หน้าแรก บทความ จีนชุมชนทางวั...

จีนชุมชนทางวัฒนธรรม

26.08.25 | 12:15 น.

จีนชุมชนทางวัฒนธรรม

นักวิชาการอาวุโสด้านภูมิรัฐศาสตร์ของจีนนาม “สี่ จ๋ออิ๋น” ครั้งเมื่อเยาว์วัยต้องหนีภัยสงครามจากการรุกรานของญี่ปุ่น ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขามีความรู้สึกลึกซึ้งต่อ “ความเป็นจีน” เขามองว่า จีนมิได้หมายความเพียงดินแดนทางภูมิศาสตร์ หรืออำนาจรัฐใดรัฐหนึ่ง หากเป็นชุมชนทางวัฒนธรรมที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายความรวมถึงประวัติศาสตร์ ตำราโบราณ บทกลอน บทละคร วรรณกรรม และศิลปะการแสดง รวมทั้งคุณธรรมมนุษย์ ซึ่งอยู่เหนือภูมิภาคและอำนาจรัฐ แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียดายที่มิอาจเห็น “แผ่นดินจีนรวมเป็นหนึ่งเดียว” อันเป็นประจักษ์ที่สะท้อนถึงความปรารถนาของเขาต่อเอกภาพและสันติภาพของจีน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามต่อต้านญี่ปุ่นของชาวจีนทั้งทหารและพลเรือนสูงกว่า 20 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพลัดถิ่นนั้น ยากแก่การประเมิน กระบวนการอันโหดร้ายยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน และสะท้อนให้เห็นชัดเจนกว่าการบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

“สี่ จ๋ออิ๋น” เพิ่งถึงแก่กรรมเมื่อไม่นานมานี้ด้วยวัย 95 ปี เคยชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์หนีภัยจากมณฑลฝูเจี้ยนไปยังหูเป่ยจนถึงเสฉวน ทำให้เขาได้เห็นความโหดร้ายและเหตุการณ์หวาดกลัวจำนวนมาก เนื่องจากเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบตั้งแต่กำเนิด การเคลื่อนไหวลำบาก ครอบครัวจึงให้เขาอยู่อีกมุมหนึ่ง แต่เขาก็ได้เห็นเกษตรกรทำไร่ไถนา หญิงสาวซักผ้า ตลอดจนเห็นภาพผู้ลี้ภัยช่วยเหลือกัน ภาพเหล่านี้แหละที่ส่งผลให้เขาสนใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านธรรมดาสิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาเขาคือกองกำลังทหารถอยร่นไปยังชนบท ชาวบ้านไม่กล้าอ้าปาก เพียงรับผู้ลี้ภัยเข้ามา แบ่งปันอาหารด้วยกัน ถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่หนีภัย แต่ไม่พบผู้ใดเบียดเบียนกัน ขึ้นรถลงเรือก็ให้ทางแก่คนชรา สตรีและเด็กเล็ก เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เขามั่นใจว่าจีนจะไม่มีวันล่มสลาย และเป็นอมตะ และยังวางรากฐานให้ศึกษาประวัติศาสตร์เกษตรกรรมของจีนต่อไป

ความทรงจำเกี่ยวกับยุทธการไถเอ๋อจวง มณฑลซานตง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สู้รบที่สำคัญของสงครามจีน-ญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่สะเทือนใจยิ่ง “สี่ จ๋ออิ๋น” ได้โพสต์ในเอ็กซ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายของเขาถึงความทรงจำในวัยเด็กเมื่อปี 1938 ว่า “คืนก่อนยุทธการไถเอ๋อจวง กองกำลังทหารออกจากเสฉวนเพื่อไปยังแนวหน้า ข้าพเจ้ามองเห็นทหารตัวเล็กๆ เหล่านั้นเดินผ่านในวินาทีนั้น เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงรู้ว่าทหารหนึ่งกองพันไปรบที่แนวหน้าเสียชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่ทหารชั้นผู้น้อยจนถึงผู้บัญชาการ ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต

Advertisement

เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตระหนักถึงราคาของการทำสงคราม และตราตรึงอยู่ในใจถึงความหมายของคำว่า “จีน” สำหรับเขา โดยถือว่า จีนเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมและดำรงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์สืบไป

เป็นการอันสะท้อนถึงความรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดและชาติอย่างลึกซึ้งต่อ “ความเป็นจีน” ในบั้นปลายของชีวิต เขาเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนที่เติบโตมาในช่วงสงครามญี่ปุ่น ฉะนั้น คำว่าจีน จึงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าอย่างเป็นนิรันดร์” ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อแนวทางวิชาการของเขา ในคำนำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์โจวจึงเขียนว่าสงครามเป็นเหตุทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการเขียนประวัติศาสตร์จักรพรรดิและแม่ทัพ จึงหันมาให้ความสนใจ “ชีวิตและความคิดของคนธรรมดา” ซึ่งนำไปสู่การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นมุมมองของประชาชน จึงได้มีบทประพันธ์จีนชื่อ “สายน้ำอันนิรันดร์” มุ่งตรงต่อประเด็นการสืบสานวัฒนธรรมจีน และความอดทนของประชาชนจีน

บทบาทของเขาในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ขณะหนีภัยสงคราม ช่วยให้เขาพัฒนามุมมองทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งสามารถใช้แนวทางสังคมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

ประสบการณ์หนีภัยสงครามในวัยเด็กของ “สี่ จ๋ออิ๋น” ถือเป็นความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมในชนบทจีนและความเสียสละของคนจีน ประสบการณ์เหล่านั้นไม่เพียงเป็นการหล่อหลอมความรักชาติของคนรุ่นหลัง แต่ยังเป็นรากฐานของชีวิตวิชาการของเขาอีกด้วย เขาถือว่า จีนเป็นที่พึ่งทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ แม้ในวัยชราของเขาก็ยังเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ “ลุกขึ้นสู้” เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์และความหวัง เรื่องราวของเขาจึงถือเป็นบทสรุปแห่งความทุกข์และการต่อสู้ของประชาชนจีนในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และควรแก่การจารึกในประวัติศาสตร์ตราบนานเท่านาน