เจาะจุดเดือดในเมียนมา-กัมพูชา-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย
กับแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งความผันแปรที่น่าระทึกใจ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ร้อนในหลายประเทศตลอดจนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของกลุ่มอำนาจต่างๆ ในรัฐเพื่อนบ้าน ล้วนสร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของไทย เมียนมากับกัมพูชาซึ่งเป็นรัฐอาเซียนพื้นทวีป หรือแม้กระทั่งมาเลเซียกับอินโดนีเซียซึ่งเป็นรัฐอาเซียนพื้นสมุทร ได้สร้างแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ
หลังรัฐประหารเมื่อห้วงต้นปี ค.ศ.2021 เมียนมาเข้าสู่ภาวะยุ่งเหยิงไร้ระเบียบอันเป็นผลจากสงครามกลางเมืองที่ทำให้โครงสร้างอำนาจรัฐถูกตัดแบ่งแยกขั้วออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มรัฐบาลทหารที่นำโดยนายพลมิน อ่อง ลาย 2.กลุ่มต่อต้านที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยรัฐบาลเอกภาพชาติ (National Unity Government / NUG) และ 3.กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ คณะทหารเมียนมาประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในห้วงปลายปีนี้ท่ามกลางการสัประยุทธ์ทางทหารที่ไม่คลี่คลายลงและยังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ จึงไม่แน่ชัดนักว่าทหารเมียนมาจะเปลี่ยนผ่านการเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้งแบบราบรื่นได้สำเร็จหรือไม่ และขณะที่การสู้รบแบบดุเดือดได้ทำให้อำนาจรัฐเมียนมาต้องสั่นคลอนเป็นอย่างมาก จีนก็ได้เข้ามาแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นในรัฐชาติพันธุ์ เช่น รัฐคะฉิ่น รัฐฉาน รวมถึงรัฐกะเหรี่ยงและรัฐยะไข่ ตัวอย่างเด่นชัด คือ ปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจการเมืองที่ซับซ้อนระหว่างกลุ่มทุนจีนสีเทากับกองกำลังว้าแดงในการขุดเจาะแร่หายาก (Rare Earth) แถบรัฐฉานใต้ ซึ่งก่อปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย การเรืองอำนาจของว้าแดงซึ่งสามารถพัฒนาระบบพันธมิตรทางทหารร่วมกับทัพชนเผ่าอื่นๆ อย่างโกก้างและตะอาง พร้อมได้รับแรงสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามอง หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด อำนาจทหารเมียนมาตรงเขตสามเหลี่ยมทองคำและรัฐฉานใต้ดูเบาบางลง แต่พลังการเคลื่อนตัวลงใต้ของว้าแดงบวกยุทธศาสตร์มองลงใต้ของจีนกลับเข้มข้นขึ้น จนทำให้อิทธิพลว้าและจีนเคลื่อนตัวลงมาประกบกับสามจังหวัดชายแดนไทยภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) ในระยะประชิดขึ้น
