร ?

13.08.25 | 08:00 น.

ไทยกัมพูชา – การตั้งคำถามก็สำคัญ และใช่ว่าจะมีคำตอบเดียวสำหรับคำถามที่ตั้งขึ้นมานั้น อันที่จริงผมไม่แน่ใจว่า ไทย – กัมพูชาทะเลาะกันเรื่องอะไร เพียงแต่อยากร่วมอภิปรายในเรื่องนี้ โดยพยายามรั้งสติจากข้อมูลของสงครามข่าวสารที่เริ่มระอุขึ้นก่อนการปะทะกันหลายเดือน โดยที่ข้อมูลเหล่านั้นดูเหมือนจะให้คำตอบว่า เราต้องทะเลาะกัน โดยฝ่ายเราเป็นฝ่ายถูกก็แล้วกัน

เหตุทะเลาะกันที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะได้แก่เหตุทางภูมิศาสตร์ นักธรณีวิทยาอธิบายว่า ในมหายุคเมโสโซอิก (Mesozoic Era) เมื่อประมาณ 245 ล้านปีก่อน เกิดการชนกันระหว่างอนุทวีปอินโดจีนกับอนุทวีปฉาน ทำให้เกิดแอ่งสะสมตะกอนที่เรียกว่าแอ่งโคราช ต่อมาเมื่อประมาณ 70 ล้านปีก่อน การชนกันระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย ทำให้เกิดการยกตัวของหินเป็นรูปกระทะคว่ำบริเวณเทือกเขาภูพาน และเกิดแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครในรูปกระทะหงาย ขอบทางใต้ของแอ่งกระทะก็คือเทือกเขาพนมดงรักที่ทอดตัวอยู่ในทิศตะวันออก – ตะวันตกยาวกว่า 300 กิโลเมตรจากโคราชถึงอุบลราชธานี โดยขอบทางใต้จะเชิดหรือเหินขึ้น ก่อนที่จะเป็นหน้าผาหรือทางลาดสู่ที่ราบลุ่มต่ำที่อยู่ถัดลงไปทางทิศใต้

อย่างไรก็ดี เทือกเขาพนมดงรักมีการผุพังของหินตามรอยแตกเป็นระยะ ๆ จนพัฒนาเป็นร่องเขาในแนวเหนือ-ใต้ ขวางกับแนวเทือกเขาพนมดงรัก ร่องเขาเช่นนี้เรียกชื่อว่าช่องเขารูปอานม้า หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่าช่องอานม้า ซึ่งมีทั้งหมด 9 ช่อง ได้แก่ 1) ช่องเขาแสง 2) ช่องเขาตากิ่ว 3) ช่องเขาสายตะกู 4) ช่องเขาตาเมือน 5) ช่องเขากร่าง 6) ช่องเขาจอม 7) ช่องเขาพระพลัย 8) ช่องเขาตาเฒ่า และ 9) ช่องเขาบก โดยที่ช่องเขาตาเมือน (จังหวัดสุรินทร์) และช่องเขาบก (จังหวัดอุบลราชธานี) เป็นจุดร้อน (hot spot) ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในขณะนี้

ที่กล่าวว่าภูมิศาสตร์เป็นสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งนั้น สืบเนื่องจากแนวคิดการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ ได้แก่การสร้างรัฐให้มีพรมแดนที่ชัดเจน โดยเฉพาะส่วนที่อิงภูมิศาสตร์ (อิงภูเขาและลำน้ำเป็นต้น) มีรัฐบาลกลางปกครองอาณาเขตภายใต้กฎหมายที่ตั้งขึ้น และการสร้างชาติซึ่งได้มาจากการรวบรวมผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของรัฐให้รับอัตลักษณ์ประจำชาติที่สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้นโยบายกลืนกลายและกีดกัน ในอดีต เราไม่ใช้คำว่ารัฐ หากนิยมใช้คำว่ากรุง เช่น กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ซึ่งยังไม่เป็นรัฐตามนิยามสมัยใหม่ เพราะเน้นการปกครองคนที่อยู่รายรอบ รวมทั้งคนที่มาสวามิภักดิ์หรือถูกกวาดต้อนมา มากกว่าการเน้นอาณาเขต และยังไม่มีความพยายามกลืนกลายหรือกีดกันชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพียงแต่ต้องยอมรับการปกครองของเจ้ากรุง นโยบายสร้างรัฐชาตินั้นรวมถึงการโฆษณาให้ประชาชนช่วยปกป้องและเสียสละเพื่อปกป้องดินแดน โดยต้องไม่ยอมให้ใครมารุกล้ำอธิปไตยเหนือดินแดนของเรา และการโฆษณาพร้อมให้การศึกษาว่า เราต้องรักชาติ เพราะเรารวมเป็นชาติเดียวกัน โดยมีประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกัน เป็นต้น

