หลังนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกรณีคดีคลิปเสียงการสนทนาของแพทองธาร ชินวัตรกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาด้วยมติ 6ต่อ 3 เสียง ถือเป็นการวางแนวทางบรรทัดฐานของคดีในมาตรา 160 (4) และ (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ครั้งที่ 2 หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ในประเด็นความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรฐานจริยธรรม
โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้วตามมาตรา 170 แล้ว คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะเปลี่ยนสภาพเป็นรักษาการทันที และจะอยู่รักษาการไปจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามมาตรา 168 (1) ของรัฐธรรมนูญฯ
แล้วระหว่างนี้บ้านเมืองจะเดินไปทางไหน ทิศทางไหน ในท่ามกลางสงครามการค้าภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด เป็นคำถามที่ตั้งต่อไป ไหนบอกว่าเจรจาจบแล้วปิดดีลที่ 19 % แล้วไม่ใช่หรือ?
ผมต้องตอบว่า มันจบตามข้อเสนอและสหรัฐอเมริกาเห็นแล้วพอว่ายอมรับได้เลยรีบประกาศอัตราภาษีใหม่จากเดิมที่เคยประกาศไว้ 36% ก็เท่านั้นเอง เพราะกระบวนหลังประกาศแล้วมันต้องใช้เวลาในการคุยในรายละเอียด ว่า เรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง เรื่องนำเข้าหมู คุณจะเอาอย่างไร แล้วเรื่อง Transshipments คุณจะว่าอย่างไร มันยังต้องคุยกันอีกเยอะมากพอประมาณ
ไหนจะเรื่องภายในประเทศวันก่อนผมเห็นข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ ท่านออกอาการฟึดฟัดเข้มแข็งประกาศให้โรงงานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัมนะ ไม่งั้นจะถือเป็นการฝ่าฝืนมติคณะกรรมการบริหารและจัดการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) และไม่งั้นคุณก็จะนำเข้าข้าวสาลีจากอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ในปีหน้าไม่ได้นะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องโอละพ่อมากๆ เพราะวันเดียวกันกับที่นบขพ. มีมติ คือวันเดียวกันกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่อีกนั้นแหละ ที่เรียกโรงงานมาคุยแล้วบอกให้รับซื้อราคาข้าวโพดที่ 9 บาท ต่อกิโล สรุปตัวเลขมันจะควรเท่าไหร่ เกษตรไปทางพาณิชย์ไปทางแบบนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองกระทรวงไม่ได้คุยกันเลย
และเรื่องนี้อย่าลืมว่ารอไม่ได้นะ ช่วงนี้ข้าวโพดเริ่มออกสู่ฤดูกาลผลิต ในพื้นที่ภาคเหนือ กลางตอนบน แถวหล่มสัก เพชรบูรณ์ ออกมาแล้ว เดี๋ยวข้าวโพดทางอีสานออกมายาวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ถ้าราคาไม่ดีแบบนี้เดี๋ยวมันจะยุ่ง
เหตุที่ยุ่งก็เพราะอะไรล่ะ ความจริงแล้วคือโรงงานกำลังรอโควต้านำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อยู่หรือไม่ หรือปิดปรับปรุงโรงงานด้วยเหตุผลกลใดอย่างไรผมไม่อยากจะไปก้าวล่วงนะ แต่อยู่ๆ ราคารับซื้อก็ตกพรวบตั้งแต่ผลผลิตออกในช่วงต้นๆ เดือน เมื่อโรงงานรับซื้อราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งซื้อจากผู้รวบรวม ผู้รวบรวมก็ไปซื้อจากชาวไร่ต่อ แบบนี้ราคามันจะวื่งอยู่ราวๆ 6.30 -6.50 ไม่เกิน 7 ซึ่งเท่าทุนเขาอยู่ไม่ได้ครับ
ไหนจะเรื่องข้าวที่อินเดียออกมาทุบเมื่อวันก่อนเตรียมปล่อยสต็อกข้าว 20 ล้านตัน ยังไม่ปล่อยออกมาแต่ราคาข้าวดิ่งฮวบลงไปแล้ว ยังไม่พอเมื่อเทียบกับข้าวขาวบ้านเราที่ไม่ได้บอกว่าไม่อร่อยนะ อร่อยมาก แต่พอไปขายสู้ต้นทุนเวียดนามเขาไม่ได้ แค่นั้นเองมันเลยทำให้ขายยากแข่งขันยาก
