หน้าแรก บทความ เมื่อรู้ การท...

เมื่อรู้ การทหาร จำต้อง สันทัด การเมือง จึงรอด ปลอดพ้น

28.08.25 | 12:30 น.

จะเข้าใจสถานการณ์ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อจำเป็นต้อง 1 ทำความเข้าใจต่อโฮจิ๋น 1 ทำความเข้าใจต่อปัญหาที่เผชิญหน้าและต้องเร่งในการแก้ไข ไม่ว่า ทวีป วรดิลก ไม่ว่า ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ สรุปตรงกัน

ดังที่ ทวีป วรดิลก ระบุ เหอจิ้น (โฮจิ๋น) พี่ชายของเหอไท่โฮ่ว แม้ว่าจะดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และเสนาบดีก็ไม่มีอำนาจ เพราะปราศจากคุณวุฒิความสามารถ ใดๆ

เนื่องจากแต่เดิมเป็นแต่คนฆ่าสัตว์ขาย

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เห็นว่า เหอจิ้นเป็นตัวอย่างของขุนนางในยุคแห่งความเสื่อมทรามของระบบราชการ

ยึดติดแต่กับการเล่นพรรคเล่นพวก เอาพวกเข้ามาทำงานแล้วทำงานไม่เป็น

Advertisement

เป็นไปตามที่ สังข์ พัธโนทัย สรุป เดิมเป็นคนฆ่าสัตว์ พอโฮเฮาน้องสาวได้เป็นพระสนมของพระเจ้าเลนเต้ก็กลายเป็นผู้มีอำนาจ และเมื่อโฮเฮาได้เป็นอัครมเหสีก็ได้เป็นต้าเจียงจวิน (จอมพล) มีบรรดาศักดิ์เป็นเสิ้นโหว (พระยา)

เป็นคนทึ่ม ไม่มีความรู้ทางการทหารและการปกครองบ้านเมือง

สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า ฝ่ายตั๋งโต๊ะเป็นเจ้าเมืองซีหลง ได้คุมทหารยี่สิบหมื่น มีใจหยาบช้าคิดจะเอาราชสมบัติเนืองๆ
ครั้นรู้หนังสือรับสั่งให้มาดังนั้นมีความยินดีนักเห็นจะสมคิดครั้งนี้

จึงให้เยียวหู ลูกเขยอยู่รักษาเมือง แล้วจัดลิฉุยหนึ่ง กุยกีหนึ่ง เตียวเจหนึ่ง หวน เตียวหนึ่ง ซึ่งเป็นทหารเอกกับทหารเลวสิบหมื่น

สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธพร้อมแล้วยกไปเมืองลกเอี๋ยง

ครั้นมาถึงกลางทางปลงทัพอยู่ลิยูเป็นที่ปรึกษาจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “หนังสือซึ่งได้มาครั้งนี้เห็นจะมี
ผู้แอบรับสั่งให้มาถึงท่านซึ่งจะยกเข้าไปเห็นไม่ควร จำจะแต่งหนังสือเข้าไปให้กราบทูลให้มีรับสั่งออกมาอีกครั้งหนึ่ง

ท่านจึงจะยกเข้าไปในเมือง ถ้าจะคิดการสิ่งใดก็จะได้สะดวก”

ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยก็แต่งหนังสือเข้าไปให้กราบทูล ในหนังสือนั้นว่า “อาณาประชาราษฎรในเมืองหลวงแลหัวเมืองทั้งปวงได้รับความเดือดร้อนเพราะขันทีสิบคนทำการ หยาบช้าให้ผิดขนบธรรมเนียม
บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอยกกองทัพเข้าไปในเมืองหลวงแล้วจะจับตัวเตียวเหยียงกับขันทีเก้าคนฆ่าเสีย พระองค์แลอาณาประชาราษฎรจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป”