การสร้างรัฐชาติของไทยไม่ใช่ง่ายนัก เพราะจะต้องสร้างรัฐให้มีอาณาเขตและพรมแดนที่มั่นคง แต่เรามีชายแดนติดกับเพื่อนบ้านที่ยาวมาก แม้จะตกลงว่าจะวางหลักหมุดพรมแดนให้เป็นที่ยอมรับระหว่างกันได้เป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด กล่าวโดยเฉพาะระหว่างไทยกับกัมพูชา มีการวางหลักเขตแดน 74 หลัก แบ่งเป็นหลักเขตตามสันปันน้ำ 34 หลัก ตามแนวลำน้ำ 19 หลัก แบ่งเป็นแนวเส้นตรงระหว่างหลักต่อหลัก 21 หลัก แต่ยังไม่มีการปักหลักเขตในพื้นที่ จ. ศรีสะเกษ และ จ. อุบลราชธานี และหลักเขตที่ปักไว้เดิม บางส่วนสูญหาย ถูกทำลาย หรือถูกเคลื่อนย้าย อีกทั้งตั้งอยู่ห่างกันมาก ทำให้บางพื้นที่ไม่มีความชัดเจน ไทยกับกัมพูชาจึงได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2543 (MOU43) ว่าจะทำหลักเขตแดนตลอดแนวให้ชัดเจน โดยอิงแนวสันปันน้ำและแนวลำน้ำ (ข้อมูลกรมแผนที่ทหารที่สืบค้นจากอินเทอร์เน็ต) ตลอดจนแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000

Advertisement

ส่วนการสร้างชาติของไทยนั้น น่าเสียดายว่าเป็นการอิงประวัติศาสตร์ที่ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย ประวัติศาสตร์ทางการมักยกย่องความเป็น “เชื้อชาติ” ไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่จริงคำศัพท์ “เชื้อชาติ” (race) ไม่ค่อยใช้กันแล้วในระดับสากล จะเหลืออยู่ก็แต่ในจินตนาการของนักประวัติศาสตร์ชาตินิยม ซึ่งละเลยประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ท้องถิ่น และใช้นโยบายกลืนกลายภาษาถิ่นที่มีอยู่ประมาณ 70 ภาษา โดยหลายภาษาตกอยู่ในสถานะของภาษาที่ถูกคุกคามอยู่ในปัจจุบัน (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)

การสร้างรัฐชาติเป็นเรื่องจำเป็นโดยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ประเทศสยามเริ่มสร้างรัฐชาติมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และเริ่มเห็นผลในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อด้วยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นโยบายกลืนกลายชาติพันธุ์ของรัฐบาลชุดต่าง ๆ ประสบผลสำเร็จด้วยดี แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแห่งความสำเร็จแล้ว ก็น่าจะพิจารณาทบทวนนโยบาย โดยเฉพาะในบางกรณีที่การสร้างรัฐชาติกำลังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้ง เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

เรื่องที่ได้กล่าวมาพอสมควรแล้วก็คือว่า ภูมิศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์ ดังจะกล่าวต่อไป