ในกัมพูชา ระบอบฮุน เซน-ฮุน มาเนต ได้เข้าควบคุมระเบียบการเมืองและวิถีชีวิตของชาวเขมรอย่างเหนียวแน่น การที่รัฐบาลพนมเปญปลุกระดมกระแสชาตินิยมโดยมองไทยเป็นผู้รุกราน หรือศัตรูทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นกลยุทธ์สร้างคะแนนนิยมให้กับชนชั้นนำตระกูลฮุนและพรรคประชาชนกัมพูชา ทว่า พนมเปญกลับมีเป้าหมายที่มากกว่านั้น การเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาลับระหว่างฮุน เซน กับนายกรัฐมนตรีไทย สะท้อนให้เห็นว่า ฮุน เซน มุ่งหมายที่จะโจมตีตระกูลชินวัตรในทางการเมือง และคงไม่อยากเห็นตระกูลชินวัตรครองอำนาจนำในการเมืองไทยต่อไป ขณะที่การเคลื่อนกำลังของทหารเขมรเพื่อเข้าปะทะทหารไทยในหลายจุดซึ่งเดินหน้าสัมพันธ์กับการยื่นเรื่องฟ้องศาลโลกเพื่อให้พื้นที่กลุ่มปราสาทตาเมือนกับช่องบกเป็นของกัมพูชา ก็ทำให้เจตนารมณ์พนมเปญในการขยายอาณาเขต หรือชิงดินแดนไทยมีความหนักแน่นขึ้น จนถึงทุกวันนี้ กัมพูชาได้สร้างปัญหาด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงต่อไทย หรือแม้กระทั่งอาเซียนอย่างเด่นชัด การที่กัมพูชาเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มจีนเทาและสแกมเมอร์ การที่กัมพูชาทำสงครามข้อมูลข่าวสารโจมตีประเทศไทยโดยเน้นเอาแต่การชิงความได้เปรียบเฉพาะหน้ามากกว่าคำนึงถึงหลักฐานเชิงประจักษ์และศีลธรรม กอปรกับพฤติกรรมของทหารกัมพูชาที่ลอบวางทุ่นระเบิดอยู่เป็นระยะและอารมณ์ที่ควบคุมได้ยากของชนชั้นนำแบบอัตตาธิปไตย (Autocracy) ในพนมเปญ ซึ่งสั่งยิงจรวด BM-21 สังหารพลเรือนคนไทยผู้บริสุทธิ์ หรือแม้แต่การยิงปืนใหญ่ของทหารเขมรเข้าไปในประเทศลาวตรงแถบสามเหลี่ยมมรกต ล้วนบ่งชี้เป็นนัยๆ ว่าพฤติกรรมของกัมพูชาบนเวทีระหว่งประเทศอาจเข้าข่ายอาชญากรข้ามชาติ อาชญากรสงคราม หรือแม้กระทั่งรัฐอันธพาล (Rogue State) ที่มักเกเรระรานคุกคามประเทศอื่นๆ จนส่งผลเชิงลบต่อสันติภาพในภูมิภาค
การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของมาเลเซียตลอดห้วงปีนี้ ผลักดันให้กัวลาลัมเปอร์ขยับบทบาทขึ้นเพื่อแก้วิกฤตการณ์ในอาเซียน ทั้งเรื่องการสร้างสันติภาพในเมียนมา การแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของไทย และการบรรเทาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เริ่มถามไถ่รัฐบาลไทยถี่ขึ้นเกี่ยวกับความคืบหน้าในระบวนการเจรจาระหว่างฝ่ายความมั่นคงไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น (ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี) ทว่า ด้วยปัญหาการเมืองไทยและการทุ่มทรัพยากรของรัฐไทยไปที่การทำศึกกับกัมพูชา จึงยังไม่มีคำตอบแน่ชัดจากรัฐบาลที่กรุงเทพฯในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี มาเลเซียเองก็เริ่มเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจการเมืองหลายอย่าง อาทิ การลงถนนของชาวมาเลเซียหลายพันคนเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น และคำมั่นสัญญาว่าด้วยการปฏิรูปที่ไม่เป็นจริง พร้อมเรียกร้องให้นายอันวาร์ อิบราฮิม ลาออก รวมถึงการแบ่งสรรอำนาจในโครงสร้างสหพันธรัฐ (Federation) ซึ่งมลรัฐซาราวักและซาบาห์ในมาเลเซียฝั่งตะวันออก ได้มุ่งมาดปรารถนาที่จะขอเพิ่มอำนาจบริหารจัดการตนเอง และแม้กระทั่งขอแยกตัวเป็นอิสระ ไม่เว้นแม้แต่สุลต่านมลรัฐยะโฮร์ ในคาบสมุทรมลายู (ตรงฝั่งมาเลเซียตะวันตก) ที่ทรงขู่อยู่เนืองๆ ว่ายะโฮร์อาจแยกตัวออกจากมาเลเซียหากยังได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะการผันงบประมาณและการผลักดันโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่