ฝ่ายโฮจิ๋นรู้ในหนังสือตั๋งโต๊ะดังนั้นก็ปิดไว้มิให้ขันที 10 คนรู้

แล้วหาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า “จะให้ตั๋งโต๊ะเข้ามาดีหรือประการใด”

แตะถ้ายจึงว่า “ตั๋งโต๊ะนี้น้ำใจดังเสือ ซึ่งจะให้เข้ามาในเมืองนี้เห็นจะมีอันตราย แก่คนทั้งปวง”

โฮจิ๋นจึงว่า “ท่านนี้จะคิดการใหญ่ด้วยเราไม่ได้ ได้ยินแต่ข่าวยังมิทันเห็นตัวเสือก็ครั่นคร้าม”

โลติดได้ยินจึงว่า “ข้าพเจ้าได้เคยรู้น้ำใจตั๋งโต๊ะมาแต่ก่อนว่าเป็นคนหยาบช้า ถ้าปล่อยให้เข้ามาในเมืองเห็นจะเกิดจลาจลเหมือนคำแตะถ้ายว่าเป็นมั่นคง”

โฮจิ๋นจึงตอบว่า “ท่านทั้งปวงอย่าว่าเลย เราหาฟังไม่”

โลติดกับแตะถ้ายและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงได้ยินโฮจิ๋นว่าดังนั้นก็เสียใจนัก ต่างคนต่างเวนตราจำนำเสีย

แล้วก็ออกจากราชการไปอยู่ ณ บ้านเป็นอันมาก

สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ให้รายละเอียดบางรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม พอมาใกล้พระนคร ลิยู ที่ปรึกษาผู้เป็นบุตรเขยของตั๋งโต๊ะทักขึ้นว่า “มาตรว่าจะมีท้องตรามาเรียกกองทัพ

แต่ความยังมิกระจ่างแจ้ง ไฉนท่านไม่ส่งคนไปเข้าเฝ้าฟังเรื่องให้แน่ชัดเสียก่อนจึงค่อยเคลื่อนกำลังเข้าไป”

ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยจึงเขียนหนังสือกราบทูลมีความว่า

“ข้าพเจ้าได้ทราบว่าซึ่งใต้ฟ้าต้องจลาจลวุ่นวายไม่เป็นปกติ ทั้งนี้ เนื่องด้วยเตียว เหยียง ขันทีชาววังกับพวก กระทำการละเมิดกฎหมายขนบประเพณีเป็นเหตุ ข้าพเจ้าเห็นว่า หากจะโซมน้ำแกงในหม้อมิให้เดือดพล่านนั้น พึงต้องเอาฟืนออกเสีย อันว่าฝีฝักบัวแตกแม้นจะเจ็บสักเท่าไรแต่ก็สามารถเอาชนะพิษไข้ได้

ข้าพเจ้ากล้าที่จะตีม้าล่อยาตราทัพเข้าสู่ พระนคร แลจะขอล้างเตียวเหยียงกับพวกให้สิ้น เพื่อให้ราชอาณาจักรและใต้ฟ้ามีความร่มเย็นเป็นสุขสืบไป”

ครั้นโฮจิ๋นได้รับหนังสือของตั๋งโต๊ะจึงเรียกขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงมาปรึกษาพร้อมกัน ฝ่ายแตะถ้าย เจ้ากรมพระธรรมนูญออกความเห็นว่า “สัญชาติตั๋งโต๊ะเป็นดั่งหมาป่าขืนปล่อยให้เข้ามาในเมืองหลวงจักต้องกินคนทั้งปวงเป็นแน่แท้”

โฮจิ๋นโต้ว่า “ท่านหวาดระแวงเกินไป อย่างนี้แล้วจะทำการใหญ่อย่างไรได้”

โลติดก็ทัดทานว่า “อันตั๋งโต๊ะนั้นหน้าเป็นพระแต่ใจเป็นหมาป่า ถ้าขืนให้เข้ามาถึงเมืองหลวงจะเกิดเหตุใหญ่ ต้องห้ามไว้อย่าให้เข้ามาเป็นอันขาด หาไม่จะยุ่งยากภายหลังอย่างแน่ๆ”