แต่ละประเทศก็คล้าย ๆ กับคนคนหนึ่ง คือมีความทรงจำทั้งทางบวกและลบ เราเคยยิ่งใหญ่ มีความก้าวหน้าเหนือใคร ๆ แต่เราเคยตกต่ำ มีบาดแผลในจิตใจ ถ้าคนอื่นเยินยอแต่จุดแข็งของเรา โดยไม่จี้จุดอ่อน เราก็ชอบ และถือว่าคนผู้นั้นเป็นมิตร ขณะเดียวกัน จิตใต้สำนึกของเรา (หรือของชนชาติเรา) ก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีใครพูดสะกิดใจเรา แผลเก่าก็เปิด แล้วเราก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ โดยไม่ได้สัดส่วนกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ ตรงนี้ สำหรับชนชาติก็เช่นกัน มีทั้งประวัติศาสตร์รุ่งโรจน์ และประวัติศาสตร์บาดแผล ตลอดจนประวัติศาสตร์ที่เราอยากลืม อย่างไรก็ดี แต่ไหนแต่ไรมา ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ รวมเป็นเรื่องที่เราอยากได้ยิน หรือแต่งเติมขึ้นมาเอง

สยามเคยรุ่งโรจน์ในสมัยอโยธยา – อยุธยา ตามด้วยสมัยสุโขทัย แต่บาดแผลคือการเสียกรุงสองครั้ง เราภาคภูมิใจกับเรื่องที่กรุงศรีอยุธยาฟื้นขึ้นจากการเสียกรุงครั้งแรก และจากการสร้างกรุงธนบุรี แต่เราไม่อยากเน้นการแย่งชิงราชสมบัติ หากแต่เน้นบทบาทของบรรพบุรุษที่ปกป้องกรุงมาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ชอบเรื่องที่มีการจัดกองทัพเรือไปปล้นสะดม หรือการจัดทัพไปตีเมืองอื่น แล้วเผาเมืองเขาด้วย โดยอ้างว่าพวกเขากระด้างกระเดื่องต่อบารมีผู้ปกครอง เราไม่ชอบเล่าเรื่องเจ้านครอินทร์ที่ขึ้นครองราชย์โดยการช่วยเหลือของกองเรือมหาสมบัติ ที่นำโดยเจิ้งเหอ สมัยราชวงศ์หมิง โดยเจ้านครอินทร์ทรงเดินทางไปจีน 2 หรือ 3 ครั้ง ซึ่งชวนให้คิดว่าเป็นระบบบรรณาการใช่หรือไม่ ส่วนวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ในเรื่องที่ทรงยอมสละประเทศราชที่ปกครองยากเพราะขาดกำลังคนในพื้นที่ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงศึกสงครามกับเจ้าอาณานิคมนั้น ถือเป็นเรื่องพระปรีชาญาณหรือการสูญเสียดินแดนกันแน่

คำว่ากัมพูชาน่าจะมาจากชื่อเมืองกัมโพชซึ่งเป็นแคว้นในอินเดียโบราณ หรืออาจมาจากชื่อท้าวกัมพู สวยัมภู ที่มีตำนานว่าเป็นต้นกำเนิดชาวกัมพูชา คำว่าเขมรหรือขแมร์ เป็นชื่อที่คนอื่นเรียกชาวกัมพูชา และชื่อที่ชาวกัมพูชาเรียกตนเองด้วย ส่วนคำว่าขอมนั้นยังมีคำถามอยู่ นักวิชาการไทยมีความเห็นตรงกันบ้างต่างกันบ้าง ที่ต่างกันคือฝ่ายหนึ่งคิดว่าขอมเป็นชื่อเรียกทางวัฒนธรรมของชาวเขมรโบราณ จึงไม่มีชาวขอมเป็นตัวตน อีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าขอมเป็นชื่อเรียกทางวัฒนธรรมก็จริง แต่ก็เป็นชื่อเรียกกลุ่มชนด้วย คือขอมหมายถึงชาวเขมรโบราณนั่นเอง และชาวขอมเชื่อมต่อมาถึงชาวเขมรปัจจุบัน ความแตกต่างในความเห็นนักวิชาการดังกล่าวนั้นสำคัญ ถ้าชาวเขมรหมายรวมถึงชาวขอม มรดกทางวัฒนธรรมขอมก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเขมรด้วย

