เกือบหนึ่งปีเต็มภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ อบอวลไปด้วยความคาดหวัง ผิดหวัง และผิดพลาดหล่อเลี้ยงความรู้สึกของคนไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
หลายสัญญาประชาคมถูกละเลย หลงลืม ไม่ตรงปก ขาดรูปธรรมเรื่อยมาจนไม่สามารถครองใจประชาชนส่วนใหญ่ได้ การแก้ไขปัญหารูทีนของประเทศอย่างเรื่องเศรษฐกิจเกิดปัญหาตั้งแต่รากยันปลาย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะทีนโยบายเรือธงพายุหมุนทางเศรษฐกิจอย่างดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท กลับไม่เข้าเป้าอย่างที่คาดหวังไว้ ไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ซึมยาวมานานให้กลับมามีชีวิตชีวาได้
ขณะที่การจัดการทางด้านการเมืองและความมั่นคง กลายเป็นอีกเรื่องที่ทำให้รัฐบาลต้องตกที่นั่งลำบาก
เพราะตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม พรรคร่วมอันดับสองอย่างภูมิใจไทยมีมติถอนตัวเหตุจากการปรับครม.แย่งยึดโควตาในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปมดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำทันที นี่ยังไม่รวมถึงศึกภายนอกอย่างสงครามการค้าสหรัฐฯ และวิกฤตชายแดนไทย – กัมพูชา ที่กระหน่ำซัดเข้ารัฐบาลเพื่อไทยในปัจจุบัน
อาการพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ทำเอาคนในรัฐบาลเป็นอันไม่ได้ทำงาน คอยแก้ คอยปรับยุทธศาสตร์เพื่อแก้เกมทางการเมือง จนกระทบการขับเคลื่อนงานในวาระสำคัญ เช่น ร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางรางหนึ่งในกฎหมายขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ร่างแก้ไขพ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เป็นต้น
ทั้งหมดเป็นสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า วิกฤติแล้วสำหรับรัฐบาลชุดนี้ การประคองตัวเองในตึกไทยคู่ฟ้าของนายกฯหญิง เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับกลายเป็นพรรคที่ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและครองใจประชาชนได้เหมือนครั้งที่ผ่านมา
ในรายละเอียดของการขับเคลื่อนสถานการณ์ภายในประเทศผมมองว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในยุคนายกหญิงคนที่สอง ดีเอ็นเอต่างไปจากยุคก่อนมาก ยุคก่อนเราจะเห็นการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อช่วยคนฐานรากและนี่คือจุดที่ทำให้สีแดงครองใจประชาชนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ ไทยรักไทย
พลังประชาชน และเพื่อไทย
ลองนึกดูหากเรานึกถึงอดีต นายกฯ ทักษิณ เรานึกถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เรานึกถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้าน เรานึกถึง OTOP เรานึกถึงพักชำระหนี้เกษตรฯ นึกถึงโครงการบ้านเอื้ออาทรฯ
หรือหากนึกถึงอดีต นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เรานึกถึงนโยบาย ปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ นโยบายเพิ่มเงินเดือนปริญาตรี 15,000 บาท นโยบายจำนำข้าว นโยบายแจกแท็บแล็ตเพื่อการศึกษา
หรือหากนึกถึงนายกเศรษฐา เรานึกถึงเรื่องสมรสเท่าเทียมฯ
เห็นอะไรไหมครับการเดินทางของกลุ่มนโยบายของพรรคไทยรักไทย มาจนถึงเพื่อไทย คือการสร้างนวัตกรรมทางนโยบายที่เข้าถึงคนระดับรากหญ้า การสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้เข้าถึง นี่คือหัวใจ สำคัญที่ผลักนำกลุ่มพรรคสีแดง ‘แบรนด์ทักษิณ’ ให้สามารถชนะเลือกตั้งได้ทุกครั้งเพราะชุดนโยบายที่เข้าถึงได้อย่างแท้จริง
มิเพียงเท่านั้นการชนะทางนโยบายยังทำให้กลุ่มพรรคสีแดง มีภาพของความเป็นนักสู้ทางประชาธิปไตยติดมาด้วย เพราะไม่ว่าจะยุบพรรค รัฐประหาร เลือกตั้ง ตัดสิทธิ ก็ยังรวมกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันด้วยความเชื่อว่า ‘ทุกการเลือกตั้ง พวกเขาจะกลับมาเป็นรัฐบาล’
แต่ทว่าครั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายกลับสะดุด มิหนำซ้ำยังเป็นนโยบายที่คนรากหญ้าเข้าไม่ถึง ไม่สามารถชูโรงเพื่อครองใจคนระดับรากหญ้าได้ อย่างรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอาจจะได้ในฐานกลุ่มคนเมืองในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง ทรัพย์อิงสิทธิ หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพลกซ์ หากสำเร็จล้วนแล้วแต่เป็นการสนองกลุ่มนักลงทุนในทางตรง
