หน้าแรก บทความ ทรัมป์ยุบกระท...

ทรัมป์ยุบกระทรวงศึกษาสหรัฐ!เล่าสู่กันฟัง

15.08.25 | 13:24 น.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ปธน.ทรัมป์ได้ออกคำสั่งยุบกระทรวงศึกษาสหรัฐแต่ไม่ค่อยเป็นข่าวเท่าใดเมื่อเทียบกับข่าวอื่นๆ ของเขา

อย่างที่หลายท่านคงทราบ ระบบการปกครองของสหรัฐมี 2 ระดับ คือระดับรัฐบาลกลาง และระดับรัฐหรือมลรัฐ และในด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาพื้นฐาน (K-12 คือชั้นอนุบาลถึงไฮสคูล) แบ่งออกเป็นการบริหารโดยรัฐบาลกลาง และการบริหารโดยมลรัฐและท้องถิ่น

ในระดับรัฐ การศึกษาจะอยู่ภายใต้ธรรมนูญของมลรัฐที่ให้อำนาจมลรัฐในการบริหารการศึกษาทั้งการออกกฎหมายและด้านงบประมาณ โดยองค์กรการศึกษามลรัฐมี 2 ระดับคือ ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น

องค์กรการศึกษาระดับรัฐ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการการศึกษาของมลรัฐ (State board of education) เป็นผู้กำหนดนโยบาย ระเบียบและงบประมาณการศึกษาของรัฐ โดยกรรมการที่อาจจะมาจากการแต่งตั้งโดยสภามลรัฐหรือจากการเลือกตั้งแล้วแต่รัฐ ในบางรัฐคณะกรรมการการศึกษาอาจรับผิดชอบการศึกษาทุกระดับของรัฐ บางรัฐอาจรับผิดชอบเฉพาะการศึกษาพื้นฐาน และ 2) กรมการศึกษาแห่งรัฐ (State Department of Education) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับมลรัฐ ผู้บริหารกรมการศึกษาแห่งรัฐในแต่ละรัฐเรียกไม่เหมือนกัน โดยอาจเป็นผู้อำนวยการ (superintendent) หรือผู้ตรวจการหรืออธิบดี (commissioner) หรือรัฐมนตรีการศึกษา (Secretary of education) ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการศึกษาของมลรัฐ หรือผู้ว่าการรัฐ

องค์กรการศึกษาระดับท้องถิ่น ประกอบด้วย เขตโรงเรียนท้องถิ่น (Local School Districts) กับ คณะกรรมการโรงเรียนท้องถิ่น (Local School Boards)

Advertisement

หน้าที่หลักด้านการศึกษาของรัฐบาลมลรัฐ คือ การกำหนดหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่เขตโรงเรียนและโรงเรียนท้องถิ่น การออกใบอนุญาตโรงเรียนราษฎร์และครูหรือผู้บริหารโรงเรียน การทดสอบนักเรียน การวางแผนการศึกษามลรัฐและรายงานผลการศึกษาของนักเรียนต่อกระทรวงศึกษาสหรัฐ (รัฐบาลกลาง) จ่ายงบประมาณของมลรัฐและรัฐบาลกลางแก่เขตโรงเรียน เป็นต้น (ขณะที่หน้าที่ของเขตโรงเรียนท้องถิ่นเป็นการดูแลบริหารจัดการโรงเรียนในแต่ละเขต)

ในระดับรัฐบาลกลาง มี 2 องค์กร คือ รัฐสภาคองเกรส และกระทรวงศึกษาสหรัฐ

คองเกรสเป็นองค์กรนิติบัญญัติที่ออกกฎหมายที่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

กระทรวงศึกษาสหรัฐเป็นองค์กรรัฐบาลกลางที่ดูแลการศึกษาของสหรัฐทั้งประเทศ มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่คองเกรสออกเพื่อบริหารการศึกษาในระดับประเทศโดยการกำหนดนโยบาย บริหาร การดำเนินงานตามนโยบายการศึกษาของรัฐบาลกลาง และประสานงานการใช้งบประมาณส่วนกลางเพื่อการศึกษาและการให้งบประมาณช่วยเหลือการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ทั่วสหรัฐ การเก็บข้อมูลโรงเรียนในสหรัฐ ศึกษาปัญหาการศึกษาของสหรัฐและบังคับใช้กฎหมายการศึกษาของรัฐบาลกลางเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ เช่น โครงการเงินช่วยเหลือนักเรียน การให้ทุนการศึกษาและเงินกู้เพื่อการศึกษาของนักเรียน การศึกษาพิเศษ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษและการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส

(ก่อนมีนาคม 2568 กระทรวงเคยมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4,400 คน และมีงบประมาณ 8.7 ล้านล้านบาท แต่หลังจาก 11 มีนาคม 2568 (ก่อนคำสั่งประธานาธิบดียุบ) กระทรวงได้ปรับลดเจ้าหน้าที่เหลือ 2,100 คน และยกเลิกสัญญาต่างๆ ตามคำแนะนำสำนักประสิทธิภาพรัฐบาล (Department of Government Efficiency: DOGE ซึ่ง ปธน.ทรัมป์ตั้งขึ้นชั่วคราวและจะปิดตัว 4 กรกฎาคมปีหน้า) และโดยนางลินดา แม็กแมน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาที่รับตำแหน่งเมื่อ 3 มีนาคม 2568 หลังจากนั้นการทำหน้าที่ของกระทรวงจึงต้องหยุดชะงักไปหลายเรื่อง (มีอะไรบ้าง กรุณาไปดูคอลัมน์โฟกัสโลกรอบสัปดาห์มติชน ฉบับ 19 กรกฎาคม ครับ)

การพยายามยุบเลิกกระทรวงศึกษาเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ ปธน.โรนัลด์ รีแกน ที่ต่อจาก ปธน.คาร์เตอร์ผู้ก่อตั้งกระทรวงนี้ โดย ปธน.รีแกนเคยหาเสียงเมื่อต้นปี 2523 ว่าจะยุบเลิกกระทรวงศึกษา แต่ก็เงียบไป

เมื่อพฤศจิกายน 2567 (ก่อนเริ่มทรัมป์ 2) วุฒิสมาชิก ไมค์ ราวด์ส พรรครีพับลิกันจากรัฐเซาท์ดาโกตา ได้เสนอร่างกฎหมายให้ยุบกระทรวงศึกษาสหรัฐเพราะไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลกลางจะเอางบรัฐบาลกลางไปให้มลรัฐเพื่อใช้มาตรฐานการศึกษาแบบตายตัว (one-size-fits-all) ที่กระทรวงกำหนด ซึ่งทรัมป์เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวและออกคำสั่งให้ปิดกระทรวงเมื่อวันที่ 20 มีนาคม

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ ปธน.ทรัมป์หมายหัวในรายการตัดลดงบประมาณอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลกลางมีหนี้ท่วมอยู่ประมาณ 1,200 ล้านล้านบาท และนายอีลอน มัสก์ หัวหน้า DOGE เป็นคนชี้เป้า ซึ่งอีลอน มัสก์ ได้โพสต์ว่าได้ยกเลิกสัญญาต่างๆ ที่กระทรวงศึกษาทำไว้ 89 สัญญา เป็นมูลค่า 29 หมื่นล้านบาท ตัดทุนการฝึกอบรมต่างของกระทรวง 3.3 พันล้านบาท ยกเลิกสัญญาที่สถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาภายใต้กระทรวงศึกษา จำนวน 170 สัญญา รวมทั้งศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ ของกระทรวงศึกษา

