หน้าแรก บทความ ศรัทธาของคนไท...

ศรัทธาของคนไทยในพระพุทธศาสนา

29.08.25 | 13:00 น.

ถ้ เราฟังข่าวสารทุกวันนี้เรื่องที่พระภิกษุสงฆ์ในวัดที่มีชื่อเสียงต่างๆ มีเงินส่วนตัวมากแค่ไหน และใช้เงินอย่างไร เราคงจะกังวลว่าศรัทธาคนไทยในพระพุทธศาสนาจะยังแข็งแรงอยู่ไหม เพราะมีข่าวด้านลบต่างๆ เกี่ยวกับวงการศาสนาที่ออกมาแทบทุกวันอาจทำให้ศรัทธาของคนไทยในการทำนุบำรุงพระศาสนาลดลง ถึงกับมีคนคิดว่าอาจจะต้องมีเงินเดือนให้กับพระสงฆ์เพื่อสืบทอดพระศาสนาต่อไป

วัดอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชนโดยแท้ ถึงจะมีพระที่มีสมณศักดิ์ได้เงินเดือนแต่ก็น้อยมาก ผู้เขียนเคยให้นักศึกษาทำการวิจัยในหมู่บ้านชนบทที่ไม่ร่ำรวยในภาคเหนือตอนบนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วพบว่า ชาวบ้านทำบุญตักบาตรทุกวัน และหิ้วปิ่นโตไปเลี้ยงพระ อีกทั้งยังพยายามหาเงินเข้าวัดโดยหาคหบดีคนนอกเข้ามาบริจาคโดยการทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เพื่อหาเงินมาทำนุบำรุง ปีหนึ่งเกือบ 200,000 บาท ทั้งๆ ที่วัดเป็นวัดธรรมดาไม่ใช่วัดมีชื่อเสียง มีพระอยู่แค่ 4-5 รูป เมื่อหลายสิบปีมาแล้วเงินจำนวนนี้ก็นับว่าเป็นเงินมากโขอยู่ เพราะชาวบ้านก็เป็นเกษตรกรเกือบทั้งหมด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2560 ก็ปรากฏว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรได้รับเงินบริจาคถึงปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท เงินนี้ไม่นับค่าใช้จ่ายของฆราวาสที่ไปทำบุญตักบาตร รวมทั้งใส่ซองในการนิมนต์พระเพื่อมาปฏิบัติกิจต่างๆ เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน
งานศพ ส่วนวัดดังๆ ก็ยังสามารถทำพิธีห่มผ้า เปิดให้เช่าวัตถุมงคลต่างๆ สร้างรายได้ได้อีกมาก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าพุทธพานิชย์ในแวดวงศาสนา

ยิ่งสังคมมีความเสี่ยงมากขึ้น ประชาชนก็ยิ่งต้องการที่พึ่งมากขึ้น วัดสายมูจึงยิ่งมีคนเข้าหามากขึ้น เป็นโอกาสให้พุทธพาณิชย์รุ่งเรืองขึ้น พุทธพาณิชย์วันนี้แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรก จะทำมาหากินกับความเชื่อ การแก้บน ซึ่งมาในลักษณะของการขายดอกไม้ ไข่ หรืออย่างอื่นก็แล้วแต่ว่าจะบนบานศาลกล่าวด้วยอะไร อีกทั้งวัตถุมงคลต่างๆ รวมทั้งการทำบุญในพิธีกรรมในวันที่เกิดคราส หรือวันโลกาวินาศที่โหราจารย์ต่างๆ ทำนายไว้ กลุ่มที่ 2 จะมาในลักษณะของวัดท่องเที่ยว กลุ่มหลังนี้จะมีลักษณะของการสร้างวัดที่มีการลงทุนมาก วัดจะมีลักษณะสวยงาม บางวัดก็ลงทุนกันเป็นพันล้านทำให้เป็นจุดเช็กอิน ยิ่งนักท่องเที่ยวเป็นชาวเอเชียและเป็นพุทธศาสนิกชนก็ยิ่งทำให้สามารถขายดอกไม้ธูปเทียน เติมน้ำมันตะเกียงได้อีก รวมทั้งได้เงินบริจาคด้วย ในยุคที่คนจีนเฟื่องฟูก็จะมีทัวร์พาคนจีนเข้าไปในวัดทำพิธีกรรมต่างๆ ถึงกับมีคนหัวใสไปร่วมลงทุนกับวัด (จะเป็นเจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรก็แล้วแต่) แล้วแบ่งเงินจากกิจกรรมท่องเที่ยวกันคนละครึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้นยังไปเอาวัดร้างมาปรับปรุงใหม่ให้เป็นที่น่าชม ซึ่งในเรื่องนี้ก็น่าดีใจตรงที่การสืบทอดศาสนาในทางวัตถุให้เป็นไปอย่างโอฬาริก ในวัดดังด้านการท่องเที่ยว ถ้าเราลองเดินเข้าไปแล้วอาจหาพระภิกษุไม่พบแม้แต่รูปเดียว มีแต่นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเต็มไปหมด ทำให้หน้าที่ของวัดในการเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ เป็นพื้นที่ผ่อนคลายทางใจ และสร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนลดลง แต่วัดดังอาจกลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น มีสถิติที่น่าสนใจว่าในปี 2566 ประเทศไทยมีวัดทั้งสิ้นกว่า 43,000 แห่ง อย่างไรก็ดี พระไทยมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วถึง 80,000 รูปใน 5 ปีที่ผ่านมา แต่มีวัดที่สร้างขึ้นใหม่ถึง 1,300 แห่ง