ประวัติศาสตร์กัมพูชาเริ่มต้นจากอาณาจักรฟูนัน ตามด้วยอาณาจักรเจนละ และรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยอาณาจักรขอม หรืออาณาจักรพระนคร หรืออาณาจักรของกลุ่มชนที่อาศัยในอาณาบริเวณโตนเลสาบ หลังยุครุ่งเรืองก็เป็นยุคเสื่อมตามด้วยยุคมืด ยุคเสื่อมเริ่มจากสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 (พ.ศ. 1768 – 1835) ประเทศราชเริ่มแข็งข้อ มีการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย มีการเปลี่ยนศาสนาจากพุทธศาสนากลับไปนับถือพระศิวะ ราชวงศ์ต่าง ๆ แย่งชิงราชสมบัติกัน หัวเมืองอื่น ๆ แข็งข้อกันมากขึ้น ในปี พ.ศ. 1896 พระเจ้าอู่ทองส่งกองทัพไปยึดอาณาจักรขอมเป็นเมืองขึ้นของอยุธยา กัมพูชาจึงเข้าสู่ยุคมืด เป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษ มีการรบพุ่ง มีการย้ายเมืองหลวง 5 ครั้ง จนในปี พ.ศ. 2406 กัมพูชาได้ตกอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส

ธงชาติกัมพูชาเป็นตัวแทนความภาคภูมิใจในชาติ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์และความมุ่งมั่นที่จะรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตน สังเกตได้ว่าตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ตลอดจนสมัยเอกราช มีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งตามความเห็นของผู้ปกครองในสมัยนั้น ๆ และแม้ธงชาติจะเปลี่ยนสีไปบ้างแต่ตรงกลางจะเป็นรูปปราสาทนครวัดเสมอ (ยกเว้นสมัยการปกครองของสหประชาชาติ) จึงมีคำกล่าวทำนองว่า “ชาวเขมรคือชาวปราสาท” จึงพอเข้าใจได้ว่า ทำไมชาวกัมพูชาจึงโกรธมากเมื่อมีข่าวว่า ดาราสาวไทยคนหนึ่งอ้างว่านครวัดเป็นของไทย และพอเข้าใจได้ว่า ทำไมชาวกัมพูชาอยากให้ชาวไทยยอมรับว่า ปราสาทพระวิหาร, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาเมือนโต๊ด, และปราสาทตาควาย เป็นของกัมพูชา ชาวกัมพูชาคงรู้ว่าการยกข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกอาจถูกปฏิเสธโดยฝ่ายไทย จึงพยายามหาทางให้ชาวไทยยอมรับด้วยวิธีการหนึ่งใดอยู่ในขณะนี้

แล้วปราสาทเหล่านี้ตั้งอยู่ตรงไหน ผมไม่มีวิธีอื่นใดที่จะสืบทราบ ยกเว้นอาศัย Google Maps ข้อค้นพบคือ ปราสาทตาเมือนธมอยู่ฝั่งกัมพูชา ปราสาทตาควายอยู่ฝั่งไทยหรืออยู่คาบเส้น ส่วนแผนที่ที่ผมมีไม่ระบุที่ตั้งของปราสาทตาเมือนโต๊ด ในความเข้าใจของผม Google Maps ไม่ใช่ข้อยุติ แต่เป็นการทำแผนที่โดยใช้สันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเขตแดน โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นเทือกเขา ดังเช่นกรณีของเทือกเขาพนมดงรัก

อย่างไรก็ดี ผมเดาว่าถ้าเป็นบริเวณที่ยอดของเทือกเขาอยู่สูง คงหาส่วนที่เป็นสันเขาได้ไม่ยากนัก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจอยู่ตรงบริเวณช่องอานม้า ซึ่งภูเขาสึกกร่อนและลดระดับลงมา เปิดเป็นเส้นทางให้สัญจรในทิศเหนือ-ใต้ที่ใช้ข้ามเทือกเขาได้สะดวกขึ้น และเนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจร ก็เป็นทำเลในการสร้างปราสาทของขอม (มีผู้สันนิษฐานว่า ขอมเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ชำนาญการสร้างปราสาทด้วย) เช่น ที่ช่องเขาตาเมือน และช่องเขาบก ซึ่งเป็นจุดที่มีข้อพิพาทกันอยู่ในขณะนี้ ภูมิศาสตร์ที่น่าจะเป็นตัวช่วยในการแบ่งเขตแดน แต่เมื่อเกิดการสึกกร่อนเป็นช่องอานม้า ภูมิศาสตร์อาจไม่ช่วยลดข้อโต้แย้งสักเท่าไร เพราะในบริเวณที่เว้าโค้งลงต่ำมาเป็นรูปอานม้านั้น อาจยากที่จะระบุว่า “สันเขา” อยู่ตรงไหนกันแน่

กระนั้น ไทยและกัมพูชาตกลงที่จะดำเนินการปักหลักเขตกันต่อไปตามบันทำความเข้าใจ MOU 43 โดยมีการประชุมกลไกทวิภาคีที่เรียกชื่อว่า คณะกรรมการชายแดนระดับทั่วไป (General Border Committee หรือ GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งสำนักข่าว Reporter รายงานว่าทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามในบันทึกผลการประชุมที่มีอยู่ 13 ข้อดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน

เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้

8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่

8.2 จัดการประชุมคณะกรรมการพรมแดนระดับภูมิภาต (RBC) ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 สิงหาคม 2568

8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 สิงหาคม 2568 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

ในเรื่องนี้ขอชมเชยทั้งสองฝ่ายว่ามีเจตนาการสร้างสันติภาพ แม้ในเบื้องต้นจะเป็นสันติภาพเชิงลบ (ยุติความรุนแรงทางตรง) ก็ตาม แต่ก็แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขสาเหตุของปัญหา พร้อมทั้งฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประชาชนและระหว่างรัฐบาลให้คืนกลับสู่ความปกติสุขโดยเร็ว (สร้างสันติภาพเชิงบวก) อย่างไรก็ดี การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง (conflict transformation) ในระดับสาเหตุ โดยเฉพาะในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อมานานนั้น ต้องอาศัยการแปลงเปลี่ยนทั้งในระดับบุคคล โครงสร้าง และวัฒนธรรม

ในระดับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ลูกศิษย์คนหนึ่งถามผมว่ารู้จักสมเด็จฮุน เซน ไหม ผมตอบไปว่าไม่รู้จัก เขาเลยตั้งสมมุติฐานว่า ฮุน เซน ต้องการเอาคืนการสูญเสียรายได้จากกิจการสีเทาตามชายแดน ผมตอบว่าคงไม่มีผู้นำคนใด ส่งทหารของตนไปตายด้วยเรื่องทำนองนี้ เขาถามต่อไปว่า แล้วทำไมเมื่อรู้ว่าทำศึกกับไทยที่เข้มแข็งกว่า ซึ่งเขามีแต่จะแพ้ ทำไมเขาถึงยังทำลงไป ผมตอบว่าคงมีแรงจูงใจที่อยู่ลึกกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคล ส่วนที่กล่าวกันว่า ชาวกัมพูชาไม่อยู่ข้างรัฐบาลของเขาแล้วนั้น คงไม่เป็นจริง ทั้งนี้ ตามที่ผมพออ่านได้จากสื่อต่างประเทศที่ไม่เลือกข้าง โดยสรุปคือ เรายังไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขสาเหตุระดับบุคคลได้อย่างไร จึงควรฟังสิ่งที่เขาหรือพวกเขาพูด เมื่อถอดคำพูดส่วนที่เกินความจริง อันเป็นปกติยามที่มีความขัดแย้งขั้นวิกฤตเช่นนี้ เราอาจรู้ถึงทัศนะของผู้นำและชาวกัมพูชาได้ดีขึ้นบ้าง