อินโดนีเซียใต้การปกครองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เผยให้เห็นถึงปัญหาท้าทายทางการเมืองความมั่นคง การแก้กฎหมายกองทัพเมื่อห้วงต้นปี ค.ศ.2025 สะท้อนความพยายามเอาทหารกลับมามีอำนาจ โดยเนื้อหาหลักๆ ของร่างกฎหมาย ได้แก่ การขยายอายุเกษียณราชการของทหารตามตำแหน่ง การเพิ่มบทบาทกองทัพในการต่อสู้กับภัยคุกคามไซเบอร์ และการให้ทหารที่ยังประจำการสามารถดำรงตำแหน่งพลเรือนในบางองค์กรต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การประท้วงใหญ่โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่เริ่มตั้งคำถามในเรื่องความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยและความล้มเหลวในการปฏิรูปกองทัพ ส่วนในแง่ความมั่นคงระหว่างประเทศ รัฐอินโดนีเซียเริ่มเผชิญหน้ากับรัฐมาเลเซียในการแย่งชิงทรัพยากรน้ำมันตรงเขตทะเลสุลาเวสี (อัมบาลัต) ถึงขนาดที่นายอันวาร์ ประกาศกร้าวว่าจะปกป้องดินแดนทุกตารางนิ้วของมาเลเซียหากถูกอินโดนีเซียรุกราน แต่ว่าแนวโน้มการเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจร่วมระหว่างปราโบโวกับอันวาร์ ก็เป็นที่คาดหวังของชาติสมาชิกอาเซียนว่าจะนำมาสู่มิตรภาพเพื่อลดแรงปะทะระหว่างสองรัฐ ขณะที่การแผ่อิทธิพลของจีนลงมาถึงทะเลนาตูนาที่อินโดนีเซียอ้างกรรมสิทธิ์อยู่นั้น ได้นำมาสู่การเผชิญหน้าระหว่างเรือยามฝั่งของกองทัพเรือจีน กับเรือยามฝั่งของกองทัพเรืออินโดนีเซีย จนเริ่มท้าทายทักษะความสามารถของปราโบโวว่าจะพัฒนาแสนยานุภาพทางทะเลของรัฐอินโดนีเซียไปในทิศทางใด และอินโดนีเซียจะสร้างระบบพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ร่วมกับสหรัฐอเมริกาเพื่อถ่วงดุลจีนในทะเลจีนใต้แบบจริงจังหรือไม่
หากนำสถานการณ์การเมืองความมั่งคงในเมียนมา กัมพูชา มาเลเซียและอินโดนีเซีย มาต่อเรียงขยายผล ก็จะพบเค้าลางทางยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบความมั่นคงของรัฐไทย กัมพูชาดูจะเป็นภัยคุกคามไทยที่รุนแรงที่สุดในห้วงนี้ เนื่องจากเจตนาของกลุ่มผู้นำในพนมเปญและของประชาชนกัมพูชาจำนวนมาก ต่างพุ่งเป้าปะทะขัดแย้งกับไทยโดยตรงในหลายมิติ ทั้งการทหาร ชาตินิยม ข้อมูลข่าวสารและกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนกัมพูชายังมีเป้าหมายชัดที่จะช่วงชิงดินแดนกับไทยอันเป็นประเด็นที่สัมพันธ์กับอธิปไตยไทยโดยตรง นอกจากนั้น การปรับนโยบายต่างประเทศของพนมเปญโดยดึงสหรัฐอเมริกาเข้ามาถ่วงดุลกับจีนมากขึ้น อาจกระตุ้นให้การแข่งขันภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาตรงเขตจังหวัดสีหนุวิลล์ของกัมพูชา (ซึ่งจีนเข้าไปลงทุนสร้างท่าเรือ ตลอดจนฐานทัพเรือและสนามบิน) มีความเข้มข้นขึ้นจนส่งผลต่อความตึงเครียดทางยุทธศาสตร์ในเขตอ่าวไทย ส่วนสถานการณ์สู้รบในเมียนมาก็ก่อภัยคุกคามต่อรัฐไทยในลำดับรองลงมา ถึงแม้ว่ากองทัพเมียนมา หรือกองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมา จะไม่มีเจตนาทำศึกต่อสู้กับไทยแบบชัดแจ้งเหมือนกัมพูชา