ถ้าถามว่าพุทธพาณิชย์เสียหายไหม คำตอบในเบื้องต้นก็น่าจะบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเพียงทำเพื่อให้คึกคักครึกครื้น กระตุ้นให้เศรษฐกิจหมุนเวียน ตราบเท่าที่ไม่มีการหลอกลวง เช่น เปิดให้บูชาพระพุทธรูปชุบทอง แต่โฆษณาว่าเป็นทองแท้ทั้งองค์ หรือขายวัตถุมงคลปลอมโดยหลอกว่าได้ผ่านพิธีกรรมปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ราคาที่เรียกมักเป็นราคาตามศรัทธาไม่ใช่ราคาตามต้นทุน ดังนั้น จะไปต่อว่าคนขายไม่ได้เพราะคนซื้อเขายินยอมซื้อตามศรัทธา ราคาพระเครื่องดังๆ ที่เป็นแสน เป็นล้าน ก็ล้วนแต่เป็นราคาตามศรัทธากันทั้งนั้น

Advertisement

บทบาทของวัดที่ลดลงจากฐานะพื้นที่ที่ 3 คือ วัดไม่ได้เป็นพื้นที่ของส่วนรวมของสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้นน่ากังวลกว่าในระยะยาว แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่เข้าวัดอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่เดินเข้าร้านกาแฟเพื่อเป็นที่พบปะกันมากกว่าพบกันที่วัด ไม่ได้อาศัยวัดในการเป็นพื้นที่ที่ 3 อีกต่อไป แล้วในอนาคตจะมีใครมาบำรุงรักษาวัด

ก ระแสในสื่อโซเชียลที่มีมุมมองทางลบต่อวัดที่สูงขึ้นในช่วงที่มีข่าวเชิงลบในวงการสงฆ์ทำให้เกิดความไม่ศรัทธาต่อศาสนาสูงขึ้นแน่นอน คนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะเลิกทำบุญกับวัด แต่กระแสนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้น จากการศึกษาของวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และคณะ ในปี 2563 พบว่า ความเชื่อเกี่ยวกับบุญบาปและชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งทำให้เป็นที่มาของการทำบุญทำทานของคนไทยแตกต่างกันมากระหว่างคนรุ่นต่างๆ ในรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ประมาณร้อยละ 15-18 ไม่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าคนที่สมบูรณ์และร่ำรวยในชาตินี้ เพราะชาติที่แล้วทำบุญไว้มาก แต่พอมาถึงเจนวายมีอัตราไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 28-31 และกลุ่มเจนวายนี้มักจะทำทานให้คนมากกว่าทำบุญให้แก่ศาสนา นอกจากงานบวช งานศพ และงานแต่งงานแล้ว ร้อยละ 25 ของคนรุ่นเจนวายก็ไม่เคยร่วมกิจกรรมอย่างอื่นกับวัดเลย คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานคนมีฐานะในกรุงเทพฯ ก็ยิ่งสนใจที่ลงทุนและหาธุรกิจเพื่อสังคมมาทำมากกว่าบริจาคให้วัด ในอนาคตอาจจะมีฌาปนสถานของเอกชนซึ่งอยู่ในที่ที่มีรถไฟฟ้าและมีบริการสวดของ AI ซึ่งอาจจะร้องเป็นเพลงโดยเสียงที่เหมือนนักร้องชื่อดังเข้ามาแข่งขันกับวัดอีกด้วย รายได้หลักของวัดก็จะหายไป อนาคตของวัดที่มีตั้ง 40,000 กว่าแห่งจึงเป็นเรื่องที่มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธศาสนาควรให้ความสนใจว่าจะจัดการอย่างไรในอนาคต

หากจะถามว่าในอนาคตคนไทยจะไม่มีศาสนาแล้วหรือไม่ คำตอบก็คงคิดว่ายังคงอีกนานมากกว่าจะถึงวันนั้น แม้แนวโน้มของผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือเป็นผู้ไร้ศาสนาจะมีแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ เช่น ในปี 2017 ประเทศจีนมีผู้ประกาศว่าตนเองเป็นผู้ไร้ศาสนาถึง ร้อยละ 67 ญี่ปุ่นร้อยละ 29 เกาหลีใต้ร้อยละ 23 แต่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นผู้ไร้ศาสนาแค่ ร้อยละ 1 (ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์, 2563)

พระธรรมที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีวันที่จะเสื่อมสลายไปเพราะอยู่ในจิตใจของชาวพุทธอยู่แล้ว ทุกวันนี้ชาวพุทธจำนวนมากก็อาจจะไม่ได้เข้าวัดมากนัก แต่อนาคตของวัดและของพระภิกษุสงฆ์ก็ล้วนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของปัจเจกสงฆ์และการกำกับของสังคมและของราชการ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจะต้องศึกษารากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้น และควรมีการสังคายนาปัญหานี้อย่างเป็นระบบเพื่อความมั่นคงของศาสนาพุทธในประเทศไทยต่อไป