ส่วนตลาดข้าวพรีเมียมไม่ต้องพูดถึงเราครองตลาดอยู่แล้วในตลาดสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง นี่ชอบข้าวหอมมะลิเรามาก ส่วนตลาดข้าวนุ่มถ้าเทียบกับเวียดนามยังแข่งขันไม่ได้ อีกอย่างปัจจุบันเรายังไม่มีมาตรฐานข้าวนุ่มด้วย แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นข้าวนุ่ม ปกติข้าวบ้านเราเป็นข้าวพื้นแข็งไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ถ้ากรมการค้าต่างประเทศรีบออกมาตรฐานมาก็ดีจะได้รู้ว่ามันมีกี่สายพันธุ์ที่ควรส่งเสริมและทำตลาด
ไม่พอเรื่องลำไย ผมเห็นใจนะครับเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ลำไยของเรามีคัดเกรดคัดตั้งแต่ AA, A, B ไปจนถึง C ราคาตอนนี้วิ่งอยู่ประมาณ 6 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนเขา 10-13 กิโลกรัมไม่เกินนี้ 6 บาทนี้ไม่ใช้เกรด C นะแต่คือเกรด A เกรดถัดไปก็ยิ่งตกต่ำลงไปกว่านี้อีก ยังไม่รวมแรงงานกัมพูชาที่กลับบ้านจากความตึงเครียดชายแดนอีก ไม่มีคนเก็บคนตัดลำไย แรงงานชาติอื่นฝืมือก็ไม่เท่าแรงงานกัมพูชาในการตัดผลลำไย คัดเกรด แยกลูกร่วง กลับไปก็ไม่มีคนตัด ราคาตกก็ปล่อยให้หล่นคาต้น เสียกันไปก็มี
มันสำปะหลังเรื่องนี้ก็ต้องพูด เพราะพี่น้องชาวอีสานปลูกเยอะ แถวๆ โคราช อุบลราชธานีนั่นล่ะ เจ้าพ่อโรงแป้งเขาก็อยู่กับแถบๆ นั้น ช่วงนี้ราคาอาจจะดีขึ้นมาหน่อยเพราะราคาข้าวโพดโลกตก ตลาดอย่างจีนก็หันมารับซื้อตัวมันเส้นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ที่ว่าจะปรับปรุงพันธุ์แก้ไขโรคใบด่างนี้ ขอให้รีบทำเพราะตั้งแต่ปี 61 แล้วที่คุยกันเรื่องนี้ก็ยังไม่เห็นคืบหน้าจริงจัง ต้องแก้ปัญหากันทั้งระบบเหมือนกัน
พูดกันมาทั้งหมดนี่คือปัญหาใหญ่ๆ ด้านการเกษตรและการเจรจาฯ ที่จะยังไม่จบ และเป็นปัญหาที่รัฐบาลแพทองธารยังแก้ไขไม่ได้ ยังไม่นับรวมเรื่องอุตสาหกรรม ค่าแรง เรื่องการศึกษา ที่จะต้องหาคนมาทำเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้การคลังให้ดี รวมถึงเรื่องความมั่นคงที่ยังไม่มีรักษาการรมว.กลาโหมแต่มีรักษาการรมช.กลาโหม ปฏิบัติราชการแทนรมว.กลาโหม นี่ต้องแก้และหาผู้นำผู้วางนโยบายมาให้โดยเร็ว เพราะวันนี้ข้าราชการเขารอนโยบาย ขอให้ชัดแล้วก็ทำได้ทันที
นี่คือปัญหาที่รอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลายคนมีความฝัน เพราะมีชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี แต่หารู้ไม่ว่ามีใครบางคนเดินเกมแล้ว ก็เมื่อหลายวันก่อนคุณอนุทิน ชาญวีนกูล ท่านออกโรงไปพบปะถ่ายรูปกับหลายๆ ท่าน แถมยังเข้าบ้านป่าไปทานข้าวหน้าไก่ของลุงป้อม ไม่รู้ว่าเรื่องปกติหรือเรื่องบังเอิญ หรืออะไร แต่ขอทำนายว่าอย่างไรชื่อนี้ก็คือคนในบัญชีนายกฯ จะทำอะไรสังคมก็จับตา ยิ่งแสดงออกมาแบบนี้ อาทิตย์หน้าชื่อคุณอนุทินคงลุ้นชิงดำเป็นแน่
ที่วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายภาพทางการเมืองท่ามกลางข่าวลือทั้งหลายที่เกิดขึ้น คุณชัยเกษม คุณอนุทิน คุณพีระพันธุ์ ก็เป็นตัวเต็งหมดในช่วงนี้ (ภาพอีกสองท่านในการเคลื่อนตัวทางการเมืองยังไม่เห็นเลยยังไม่ได้วิเคราะห์อะไร)
ถึงท้ายนี้หลายคนบอกว่าทศวรรษที่ผ่านมามันสูญหาย แต่วันนี้ผมต้องบอกว่าอย่าให้สองปีหรือสภาฯชุดนี้สูญเปล่า เราเลือกนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาแล้ว ก็ต้องคาดหวังว่าทำให้ได้ แม้จะเปลี่ยนนายกฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังต้องหวัง เพื่อฝันต่อไปว่าต้องการแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจให้เป็นมรรคเป็นผลให้ได้ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผลสุดท้ายคือประคับประคองระบอบประชาธิปไตยและชนะใจคนทุกชนชั้นให้ได้เป็นเพียงพอ