ขณะที่ภาพลักษณ์ด้านความเป็นนักสู้ประชาธิปไตยเอง ก็เผชิญปัญหาจากวาทกรรม ‘ตระบัดสัตย์’ ที่ทุกวันนี้ยังติดตัวทั้งต่อแกนนำ และพรรคให้พูดไม่ออกถึงเหตุผลการสลับขั้วร่วมรัฐบาลกับพรรคที่เคยต่อสู้กันมาในอดีต
นโยบายและการตัดสินใจทีผ่านมาจึงเดินไปทางไหนก็ติดทั้งขาดนวัตกรรมนโยบายสำหรับคนรากหญ้า ปัญหาสินค้าเกษตรที่แต่ก่อนพรรคเพื่อไทยไม่ช้ำมากนักสำหรับเรื่องนี้ กลับต้องมาเผชิญหนักขึ้น
ยิ่งซ้ำเติมด้วยด้วยสถานการณ์วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ผนวกด้วยคลิปเสียงหลุดของผู้นำทั้งสองประเทศ ลากนายกหญิง แพทองธาร ชินวัตร ให้ตกอยู่ในภาวะคับขันยิ่งขึ้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตาวันที่ 29 ส.ค.นี้ ท่ามกลางความกังวลทั้งพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลที่สื่อออกมาในทำนองว่า ‘สัญญาณไม่ดี’
สัญญาณที่ว่าคงเป็นสัญญาณที่วิกฤตชายแดนยังไม่คลี่คลาย มีทหารหน้าแนวได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การสื่อสารของรัฐบาล การตอบโต้ยังเป็นรอง ผนวกกับปฏิกิริยาของรักษาการนายกฯ ภูมิธรรม
เวชชยชัย ที่ยังดูเหมือนไม่เป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ ยิ่งโหมกระหน่ำความรู้สึกต่อยอดจากปมคลิปเสียงเข้าไปอีก
หันกลับมามองดูที่สภาฯ หลังการถอนตัวของพรรคภูมิใจไทย สภาเกิดภาวะเสียมปริ่มน้ำ ขับเคลื่อนแต่ละวาระต้องนับองค์ประชุมกันรายชั่วโมง แต่ยังโชคดีที่การประชุมงบประมาณยังไปต่อได้เพราะเป็นเรื่องที่มีผู้มีส่วนได้เสียมาก การปล่อยให้องค์ประชุมล่มจึงไม่ได้สำหรับโอกาสนี้
สภาพการณ์แบบนี้จึงเกิดเกียร์ว่างกันถ้วนหน้า หลายฝ่ายรอคำวินิจฉัยในอีก 2 อาทิตย์อันใกล้นี้ นี่คือสภาพการณ์ภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเผชิญ ขณะสถานการณ์ภายนอกประเทศ นอกจากเรื่องชายแดนไทย –กัมพูชาแล้ว ยังมีเรื่องสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา
เป็นที่รู้กันว่าโลกในปัจจุบันไม่ได้เป็นโลกที่มีมหาอำนาจเพียงหนึ่งหรือสองอีกต่อไป เรามีตัวแสดงระหว่างประเทศเยอะมากขึ้นนอกจากจีนและสหรัฐอเมริกาที่พูดถึง (Multi-polar World) การขับเคี่ยวระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา กำลังสร้างมหาอำนาจอื่นทั้งการต่อรองทางเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง อย่าง อินเดีย รัสเซีย หรือแม้แต่สหภาพยุโรป และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ที่รววมตัวกันเพื่อต่อรอง
ระเบียบโลกที่พึ่งสหรัฐอเมริกามากเกินไปก็ไม่ได้ พึ่งจีนมากเกินไปก็ไม่ได้แบบนี้ กำลังผลักให้ประเทศต่างๆ ที่กำลังรู้สึกถูกโดดเดี่ยวหรือต้องเลือก ต้องหันมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อต่อรองผ่านเวทีต่างๆ ด้วยเหตุโลกปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้เราคิดค้ากับใครคนใดคนหนึ่งอย่างโจ่งแจ้ง หรือสะดวก ประเทศขนาดกลางขนาดเล็กจึงต้องรวมกลุ่มและร่วมมือกันมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการดำเนินนโยบายทางการทูตและการต่างประเทศที่ชัดเจนและเชิงรุก มากกว่าที่เป็นอยุ่ในปัจจุบัน และมากกว่าที่รัฐบาลกำลังใช้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแค่กระทรวงจัดอีเวนท์ในต่างแดน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์
เรื่องนี้ต้องอาศัยความพร้อมของรัฐบาลอย่างมากทที่จะต้องเตรียมรับมือกับระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสุดขั้ว หากมีความเปราะบางทั้งภายในและภายนอกอย่างที่เป็นอยู่ ยากที่รัฐบาลจะมีสติ และเวลาไปดำเนินการจัดการแก้ปัญหาดังกล่าว
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญในห้วงสุดท้าย และคำถามสำหรับผมในตอนนี้ไม่ใช่ว่า แพทองธารและพรรคเพื่อไทยจะฝ่ามรสุมครั้งนี้ไปได้หรือไม่ แต่คือจะสามารถ “กลับมา” ในฐานะพลังทางการเมืองที่มีวิสัยทัศน์และครองใจอยู่ข้างคนส่วนใหญ่ของประเทศได้เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะหากทำไม่ได้ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนรัฐบาล แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิทัศน์การเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษ

