หน้าแรก บทความ การกลั่นแกล้ง...

การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์กับบาดแผล ที่มองไม่เห็นของกลุ่มคน Generation Z

22.08.25 | 16:10 น.

การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์กับบาดแผลที่มองไม่เห็นของกลุ่มคน Generation Z

ในยุคที่โลกดิจิทัลแทรกซึมเข้าสู่ทุกมิติของชีวิต กลุ่มคน Generation Z คือ ผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2540-2555 ปัจจุบันอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 13-28 ปี ที่เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย กลับต้องเผชิญกับปรากฏการณ์อันน่าวิตก นั่นคือ “Cyberbullying” หรือการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ที่กำลังกลายเป็นภัยเงียบแต่ร้ายแรงสำหรับสังคมไทย ในปี พ.ศ.2561 จากสถิติ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลกในเรื่องการกลั่นแกล้ง รองจากญี่ปุ่น โดยมีนักเรียนถูกกลั่นแกล้งปีละ 600,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของนักเรียนทั้งหมด สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

กลุ่มคน Generation Z มีจำนวนมากเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก และคิดเป็นร้อยละ 30 ของประชากรไทยโดยประมาณ มีพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน พวกเขาชมภาพยนตร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แทนการเข้าโรงภาพยนตร์ การหาข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์แทนการเดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า และใช้ชีวิตผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่าการปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้คนทุก Generation ต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากยอดการซื้อสินค้าออนไลน์ การสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่น และการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากกลุ่มคน Generation Baby Boomer, Generation X และ Generation Y ต้องปรับพฤติกรรมให้คล้ายคลึงกับกลุ่มคน Generation Z ในที่สุด การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ยิ่งแพร่หลายมากขึ้นในทุกช่วงวัย

การกลั่นแกล้งในอดีตจำกัดอยู่ในพื้นที่จริงและเวลาที่เผชิญหน้ากัน เมื่อแยกจากกันแล้ว การรังแกก็จะหยุดลง แต่โลกไซเบอร์มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้การรังแกรุนแรงและต่อเนื่องมากขึ้น ได้แก่ การปกปิดตัวตน การเชื่อมโยงได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการแพร่กระจายที่รวดเร็ว หากในอดีตการกลั่นแกล้งอาจเป็นเพียง “การล้อเลียนปมด้อยด้วยชื่อสมมุติ”, “การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม” หรือ “การตบหัวเบาๆ” ปัจจุบันได้ขยายไปสู่ “การข่มขู่คุกคาม”, “การส่งต่อข้อมูลส่วนตัว”, “การคุกคามทางเพศ”, “การแอบอ้างตัวตน” และ “การสร้างกลุ่มเพื่อโจมตี”

สิ่งที่น่าวิตกคือทัศนคติของเยาวชนไทยต่อ Cyberbullying เมื่อเปรียบเทียบกับเยาวชนต่างชาติที่มองว่าการรังแกผ่านโลกไซเบอร์เป็นเรื่องร้ายแรง ในขณะที่เยาวชนไทยกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติณัฐรัชต์ สาเมาะ และคณะ ได้ศึกษาการรับรู้ของเยาวชนต่อการรังแกในพื้นที่ไซเบอร์ พบว่าการใช้คำพูดหยาบคาย การนำภาพของเหยื่อไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการสวมรอยใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แทนเพื่อน เยาวชนไทยยังคงมองว่าเป็นเพียง “เรื่องสนุกสนานแกล้งกันในกลุ่มเพื่อน” ทัศนคติเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปลูกฝังจริยธรรมดิจิทัลและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลกระทบของการกระทำในโลกออนไลน์ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่นำมาปรับใช้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 393
พระราชบัญญัติการกระทำผิดคอมพิวเตอร์ และทางแพ่ง ได้แก่ กฎหมายลักษณะละเมิด แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ได้ทุกรูปแบบ ทำให้การบังคับ
ใช้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำและการกำหนดขอบเขตของความผิด

Advertisement

สาเหตุหลักของปัญหานี้สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี General Strain Theory ของ Robert Agnew นักอาชญาวิทยาชื่อดังจาก Emory University ที่ระบุว่าความเครียดหรือแรงกดดันบางประเภทเพิ่มความเป็นไปได้ของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ในกรณีของ Cyberbullying สาเหตุหลักอาจจะมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายส่งผลต่อพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง ลักษณะการไม่เปิดเผยตัวตนในโลกไซเบอร์เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น การเลี้ยงดูแบบตามใจและขาดการดูแลจากผู้ปกครอง อารมณ์ชั่วขณะหนึ่งที่ต้องการแก้แค้นหรือแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น และความขัดแย้งหรือข้อพิพาทในพื้นที่จริงที่ขยายตัวสู่พื้นที่ดิจิทัล

Fuzion Communication คือ บริษัทชั้นนำด้านการสื่อสารในประเทศไอร์แลนด์ที่มีประสบการณ์ในการทำ Campaign เกี่ยวกับ Cyberbullying Awareness ได้แนะนำแนวทางการจัดการที่ผู้ถูกกลั่นแกล้งสามารถปฏิบัติได้ เช่น การปรึกษาเพื่อนหรือผู้ปกครองเมื่อเผชิญปัญหา การตั้งค่าความปลอดภัยในโซเชียลมีเดีย การบล็อกหรือลบผู้รังแกออกจากรายชื่อเพื่อน การรายงานผู้ดูแลระบบเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การติดต่อสื่อสารกับเฉพาะคนที่รู้จักและเชื่อถือได้ และหากถูกรังแกไม่ควรโต้ตอบเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ดังนั้น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์จึงสร้าง “บาดแผลที่มองไม่เห็น” ให้กับผู้ถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งแม้จะไม่ปรากฏเป็นรอยช้ำ แต่กลับทิ้งรอยแผลเป็นทางจิตใจที่ลึกซึ้งและยาวนาน ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาที่มาจากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสังคมที่สะท้อนคุณภาพของพลเมืองดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 การรักษาบาดแผลเหล่านี้จึงต้องอาศัยการสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนากฎหมายที่ครอบคลุม การปลูกฝังจริยธรรมดิจิทัลตั้งแต่เยาว์วัย และการสร้างวัฒนธรรมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เยียวยาและเชื่อมโยงจิตใจ ไม่ใช่อาวุธที่สร้างบาดแผลให้กันและกัน

ผศ.ดร.จิตชิน จิตติสุขพงษ์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสวนดุสิต