เอสเอ็มอีไทยฝ่าพายุภาษีทรัมป์
รัฐบาลต้องอัดยาแรงช่วย
ฝุ่นตลบยังไม่จาง สำหรับประเด็น Reciprocal Tariff ที่ทางสหรัฐอเมริกาทยอยเปิดตัวเลขออกมาทำให้แต่ละประเทศนั่งกันไม่ติด เฝ้าลุ้นกับอัตราภาษีดังกล่าวยิ่งกว่าลุ้นหวยรางวัล เพราะว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การแข่งขันและซัพพลายเชน ที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกไม่ว่าจะหาทางแก้เกมกันอย่างไร
ประเทศไทย และทั่วโลกต่างก็โดนฟาดไปเต็มๆ กับภาษีศุลกากร ที่ประเทศสหรัฐใช้เป็น “อำนาจในการต่อรอง” เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่นับวันเริ่มถดถอย เมื่อเปรียบเทียบกับจีน รวมทั้งการแก้เกมการขาดดุลการค้า ขาดดุลการคลัง และการลดภาระดอกเบี้ยที่สหรัฐจะต้องจ่ายในแต่ละปี
ความวัวไม่ทันจะหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อกัมพูชาเปิดฉากระดมยิงกระสุนปืนใหญ่เต็มอัตรา หลายหมู่บ้าน โรงพยาบาล และพลเรือนชาวไทยกลายเป็นเป้าโจมตีทันที โดยเฉพาะเขตจังหวัดแนวชายแดนกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เหตุการณ์ครั้งนี้ ปิดฉากความสัมพันธ์ทางการทูตทันที
เอาเป็นว่า รอบนี้หนักที่สุดในรอบ 75 ปี เผลอๆ มีแนวโน้มลากยาวไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี กว่าจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กันใหม่ได้ และเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนประเมินว่า วิกฤตครั้งนี้ทำไทยปิดด่านทั้งหมดแบบ “ปิดตาย” ฉุดการค้าดิ่งวูบวันละประมาณ 500 ล้านบาท
เมื่อประเด็น “ความมั่นคงของประเทศชาติ” และ “เกียรติภูมิของประเทศไทย” ต้องมาก่อน การค้าชายแดน ซึ่งแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาถือว่ายังอยู่ในระดับที่น้อยมาก เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทยอย่างเช่น มาเลเซียที่มีมูลค่าการค้าชายแดนกับไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเมียนมาและลาว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจพื้นที่ชายขอบและปากท้องของชาวบ้าน
ทั้งหมดนี้ ย่อมกระทบต่อการค้าการลงทุนและธุรกิจในทุกขนาดไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ แต่จะเจ็บตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และการรับมือในแต่ละสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในห้วงเวลานี้
คำถามที่ตามมาอย่างหนึ่งคือ แล้วประเทศไทยล่ะ รัฐบาลมีความพร้อมและมาตรการรองรับมากน้อยแค่ไหนในการรับมือ ทั้งเรื่องการปะทะกันที่แนวชายแดน รวมไปถึงอัตราภาษี Reciprocal Tariff ที่สหรัฐหั่นลงมาอยู่ที่ 19% จากระดับ 36% ซึ่งอยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับประเทศอาเซียนที่ถือว่ามาแรง เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ที่ผ่านมา ผมเองก็พยายามสะท้อนเสียงให้กับเอสเอ็มอี และเสนอรัฐบาลให้เร่งตั้งกองทุนสนับสนุนเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อกิจการและการค้าได้จริง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องออกแรงช่วยในการผลักดันให้สถาบันการเงินไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ สนับสนุนเงินทุนให้ง่ายขึ้น เพิ่มวงเงินกู้ ลดเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อปั๊มลมเข้าไปช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีเสียก่อน
หากไม่เร่งดำเนินการกลุ่มเอสเอ็มอีไทย ที่อยู่ในห่วงโซ่ซัพพลายเชนในตลาดโลกท่ามกลางพายุการแข่งขันรุนแรง ก็คงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้ ดีไม่ดีปีนี้ ปีหน้าจะได้เห็นการปิดกิจการเพิ่มขึ้น ลดคนงาน ส่งผลให้คนตกงานอีกเป็นจำนวนมาก
ทว่าสิ่งที่พยายามผลักดันและสะท้อนไปยังรัฐบาลก็ยังไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร รัฐบาลต้องเร่งเครื่องในจังหวะนี้พลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอีกครั้งผ่านมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผมเองก็มีข้อเสนอแนะต่อกลุ่มเอสเอ็มอีให้เร่งแก้เกมโดยเร็ววัน…