แต่การเคลื่อนลงใต้ของว้าแดงในรัฐฉาน กลับเผยให้เห็นถึงความกังวลบางอย่างที่ก่อกระทบต่อพื้นที่ชายแดนไทยภาคเหนือทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การค้ายาเสพติด หรือแม้กระทั่งการขยายอำนาจทางทหารของว้าแดงและการละเมิดเส้นเขตแดนไทย มิพักต้องกล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในรัฐคะยาห์ รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ และภาคตะนาวศรีของเมียนมา ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจบนชายแดนฟากตะวันตกของไทยเช่นกัน
มาเลเซียเริ่มประสบปัญหาภายในของตัวเอง แต่การรั้งตำแหน่งประธานอาเซียนและพรมแดนที่ตั้งติดจังหวัดชายแดนใต้ของไทยก็ทำให้มาเลเซียมีความสำคัญต่อความมั่นคงไทยและอาเซียน ทำเลส่วนปลายคาบสมุทรมลายูที่ประชิดช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดหลักของเส้นทางเดินเรือนานาชาติ และฐานทรัพยากรน้ำมันใต้ท้องทะเลสุลาเวสี (ซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้ากับอินโดนีเซีย) ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มาเลเซียมีสภาพเป็นเขตยุทธศาสตร์หลักเขตหนึ่งของระบบความมั่นคงทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับอินโดนีเซียนั้น วิสัยทัศน์ “ใจสมุทรโลก (Global Maritime Fulcrum / GMS)” ที่ประกาศให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางแห่งอินโด-แปซิฟิก (เพราะมีอาณาเขตเชื่อมโยงได้ทั้งมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก) นับเป็นมรดกทางยุทธศาสตร์ที่ถูกส่งผ่านมาจากยุคประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จนถึงยุคปราโบโว ซูเบียนโต แผนยุทธศาสตร์นี้มีการกำหนดขอบเขตแห่งมหารัฐอินโดนีเซียไปตามทิศทางต่างๆ เช่น ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ แนวปฏิบัติการของกองทัพเรืออินโดนีเซียจะพวยพุ่งออกจากเกาะสุมาตราขึ้นไปถึงทะเลอันดามัน และสิ้นสุดตรงแถบจุดบรรจบเขตแดนร่วมทางทะเลระหว่างอินโดนีเซีย ไทย เมียนมาและอินเดีย ถือเป็นวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่รุกกระทบเข้ามาถึงขอบทะเลไทย
ความเปลี่ยนแปลงในรัฐเพื่อนบ้านทั้งที่มาจากเขตพื้นทวีปและพื้นสมุทรอาเซียน ส่งผลให้ไทยต้องคิดค้นแผนยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทั้งๆ ที่ดินแดนเพื่อนบ้านล้วนเต็มไปด้วยปัญหาด้านการเมืองความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยไทย แต่เท่าที่ผ่านมารัฐไทยยังไม่เคยแสดงอำนาจ หรือสาธิตอำนาจ (Power Projection) ให้แผ่ปกเข้าไปในเขตเพื่อนบ้านแบบเข้มข้นนัก จนทำให้ไทยดูจะขาดจุดโฟกัสในเรื่องของการสร้างเขตอิทธิพลพร้อมถูกเพื่อนบ้านแสดงอำนาจในระยะประชิดจนเกินไป (โดยเฉพาะปัญหาพิพาทกับกัมพูชาล่าสุด) ในการนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอแผนวิสัยทัศน์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง” หรือ Visionary Plan “1 Golden Axe + 2 Golden Bags + 4 Golden Lights” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ไทยและเสริมสร้างพลังอำนาจของไทยในภูมิภาค