ส่วนฝ่ายไทยก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการปลุกกระดมความรักชาติกันอย่างล้นหลามเช่นกัน พร้อมทั้งมีบางคนหาโอกาสล้มรัฐบาลที่ไม่ชอบขี้หน้าไปในคราวเดียวกัน ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เขียนรายงานลงวันที่ 6 สิงหาคม โดยมีหัวข้อว่า “เปลี่ยนหมากฝ่าวงล้อม” และมีข้อความตอนหนึ่งว่า “พบเหตุเกิดยุคอำนาจทหารเฒ่า 3 ป. ปล่อยกัมพูชาพังรั้วกั้นปราสาทตาเมือนธม เปิดทางให้ทหารกัมพูชาทำกระเช้าปีนขึ้นภูมะเขือ วางหมากแบ่งเค้กพลังงานอ่าวไทย … ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย จ่อขยับปรับหมากขนานใหญ่ ตามกระแสแว่ว ๆ “นายกฯมาตรา 5” ผู้นำคนใหม่มีแรงวิ่งถือปืน … อีกทางก็ต้องใช้บริการ “แม่ทัพเศรษฐกิจ” ที่ชื่อชั้นระดับอินเตอร์” ผมมีเพื่อนที่บอกเล่ามาทาง Line ว่า ในการใช้มาตรา 5 “นักร้อง” เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรา 144 ถอดถอน ส.ส. ทุกคนที่เคยลงคะแนนสนับสนุนงบประมาณปี 2568 ที่มีการใช้เงินผิดประเภท ทั้งนี้เพื่อให้เกิด “สุญญากาศ” ทางการเมือง (ข่าวนี้จะจริงหรือเป็นการถามทางก็ไม่รู้) ปรากฏว่าการแก้ไขความขัดแย้งระดับกลุ่มบุคคลจึงยุ่งยากและมีการยกระดับกันใหญ่ (หมายเหตุ: กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถาน และทำการบูรณะโดยเคลื่อนย้ายก้อนหินที่อยู่ด้านหน้าให้สามารถนำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าไปบูรณะปราสาทส่วนกลาง โดยได้ทำเครื่องหมายบนหินที่เคลื่อนย้ายแต่ละก้อน เพื่อให้ก่อกลับที่เก่าได้ แต่การบูรณะได้หยุดลง เพื่อรอผลการดำเนินงานตาม MOU 43)

ในเชิงโครงสร้าง เว้นแต่จะเป็นนักฉวยโอกาส เราไม่ควรคบคิดการโค่นล้มอำนาจไม่ว่าในประเทศไทยหรือกัมพูชา โดยอ้างปัญหาการสู้รบชายแดนมาสนองตัณหาของตน แต่ควรหาทางเสริมกลไกทวิภาคีให้เข้มแข็ง โดยสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์การทำแผนที่ที่ทันสมัย รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดาวเทียม, โดรน, เทคโนโลยี GPS ฯลฯ และจัดหาช่างสำรวจลงพื้นที่ให้พอเพียง ซึ่งพร้อมปักหมุดทางอิเล็กทรอนิกส์ตามจุดต่าง ๆ มิให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหลักเขตเหมือนในอดีต ฯลฯ

การทำแผนที่เขตแดนตามแนวสันปันน้ำคงไม่ยากนัก ยกเว้นบริเวณที่ภูมิประเทศไม่อำนวย เช่น ช่องเขาอานม้า จึงคงมีกรณีพิพาทที่ยากจะหาข้อยุติอยู่บ้าง โดยเฉพาะกรณีปราสาท 3 – 4 หลังและกรณีพิพาท ณ จุดบรรจบของ 3 ประเทศที่เรียกกันว่าสามเหลี่ยมมรกต กรณีเหล่านี้ต้องการการเจรจาโดยหวังให้เปลี่ยนพื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่พัฒนาและบริหารร่วมกัน โดยอาจเริ่มที่ปราสาทตาเมือนธมซึ่งกรมศิลปากรได้เริ่มทำการบูรณะไปมากแล้ว แต่ต้องหยุดลงตาม MOU ในปี 2543