ในระยะสั้นกลุ่มเอสเอ็มอีไทยจะต้องก้าวให้พ้นการเปลี่ยนผ่านในระยะข้างหน้า ได้แก่การแข่งขันด้านราคาสินค้า ที่มีแนวโน้มว่าสินค้าที่ไทยส่งออกและสินค้าที่ขายในประเทศ จะต้องแข่งขันกันกับสินค้าที่รัฐบาลไทยภายใต้ Team Thailand ไปเจรจาเปิดตลาดนำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบกลุ่มที่มี Margin ต่ำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางออกของเกมนี้ ต้องอาศัย Local Content เพื่อลดความเสี่ยง “ภาษี Transshipment” รวมถึงบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนพิธีการศุลกากร และการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศ การช่วยประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมอย่างจริงจัง ทั้งภายในและต่างประเทศ
“ที่ผ่านมาผมก็ได้พูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับ Local content ที่ ส.อ.ท.ได้รณรงค์ผ่านโครงการ Made in Thailand (MiT) มาโดยตลอด ถือว่าเป็นโชคดีขั้นแรกที่ประเทศเองสามารถระบุถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ยังไม่มีการแสดงถึงที่มาที่ไปของ Local content ที่ชัดเจน”
ระยะยาว กลุ่มเอสเอ็มอีจะต้องอาศัยจังหวะ ชิงความได้เปรียบจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ให้เป็น Wake-up call ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม กำหนด Priority Sectors ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ
ยกระดับกระบวนการผลิตตลอดซัพพลายเชน และอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อเพิ่ม Local content เพิ่ม Productivity ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และยกระดับทักษะแรงงานการจ้างงานของแรงงานไทยในประเทศ แรงงานต่างด้าว และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เอสเอ็มอีไทยจะต้องเจอก็คือ “การย้ายฐานการผลิต” ที่จะเข้ามาจากทั่วโลก ซึ่งจะมาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
นั่นเป็นเพราะไทยเป็นหนึ่งประเทศที่เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของโลก และที่สำคัญไทยตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย ที่ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 4 พันล้านคน เป็นตลาดที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และสร้างโอกาสให้ผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งการค้าได้ด้วย
ผมยังมองบวกอยู่ว่า ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทจากทั่วโลก ที่จะย้ายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาคนี้ ภูมิภาคอาเซียนจะยังเติบโตแข็งแกร่งเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
สัญญาณบวกอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพว่าไทยยังแข็งแกร่งในแง่ฐานผลิตสำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกมีทิศทางดีขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศข้อตกลงด้านภาษีกับหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่ “ปรับลดลง” กว่าที่สหรัฐประกาศเมื่อเดือนเมษายน โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเอเชียและอาเซียน ความกังวลว่าจะมีการย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้านนั้นลดลงไปเยอะ
ประกอบกับล่าสุดทาง International Monetary Fund หรือ IMF ได้ประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2568 โดย IMF ปรับเพิ่มเป็นเติบโต 3% จากเดิม 2.8% แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ประมาณ 3.5% และภูมิภาคที่จะมีการเติบโตเร็วและแรงคือเอเชีย ซึ่งอาเซียนคือหนึ่งในนั้น
ดังนั้น ประเทศไทยทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และกลุ่มเอสเอ็มอีจะต้องเตรียมการสำหรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่รออยู่ข้างหน้าให้พร้อม รับมือการเปลี่ยนแปลงโลกที่แรงและรวดเร็ว
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