โฮจิ๋นหาฟังไม่ สั่งปลดแตะถ้ายและโลติดออกจากราชการ ครั้งนั้นขุนนางผู้ใหญ่กว่าครึ่งถูกปลดด้วยสาเหตุเดียวกันนี้

เมื่อนำสำนวนเรียบเรียง เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาวางเรียงเคียงเปรียบกับสำนวนใหม่
วรรณไว พัธโนทัย

เห็นจุด “ต่าง”

ไม่เพียงในรายละเอียดของหนังสือที่ส่งถึงราชสำนัก หากแต่ยังอยู่ที่ถ้อยโวหารในเชิงอุปมาอุปมัย

จำเป็นต้องหยิบสำนวน พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช มาอ่าน

หลี่หรู (ลิยู) ลูกเขยต่งจั๋ว (ตั๋งโต๊ะ) ว่า “โองการยังดูคลุมเครือ ควรมีหนังสือไปขอโองการที่ชัดเจนจึงจะถูกต้องทำนองคลองธรรม”

ต่งจั๋วดีใจทำหนังสือกราบทูลว่า

“อาณาประชาราษฎร์ได้รับความเดือดร้อนจากขันที จางร่าง (เตียวเหยียง) และพวก ข้าพระองค์ว่า การตักน้ำเดือดออกจากหม้อมิสู้เอาฟืนออก เอาหัวฝีออกแม้เจ็บปวดดีกว่าเก็บไว้ให้เป็นพิษ

ข้าพระพุทธเจ้าขอนำทัพเข้าลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง) เพื่อกำจัดจางร่างและพวกเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและราชวงศ์”

เหอจิ้นนำหนังสือของต่งจั๋วให้พวกขุนนางดู

เจิ้งไท่ (แตะถ้าย) ทัดทานว่า “เจ้าหมาไนต่งจั๋ว ถ้าให้มันเข้าเมืองมันจะกินคน”

เหอจิ้นว่า “เจ้าคนขี้ระแวงไม่อาจจะทำการใหญ่ได้”

หลูจื๋อ (โลติด) กล่าวทัดทานว่า “ข้ารู้จักต่งจั๋วดี เบื้องหน้าดี แต่ใจโหดร้าย ถ้ามันได้เข้าในราชสำนักจะเกิดภัยพิบัติแน่นอน”

เหอจิ้นไม่ฟังคำของเจิ้งไท่และหลูจื๋อ

ทั้งสองจึงขอลาออก ขุนนางทั้งหลายลาออกตามเป็นครึ่ง เหอจิ้นส่งคนไปรับต่งจั๋วที่เหมียนฉือ

ต่งจั๋วก็ตั้งกองทหารอยู่ที่นั่น

ท่าทีของหลอกว้านจงเมื่อเขียนถึงตั๋งโต๊ะก็ดำเนินไปในท่าทีอย่างเดียวกันกับเมื่อเขียนถึงโฮจิ๋น
นั่นคือ มองในแง่ “ลบ”

นั่นย่อมเป็นไปตามสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นไปตามทิศทางและแนวโน้มทางสังคม

ดังที่ สังข์ พัธโนทัย ฟันธงว่า โฮจิ๋นเป็น “คนทึ่ม”

ดังที่ “จิวล่ง” เมื่อเรียบเรียงเรื่องราวของตั๋งโต๊ะในหนังสือ “ทรชนในสามก๊ก” ก็ดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา

สะท้อนให้เห็นว่าเป็น “ตัวร้าย” ตั้งแต่เปิดตัว

เช่นเดียวกับเส้นทางของโฮจิ๋นแม้จะเป็นถึง ท่านโหว (พระยา) แม้จะอยู่ในตำแหน่ง “มหาเสนาบดี”

แต่ก็มี “จุดจบ” ไม่งดงามเท่าใดนัก