ผมชอบเรื่องเล่าถึงสิ่งที่อาจถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน เรื่องเล่ามีอยู่ว่า จากศูนย์กลางความรุ่งเรืองในสมัยปราสาทนครวัดนครธม พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้มีการสร้างเส้นทางหลวงกระจายออกไปตามที่ต่าง ๆ โดยรอบ ในกรณีของเส้นทางขึ้นเหนือ ก็คือเส้นทางจากปราสาทนครวัดนครธม ไปสู่ปราสาทหินพิมาย ในจังหวัดนครราชสีมาปัจจุบัน นักโบราณคดีตั้งชื่อเส้นทางนี้เอาไว้ว่า ถนนราชมรรคา (The Royal Road) โดยมีจารึกที่กล่าวไว้ว่า ตลอดเส้นทางราชมรรคาจะมี ธรรมศาลา (Dharmsala) หรือ บ้านมีไฟ จำนวน 19 แห่ง วางไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อเป็นที่พักให้แก่คนเดินทาง โดยในปัจจุบันก็มีการค้นพบแล้วทั้งหมดและยังพบหลักฐานสะพานที่ก่อด้วยศิลาแลงอีกมากมายตามแนวเส้นทาง โดยเฉพาะในฝั่งประเทศกัมพูชา ผมฝันไปว่ากัมพูชากับไทยจะร่วมมือกันฟื้นฟูบูรณะ “ถนนราชมรรคา” และธรรมศาลาทั้ง 19 แห่ง รวมทั้งปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ประมาณกึ่งกลาง ให้เป็นถนนแห่งมิตรภาพและความภูมิใจร่วมกัน ให้เป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรมที่ควรจะเป็นมรดกโลกเช่นกัน

กรณีที่ยากที่สุดคือการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรม เริ่มทีเดียว เราต้องระวังไม่ปลูกฝังความแค้นในใจเด็ก โดยเฉพาะเด็กผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ในสกู๊ปหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันที่ 5 สิงหาคม นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ได้เตือนสติว่า “ด้วยคำพูดเอาคืนกระตุ้นความโกรธแค้นเป็นความทรงจำฝังลึกในใจเด็ก กลายเป็นรากของวงจรความรุนแรงในอนาคต เพราะการเหยียดหยามกันในสังคม ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือพฤติกรรม ล้วนเป็นบาดแผลทางใจที่รุนแรง”

แต่เรื่องที่น่าวิตกในระดับกว้างและลึกคือ การระบุว่าประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน (ผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ) ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเรือน นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 12 กรกฎาคมระบุว่า “การเปลี่ยนประเทศไม่สามารถเกิดจากแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือเกิดจากการเลือกตั้ง หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง ถ้าเราอยากได้ผู้นำที่ดี มีความซื่อตรง มีประเทศมั่นคง ต้องเปลี่ยนจากข้างในของเราทุกคน ต้องปลูกฝังคุณธรรมร่วมทั้งชาติ โดยเฉพาะ หิริโอตตัปปะ (ความละอายต่อบาป), วินัย (ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม) และจิตสาธารณะ”

บทเรียนเชิงวัฒนธรรมจากกรณีพิพาทไทย – กัมพูชาในครั้งนี้ ตรงกับข้อความของธรรมนูญ UNESCO ที่ว่า “ในเมื่อสงครามเริ่มจากจิตใจของเรา การคุ้มครองสันติภาพก็จะต้องสร้างขึ้นในจิตใจของเรานั่นเอง”

ขอจบบทความนี้ด้วยบทสัมภาษณ์ของ พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อความที่ให้ความหวังแก่เราว่า “ในฐานะที่ผมเป็นทหาร มีครอบครัวเหมือนทหารของกัมพูชา ต้องถามว่า เขารบเพื่อได้ดินแดนเพิ่มไม่กี่ตารางกิโลเมตร แต่เขาต้องสูญเสีย ทำไมไม่พัฒนาร่วมกัน ทำสงครามไม่มีใครชนะ แพ้ทั้งคู่ มีแต่การสูญเสีย” คำสัมภาษณ์นี้สะท้อนถึงคุณค่าของ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ซึ่งเป็นคุณค่าพื้นฐานอันเป็นสากล

ข้อตกลง 13 ข้อที่ได้จากการประชุม GBC ก็ให้ความหวังในทำนองนี้เช่นกัน เพียงแต่เราต้องระวังบ่างช่างยุ และผู้หวังเก็บเกี่ยวผลจากการเสียเลือดเนื้อของทหารและประชาชน จึงควรให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน และชื่นชมการมีขันติธรรมของทั้งสองฝ่าย ตราบแต่นี้ไป