ในคำสั่ง ปธน.ทรัมป์อ้างว่า “เพื่อปรับปรุงการศึกษาโดยคืนอำนาจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง รัฐ และชุมชน” เพราะการให้รัฐบาลกลางควบคุมการศึกษาของประเทศผ่านโครงการ งบประมาณและระบบบริหารที่ไม่มีความรับผิดชอบทำให้บุตรหลาน ครู และครอบครัวของเราผิดหวัง ทรัมป์อ้างว่าตั้งแต่ตั้งกระทรวงมาโดย ปธน.คาร์เตอร์เมื่อ 46 ปีมาแล้ว กระทรวงได้แต่ปกป้องระบบราชการของตนและสร้างภาพว่าการควบคุมการศึกษาของกระทรวงเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ แต่กระทรวงไม่ได้ให้การศึกษาใครเลย แต่ยังเก็บสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่จ้างเจ้าหน้าที่ไว้กว่า 80 คนด้วยค่าใช้จ่ายกว่า 325 ล้านบาทต่อปี ปธน.ทรัมป์ฟันธงว่า “การยุบกระทรวงจะให้โอกาสเด็กและครอบครัวได้หลุดพ้นจากระบบที่สร้างความผิดหวังแก่พวกเขา”

ซึ่ งผู้เขียนสำรวจสถานการณ์ของการศึกษาพื้นฐานของสหรัฐในปัจจุบันพบว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษาพื้นฐานของสหรัฐคุณภาพลดลงจริงๆ โดยในปี 2567 กัลลัปโพลสำรวจพบว่า มีประชาชนอเมริกันเพียงร้อยละ 43 ที่พอใจกับการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลของสหรัฐ และศูนย์วิจัย Pew Research Center พบว่าผู้ปกครองร้อยละ 51 เห็นว่าการศึกษาพื้นฐานของสหรัฐกำลังไปผิดทิศทาง (คะแนนการอ่าน เลขคณิตและวิทยาศาสตร์ (PISA) ลดลงและต่ำกว่าหลายประเทศ ขาดแคลนครู ครูขาดขวัญและกำลังใจ ปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียน ปัญหาเด็กยากจน ปัญหาวินัยและความรุนแรงในโรงเรียน) และหนังสือพิมพ์ Miami Herald บอกว่าความเห็นทางลบของประชาชนต่อการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจของประชาชนต่อระบบการศึกษาของรัฐบาลสหรัฐ

แต่คำสั่งประธานาธิบดีไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายเพราะไม่ได้ออกมาจากสภาคองเกรส จึงบังคับใช้ไม่ได้เต็มที่ ดังนั้น สิ่งที่ทรัมป์และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาทำไปคือตัดกำลังโดยปลดเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ตัดงบประมาณให้มากที่สุด และโยกย้ายงานต่างๆ ของกระทรวงไปให้หน่วยงานอื่น ซึ่งผลของการลดขนาดกระทรวงเบื้องต้นย่อมกระทบกระเทือนการศึกษาระดับรัฐยิ่งขึ้นแน่ๆ โดยมีสหภาพแรงงานครูขนาดใหญ่ 2 แห่ง ออกมาประท้วง คือ National Education Association: NEA กับ American Federation of Teachers: AFT และทั้ง 2 แห่งได้ยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลางแล้ว (14 มีนาคม 2568) โดย NEA ฟ้องที่รัฐ
แมรีแลนด์ และ AFT ฟ้องที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ว่า ปธน.ทรัมป์และรัฐมนตรีศึกษาทำผิดกฎหมายเพราะไม่ได้รับการรับรองจากคองเกรส แต่โฆษกกระทรวงศึกษาออกมาโต้ว่า ปธน.ทรัมป์และรัฐมนตรีศึกษายังไม่ได้ทำอะไรผิด คือยังไม่ได้ปิดกระทรวงศึกษาจริงๆ

ถ้าจะว่าไป สำหรับ ปธน.ทรัมป์แล้ว เรื่องยุบกระทรวงศึกษาแค่นี้ เรื่องเล็กมาก เมื่อเทียบกับเรื่องการเนรเทศต่างด้าวนับล้าน หรือภาษีตอบโต้ที่ทำเอาวุ่นวายไปทั่วโลก หรือการตัดงบประมาณเลิกจ้าง
เจ้าหน้าที่ US AID ทั่วโลกที่น่าจะแรงกว่านี้มาก ล่าสุดเพิ่งปลดประธานทบวงสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics: BLS) ฐานที่ทำตัวเลขการจ้างงานไม่โดนใจ

ครับ แค่เล่าสู่กันฟัง ไม่ต้องคิดอะไรมาก แก้เครียดกับสถานการณ์บ้านเรา

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์