หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : มัมมี่ลึกลับแห่งซินเจียง

1.09.25 | 11:43 น.
ภาพ-wikimedia commons / Hiroki Ogawa CC BY 3.0

สะพานแห่งกาลเวลา : มัมมี่ลึกลับแห่งซินเจียง


เมื่อปี 1990 ทีมสำรวจทางโบราณคดีคณะหนึ่ง ค้นพบซากศพที่ถูกทำให้อยู่ในสภาพของมัมมี่หลายร้อยศพ ถูกฝังอยู่ในโลงที่มีลักษณะคล้ายๆ เรือ ในพื้นที่ทะเลทรายที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ของเขตปกครองตนเอง ซินเจียง อุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซากเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในภายหลังในชื่อว่า “มัมมี่แห่งแอ่งแทริม” (the Tarim Basin Mummies) หรือแทริม มัมมี่ นั่นเอง

แทริม มัมมี่ ถูกพบอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ กล่าวคือ ชิ้นส่วนของร่างกายยังครบถ้วน เสื้อผ้าก็อยู่ในสภาพดี ทั้งๆ ที่เมื่อตรวจสอบแล้ว มีอายุย้อนหลังไปมากถึงราวๆ 4,000 ปีมาแล้วก็ตาม โครงร่างของใบหน้า และสีผม ยังคงเห็นได้ชัดเจนอย่างน่าทึ่ง เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศแห้งแบบทะเลทรายของท้องที่ดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เกิดการคงสภาพเช่นนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

มัมมี่เหล่านี้ พบอยู่ในโลงศพที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายเรือ หุ้มห่ออยู่ด้วยหนังวัว บริเวณใกล้ลำตัวของศพมีข้าวของต่างๆ ที่ฝังร่วมกับมัมมี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีความเป็นอยู่ของสังคมเกษตรกรรม อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ เนย และยีงมีข้าวของซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการเลี้ยงปศุสัตว์ อย่าง แกะ แพะ และวัวควายรวมอยู่ด้วย

Advertisement

ตัวมัมมี่ มีรูปร่างสูง ศีรษะสวมหมวกที่ดูแล้วเหมือนหมวกขนสัตว์ สวมรองเท้าที่ทำจากหนังสัตว์ มีบางร่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ มีผมสีซีดจาง แตกต่างจากผมสีดำสนิทของผู้คนท้องถิ่นในแถบซินเจียง จนในตอนแรกทีมวิจัยเข้าใจเอาว่า มัมมี่เหล่านี้คือผู้คนที่เดินทางจากดินแดนภายนอกมาปักหลักอยู่ในบริเวณนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการตรวจพิสูจน์เชิงพันธุกรรม ของมัมมี่ที่คงสภาพอยู่ในสภาพดีมากๆ จำนวน 13 ร่าง ก็พบว่ามัมมี่ดังกล่าวนี้ไม่ใช่ศพของผู้คนซึ่งเดินทางมาจากตะวันตกที่เชื่อกันว่าเป็นผู้นำพาเทคโนโลยีในด้านต่างๆ มาสู่ผู้คนในแถบนี้อย่างที่คิดกันไว้ หากแต่เป็นคนในท้องถิ่นซึ่งลงหลักปักฐานอยู่ในบริเวณดังกล่าวมานานแล้ว

ในรายงานผลการศึกษาวิจัย ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ไว้ในวารสารวิชาการ เนเจอร์ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลการพิสูจน์ข้อมูลเชิงพันธุกรรมของมัมมี่เหล่านี้เอาไว้ว่า เป็นซากศพของผู้ตนในยุคบรรพกาลซึ่งมีชีวิตอยู่ในบริเวณริมขอบแอ่งซึ่งเคยเป็นทะเลสาบแห่งนี้ เมื่อราว 1,200-1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ตามหลักฐานทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่า มัมมี่แห่งแทริม คือส่วนหนึ่งของประชากรยุคโบราณที่หายตัวไปจากพื้นที่รอยต่อระหว่างยุโรปกับเอเชียที่เรียกกันว่า ยูเรเซีย ในช่วงใดช่วงหนึ่งหลังยุคน้ำแข็งยุคสุดท้าย เป็นบรรพชนของผู้คนซึ่งกลายเป็นชนพื้นเมืองซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในไซบีเรีย และบางส่วนในอเมริกาในทุกวันนี้

ทีมศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า บรรดามัมมี่เหล่านั้นมีดีเอ็นเอที่คล้ายคลึงกันจนเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้องซึ่งกันและกัน แม้ว่าร่างมัมมี่ของพวกเขาจะถูกฝังอยู่ในจุดที่ห่างกันมากถึง 400 กิโลเมตร คนละฟากฝั่งของแอ่งแทริมก็ตามที นักวิชาการสรุปความว่า ถึงแม้มัมมี่เหล่านี้จะเป็นคนท้องถิ่น และไม่ได้มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเหล่านักเลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่โดยทั่วไปในหุบเขาทั้งหลายในบริเวณใกล้เคียงกันดังกล่าวนั้น ผู้คนที่กลายมาเป็นมัมมี่แห่งแทริมในเวลาต่อมา ก็ไม่ได้แยกอยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีการรับเอาวัฒนธรรมหลายอย่างเข้ามาเป็นวัฒนธรรมของตนเองด้วยเช่นกัน

ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ แม้เมื่อราว 4,000 ปีมาแล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็เริ่มปฏิบัติตามแนวคิดใหม่ๆ และวัฒนธรรมใหม่ๆ ในตอนนั้นกันแล้ว เห็นได้จากการสวมหมวก สวมเสื้อผ้าที่ทอจากขนสัตว์, มีการสร้างระบบชลประทาน, มีการเพาะปลูก ข้าวสาลีและข้าวฟ่าง ซึ่งไม่ใช่พืชพรรณท้องถิ่น มีการเลี้ยงแพะ แกะ เป็นปศุสัตว์ และยังมีวัฒนธรรมการรีดนมปศุสัตว์สำหรับนำมาทำเป็นชีส หรือเนยแข็ง ด้วยอีกต่างหาก

ผลการศึกษาวิจัยหลายๆ ชิ้นต่อมา ยืนยันข้อสันนิษฐานที่ว่า มัมมี่แห่งแอ่งแทริม คือผู้คนซึ่งเคยปักหลักใช้ชีวิตอยู่ตามริมฝั่งของแอ่งดังกล่าว ซึ่งเป็น โอเอซิส หรือแหล่งน้ำสำคัญกลางทะเลทรายทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจีนแห่งนี้ แต่ที่ยังคงเป็นเรื่องลึกลับ และยังไม่มีคำอธิบายที่เหมาะสมก็คือ ทำไมมัมมี่เหล่านี้จึงถูกฝังไว้ใน “เรือ” ที่คลุมด้วยหนังปศุสัตว์ โดยมี “พาย” จัดวางอยู่เคียงข้างกับส่วนศีรษะของมัมมี่

นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัดการศพทำนองดังกล่าวไม่เคยมีการพบเห็นกันในที่อื่นใดในภูมิภาคใกล้เคียงกันนี้ และเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นพฤติกรรมการจัดการซากศพที่เชื่อมโยงกับกลุ่มคนโบราณอีกฟากหนึ่งของโลก ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ พวก “ไวกิ้ง” นั่นเอง

จากหลักฐานทางโบราณคดี แสดงให้เห็นว่าชนเผ่าลึกลับกลุ่มนี้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่บริเวณแอ่งแทริมอยู่ช่วงใหญ่ช่วงหนึ่งมาก่อนหน้า โดยมีบรรพบุรุษแยกต่างหากจากบรรพบุรุษของคนในท้องถิ่นแถบนั้น ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่าพวกเขาคือกลุ่มนักเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อพยพมาจากภูมิภาคทะเลดำทางตอนใต้ของรัสเซีย หรือเอเชียกลาง หรือเป็นกลุ่มเกษตรกรยุคโบราณจากที่ราบสูงในอิหร่านไปในที่สุด

คริสตินา วอร์รินเนอร์ นักบรรพชีวินวิทยาแห่งฮาร์วาร์ด หนึ่งในทีมวิจัยสรุปว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้มัมมี่แห่งแทริมยังคงเป็นชนเผ่าลึกลับอยู่ต่อไป หลังจากที่เคยทำให้ทุกคนพิศวงมาแล้วตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยสภาพร่างที่ยังคงดีเหลือเชื่อ และด้วยวัฒนธรรมที่โดดเด่นและแตกต่างไปจากชนเผ่าอื่นๆ ใกล้เคียงกันนั่นเอง

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์