1 ขวานทอง หมายถึง แผนที่อาณาเขตขวานทองที่เป็นพรมแดนทางบกและชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องระดมทรัพยากรเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและป้องกันปัญหาการละเมิดเขตแดน ทั้งนี้ การป้องกันจุดยุทธศาสตร์อย่างอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่อ่องสอน เกาะกูด จังหวัดตราด บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และอำเภอชายแดนอีสานใต้ตรงแถบเทือกเขาพนมดงรัก รวมถึงการเตรียมแผนผลักดันกองกำลังต่างชาติหรือหมู่บ้านต่างชาติที่ตั้งลึกเข้ามาในแผ่นดินไทยตรงชายแดนไทย-เมียนมา และไทย-กัมพูชา คือเรื่องที่ควรดำเนินการแบบเร่งด่วนโดยไล่ระดับมาตรการจากเบาไปหาหนัก
2 ถุงทอง หมายถึง ทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ซึ่งเต็มไปด้วยขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเลที่มีประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและเป็นส่วนหนึ่งของอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ ประเทศไทยควรเพิ่มบทบาทพร้อมแสดงพลังอำนาจให้มากขึ้นในอ่าวไทย (โดยเฉพาะด้านที่ติดกัมพูชา) ทั้งในแง่เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ขณะที่ทางด้านทะเลอันดามัน ไทยควรเพิ่มบทบาท หรือพลังอำนาจเช่นกันโดยพยายามแผ่กำลังเข้าไปให้ถึงจุดบรรจบทางทะเลระหว่างไทย เมียนมา อินเดีย และอินโดนีเซีย
4 แสงทอง หมายถึง ปริมณฑลแห่งอำนาจ หรือแสงรัศมีแห่งอำนาจของรัฐไทยที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ประเทศไทยควรคิดถึงการแผ่อิทธิพลเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ยุทธศาสตร์ในดินแดนที่ล้อมประกบติดเพื่อให้ไทยมีฐานกระโจนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Springboard) สำหรับปักหลักสำแดงอิทธิพลให้มากขึ้นและก็ถือเป็นการเพิ่มชั้นของแนวป้องกันในทางลึก (Defense-in-Depth) เพื่อให้ไทยมีพื้นที่รับมือกับภัยคุกคามล่วงหน้าได้ทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น การสาดแสงทองในทิศบูรพาตรงชายแดนกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลและหน่วยความมั่นคงไทยควรคิดถึงเรื่องการสกัดกั้นหรือแม้กระทั่งแสวงหาแนวทางชิงโจมตีก่อนเพื่อทำลายล้างแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ปอยเปตของกัมพูชา นอกจากนั้น ไทยควรมองทะลุเข้าไปในฝั่งกัมพูชาให้มากขึ้นเพื่อผลักดันหรือป้องกันเชิงรุกที่จะมิให้กัมพูชาเคลื่อนย้ายฐานยิงจรวดระยะไกลเข้ามาจ่อคอหอยรัฐไทยตรงเส้นเขตแดนซึ่งจะทำให้กัมพูชาสามารถโจมตีพลเรือนไทยในพื้นที่ตอนในแบบฉับพลันได้ทุกเมื่อ
ท้ายที่สุด ผู้เขียนมีความหวังลึกๆ ว่า แผนวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง” จะเป็นกุญแจทองที่ช่วยปักหมุดกำหนดกรอบให้รัฐไทยสามารถปักหลักได้มั่นคงขึ้นและทรงอานุภาพขึ้นบนเวทีการเมืองอาเซียน
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา
อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

