นโยบาย American First ของทรัมป์: การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเมืองในตะวันออกกลาง
ภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกด้วยหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งและผลประโยชน์ระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน เป็นที่ทราบกันดีว่า ตะวันออกกลางเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในขณะเดียวกัน การควบคุมและเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายหลักของมหาอำนาจโลกมาโดยตลอด รวมทั้งบทบาทของกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน หรือ โอเปค (OPEC) ในการกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานในบริบทเศรษฐกิจโลกทั้งหมด
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และใน ค.ศ.2017 การมาถึงของโดนัลด์ ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สร้างความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นโยบายต่างประเทศของเขาไม่ได้ยึดติดกับแนวทางดั้งเดิม แต่กลับเน้นหลักการ “America First” ถือเป็นนโยบายที่ค่อนข้างสุดโต่ง โดยที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสหรัฐเหนือสิ่งอื่นใด อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญในภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง
ทรัมป์ 2.0 กับเศรษฐกิจเชิงรุกครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
การเข้ามาของทรัมป์ได้ทำลายความสมดุลทางการเมืองแบบเดิมในตะวันออกกลาง และสร้างระเบียบใหม่ที่เน้นความร่วมมือระหว่างประเทศที่เคยเป็นศัตรูกัน เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมอย่างอิหร่าน หรือแม้แต่การที่ผู้นำสหรัฐได้มีโอกาสได้พบปะกับผู้นำซีเรีย รวมถึงมีการส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งก็ทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐนั้นมีความซับซ้อนและคาดเดาได้ยากขึ้นกว่าเดิม
American First: การใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทางการทูต
นโยบาย “America First” ของทรัมป์ยังคงเป็นหลักการสำคัญ โดยเน้นไปที่การดึงดูดการลงทุนเข้าสู่สหรัฐ และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดต่อสหรัฐ ทั้งในด้านการสร้างงาน การลดการขาดดุลการค้า และการทำให้สหรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ทรัมป์กับมิติเศรษฐกิจในตะวันออกกลางนั้น นโยบายต่างประเทศของทรัมป์นั้นใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างพันธมิตรและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจและธุรกิจขนาดใหญ่เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐ ทรัมป์มองว่าประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะชาติในกลุ่มอ่าวอาหรับ เป็นแหล่งเงินทุนที่มหาศาล เขาจึงพยายามเจรจาเพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศเหล่านี้เข้าสู่สหรัฐ ด้วยการทำข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายฉบับ
ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เดินทางเยือนตะวันออกกลางโดยกำหนดเยือน 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และกาตาร์ นับเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 โดยประเด็นหารือหลัก คือ โอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความมั่นคง จนตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์เลือกเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเป็นชาติแรกในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมปกติที่ประธานาธิบดีสหรัฐมักเยือนสหราชอาณาจักรเป็นชาติแรก ตามด้วยแคนาดา และเม็กซิโก เป็นชาติที่ 2 และชาติที่ 3 ก่อนเดินทางเยือนชาติอื่นๆ การเดินทางไปเยือนตะวันออกกลางในครั้งนี้ ทรัมป์ได้มีการทำข้อตกลงการค้าการลงทุนกับซาอุดีอาระเบีย มีมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย
สำหรับการเดินทางไปเยือนกาตาร์ของทรัมป์นั้น ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ไปเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ โดยมีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ มูลค่าอย่างน้อย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญ คือ ข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินระหว่างสายการบิน Qatar Airways และบริษัท Boeing ของสหรัฐ ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อเครื่องบินเจ็ตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Boeing อีกด้วย
ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีการทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามีมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และ chips หรือเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น
ทรัมป์กับยุทธศาสตร์การเมือง ความมั่นคงรูปแบบใหม่ในตะวันออกกลาง
นโยบายทางการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์ ในตะวันออกกลางมีลักษณะที่แตกต่างไปจากประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนๆ อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “America First” ถือเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ของทรัมป์ ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของสหรัฐเหนือสิ่งอื่นใด เขาเชื่อว่าสหรัฐได้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางมากเกินไปและใช้ทรัพยากรไปอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ดังนั้น เขาจึงพยายามลดการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในภูมิภาค และเรียกร้องให้พันธมิตรในตะวันออกกลางรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การถอนทหารออกจากซีเรียและอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นการพลิกนโยบายต่างประเทศแบบเดิมของสหรัฐ ที่มักจะเข้ามามีบทบาทในสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาคนี้
จากการเดินทางเยือนตะวันออกกลางของทรัมป์นั้น นอกจากเป้าหมายในการบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจฉบับสำคัญๆ แล้ว ยังมีนัยสำคัญต่อการเมือง ความมั่นคงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซีเรียและซาอุดีอาระเบีย มุมมองที่แข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่าน รวมถึงความสัมพันธ์ต่ออิสราเอลและฉนวนกาซา
การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรีย นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อซีเรียสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “America First” อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้านี้อย่างมาก โดยเน้นการลดบทบาททางทหารของสหรัฐ และการให้ความสำคัญกับการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายมากกว่าการพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครองในซีเรีย เช่น การประกาศถอนทหารสหรัฐจำนวนกว่า 2,000 นาย ออกจากซีเรียในปลายปี ค.ศ.2018 และอีกครั้งในเดือนตุลาคม ค.ศ.2019 ทรัมป์เคยประกาศว่าเป้าหมายหลักของเขาในซีเรียคือ การทำลาย ISIS ให้สิ้นซาก โดยการสังหารผู้นำสูงสุดของกลุ่มอย่าง อาบู บักร์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ใน ค.ศ.2019 อย่างไรก็ตาม การถอนทหารของสหรัฐได้สร้างความกังวลว่า ISIS อาจกลับมาฟื้นคืนชีพได้อีกครั้งในซีเรีย เนื่องจากไม่มีกองกำลังนานาชาติคอยควบคุมอีกต่อไป ซึ่งการกระทำของเขาดังกล่าวได้สร้างความผันผวนและเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจในซีเรียเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ล่มสลายไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มต่อต้านที่นำโดย อาบู โมฮัมหมัด อัล-โจลานี (Abu Mohammed al-Jolani) ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง รวมทั้งการที่ทรัมป์เดินทางไปเยือนสามประเทศในตะวันออกกลางเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น นำมาสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมานานกว่าทศวรรษ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.2025 ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียรวมถึงการยกเลิกการขึ้นบัญชีก่อการร้ายต่อกลุ่มฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (Hayat Tahrir al-Sham) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่โค่นล้มรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีซีเรียบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเคยเป็นเครือข่ายอัลกออิดะห์ในซีเรีย
การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย ความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับซาอุดีอาระเบียถือเป็นหนึ่งในแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของเขาในตะวันออกกลาง ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนๆ อย่างชัดเจน โดยเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านศัตรูร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับซาอุดีอาระเบียเป็นภาพสะท้อนของนโยบาย “America First” ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มากกว่าค่านิยมด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยที่สหรัฐไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทางการเมืองในประเทศของซาอุฯ ที่ยังคงเป็นประเทศอำนาจนิยมและปิดกั้นเสรีภาพ
มุมมองที่แข็งกร้าวต่ออิหร่าน ทรัมป์มีนโยบายที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านอย่างชัดเจน โดยมองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามหลักในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างเช่น การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ทรัมป์มองว่าข้อตกลงที่ทำไว้ในสมัยรัฐบาลโอบามานั้นอ่อนแอเกินไป เขาจึงถอนตัวออกใน ค.ศ.2018 และใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อกดดันอิหร่านใน ค.ศ.2020 ทรัมป์สั่งการให้สังหารนายพลสุไลมานี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน รวมถึงการที่อิหร่านสนับสนุนกองกำลังฮามาสในชนวนกาซา ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดอย่างหนัก ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.2025 ทรัมป์ใช้คำพูดที่แข็งกร้าวและกล่าวเตือนอิหร่านอย่างรุนแรง เขากล่าวว่า เขาจะ “พิจารณา” โจมตีอิหร่านอีกครั้งอย่างแน่นอน หากหน่วยข่าวกรองสหรัฐระบุว่าอิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ในระดับที่น่ากังวล
ความสัมพันธ์ต่ออิสราเอลและฉนวนกาซา ในช่วงแรก นโยบายของทรัมป์ต่ออิสราเอลเป็นการให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับประเทศในภูมิภาคเพื่อต่อต้านอิหร่าน และเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากแนวทางการทูตแบบดั้งเดิม เช่น การสนับสนุนทางการทหารอย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจกระบวนการสันติภาพกับปาเลสไตน์ในรูปแบบเดิม การประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และย้ายสถานทูตสหรัฐจากเทลอาวีฟมาตั้งอยู่ที่เยรูซาเลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ใน ค.ศ.2020 ถือเป็นความสำเร็จด้านการทูตที่สำคัญของทรัมป์ โดยมีการเจรจาให้หลายประเทศอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ซูดาน และโมร็อกโก ยอมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลางในการเจรจา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวล้วนสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวปาเลสไตน์และโลกอาหรับ
จุดยืนของทรัมป์ต่อฉนวนกาซา คือ การสนับสนุนอิสราเอลแบบไม่มีเงื่อนไข โดยมองว่า ฮามาส (Hamas) คือศัตรูที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก และเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านมนุษยธรรมหรือการสร้างรัฐปาเลสไตน์ในรูปแบบสองรัฐ แต่จะใช้มาตรการเชิงรุกที่รุนแรงเพื่อกดดันฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในฉนวนกาซา โดยเฉพาะกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจรวมถึงการคว่ำบาตรที่รุนแรงกว่าเดิมต่อประเทศหรือกลุ่มที่สนับสนุนฮามาส เพื่อบีบให้ยุติความขัดแย้งให้ได้ตามเป้าหมายของเขาและสิ้นสุดโดยเร็วที่สุด
จากการเดินทางเยือนตะวันออกกลางของทรัมป์ครั้งนี้ เขาไม่ได้ไปเยือนอิสราเอล จนถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ กับรัฐบาลของอิสราเอลที่นำโดยประธานาธิบดี เบนจามิน เนทันยาฮู ในขณะที่อิสราเอลคว่ำข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.2025 และยังคงวางแผนเดินหน้าโจมตีกาซาได้ด้วยการปิดกั้นการช่วยเหลือจนเสี่ยงจะเกิดภาวะอดอยาก และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดเผยว่า อิสราเอลได้ตอบรับเงื่อนไขที่จำเป็นในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน เพื่อยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสตอบรับข้อตกลง ในขณะที่อิสราเอลเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด เพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว
กล่าวโดยสรุป ยุทธศาสตร์ 2.0 ของทรัมป์ต่อตะวันออกกลาง คือการนำหลักการเดิมที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ให้เข้มข้นขึ้น โดยเน้นการสร้าง “ระเบียบใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์สูงสุดให้กับสหรัฐ (America First) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันการเมืองจะถูกใช้เพื่อสร้างแนวร่วมที่ชัดเจนระหว่างสหรัฐ, อิสราเอล และกลุ่มประเทศอาหรับเพื่อปิดล้อมอิหร่าน และดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและความพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทำให้ยุทธศาสตร์นี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอาจนำมาซึ่งความผันผวนครั้งใหม่ในภูมิภาคในอนาคต
สุจิตรตรา ฤทธิ์สกุลชัย
สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

