หน้าแรก บทความ เมื่อวิกฤตขยะ...

เมื่อวิกฤตขยะย้อนกลับมาภูเก็ตอีกครั้ง (ตอน 2)

6.09.25 | 12:26 น.
เมื่อวิกฤตขยะย้อนกลับมาภูเก็ตอีกครั้ง (ตอน 2)

เมื่อวิกฤตขยะย้อนกลับมาภูเก็ตอีกครั้ง (ตอน 2)

“เหตุใดหลังสถานการณ์โควิดปลายปี 2564 อัตราการเพิ่มของปริมาณขยะของจังหวัดภูเก็ตจึงสูงขึ้นอย่างผิดปกติ”

ไม่อาจสรุปถึงสาเหตุได้ชัดเจน เพราะการหาแนวทางแก้ไขหรือวิเคราะห์สาเหตุต่างๆ ของปัญหาขยะต้องมีข้อมูลทั้งปริมาณและองค์ประกอบของขยะตลอดถึงพฤติกรรมของประชากรซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยว ประชากรแฝงในรูปแบบต่างๆ สำหรับจังหวัดภูเก็ต ข้อมูลเหล่านี้ค่อนข้างกระจัดกระจายและไม่เป็นปัจจุบัน แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น ได้รับคำบอกเล่าของผู้ประกอบการโรงแรมว่าจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าปีก่อนๆ แต่กลับพบเห็นอาคารแฟลตและคอนโดมิเนียมทั้งที่มีผู้อยู่อาศัยแล้วและที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างกระจายไปทั่วจังหวัดจำนวนไม่น้อย อาคารหลายแห่งมีผู้อาศัยเป็นชาวต่างชาติ เป็นข้อสงสัยว่าชาวต่างชาติเหล่านี้ได้ถูกนับเป็นนักท่องเที่ยวหรือไม่ นอกจากการอาศัยในลักษณะนี้ยังพบว่าแทบทุกอาคารมีถุงขยะสีดำวางกองจำนวนมากเพื่อรอการจัดเก็บของท้องถิ่น

ภาพและข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเบื้องต้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างทางสังคมของจังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชาวต่างชาติที่อาศัยในแฟลตหรือคอนโดมิเนียม รวมทั้งแรงงานต่างชาติที่กำลังก่อสร้างโครงการต่างๆ ควรได้รับการนิยามให้เป็นประชากรแฝงมากกว่าการเป็นนักท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสถานประกอบการโรงแรม แต่กลับเพิ่มภาระการให้บริการสาธารณะของท้องถิ่น ปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นเกินการคาดการณ์

ปริมาณขยะเกินขีดความสามารถของระบบกำจัดของจังหวัดภูเก็ตจนเป็นวิกฤตครั้งแรกในช่วงปี 2550 เวลานั้นยังคงใช้เตาเผาขนาด 250 ตันต่อวัน จนถึงวิกฤตในปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่สามารถลดปริมาณขยะจากต้นทางหรือแหล่งกำเนิดได้ซึ่งหมายถึงสถานประกอบการและนักท่องเที่ยว แม้ว่าจำนวนประชากรของจังหวัดภูเก็ตหรือที่เรียกว่าประชากรตามทะเบียนราษฎรในรอบ 10 ปี จากปี 2557 ถึงปี 2567 จำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 คน แต่ปริมาณขยะกลับเพิ่มขึ้นจากวันละ 714 เป็น 1,305 ตันหรือเกือบเท่าตัว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นเกิดจากนักท่องเที่ยว เกิดจากจากสถานประกอบการและเกิดจากจากประชากรแฝงทุกรูปแบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ การรณรงค์หรือการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการลดและคัดแยกขยะจากต้นทางหรือแหล่งกำเนิดจะต้องครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยว สถานประกอบการ และประชากรแฝงโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในจังหวัด ไม่ใช่การรณรงค์ซ้ำซากอยู่เพียงชุมชนในแต่ละท้องถิ่น

Advertisement

โครงการโรงแรมสีเขียวหรือ Green Hotel เป็นกลไกที่ได้รับการพัฒนาโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนให้สถานประกอบการประเภทโรงแรมทั้งขนาดเล็กและใหญ่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นอย่างถูกต้องทั้งขยะและน้ำเสีย และคาดหวังว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะ เช่นการลดและคัดแยกขยะรวมไปถึงการบำบัดน้ำเสียเบื้องต้น อีกทั้งจะได้ชักชวนนักท่องเที่ยวที่มาพักได้มีส่วนร่วมในการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น แต่เมื่อดำเนินการโครงการโรงแรมสีเขียวไปได้ระยะหนึ่ง วัตถุประสงค์การเข้าร่วมโครงการกลับเบี่ยงเบนจนเป็นเพียงเครื่องหมายด้านการตลาดสำหรับการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นอันเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2567 จำนวนโรงแรมทั้งเล็กและใหญ่ในจังหวัดภูเก็ตมีถึง 1,890 แห่ง มีห้องพักมากกว่า 101,000 ห้อง หากสถานประกอบการเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจัง ปัญหาขยะของจังหวัดภูเก็ตก็ไม่น่าจะเป็นวิกฤตเช่นในปัจจุบัน

วิกฤตขยะของจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ตอกย้ำความหมายของคำว่า “การจัดการ” ที่ไม่ใช่เพียง “การกำจัด” แม้จะใช้เทคโนโลยีเตาเผา แต่ในที่สุดปัญหาก็เกิดขึ้นอีกซ้ำๆ เพราะการใช้เตาเผาขยะแม้มีข้อดีที่ช่วยให้ขยะหรือเศษเหลือจากการเผา เช่นเถ้าและวัตถุที่ไม่เผาไหม้มีปริมาณน้อยลง ใช้พื้นที่น้อยกว่าวิธีอื่นๆ แต่เตาเผาก็มีข้อจำกัดที่มีขีดความสามารถในการรับปริมาณขยะที่ค่อนข้างตายตัว เมื่อใดที่ปริมาณเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถรองรับได้ ท้องถิ่นก็ต้องเริ่มกระบวนการลงทุนหรือจัดหาการลงทุนครั้งใหม่ที่ยืดเยื้อและยุ่งยาก

คำว่า “การจัดการ” จึงย้อนกลับมาให้ทำความเข้าใจอีกครั้ง นับจากปี 2564 เป็นต้นมาคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะ โดยในการประชุมคณะกรรมการดังกล่าวทุกครั้งจะมีข้อเสนอให้แต่ละท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะสอดคล้องกับนโยบาย “จังหวัดสะอาด” ของกระทรวงมหาดไทย แต่ข้อเสนอเช่นนั้นยังขาดการใช้มาตรการที่จริงจังที่จะทำให้ปริมาณขยะของแต่ละท้องถิ่นลดลงได้จริงๆ จนในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาเทศบาลนครภูเก็ตได้เสนอขอปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมกำจัดขยะจากที่เคยกำหนดไว้ในอัตรา 520 บาทต่อตันตั้งแต่ปี 2552 เป็นอัตรา 720 บาทต่อตัน โดยเทศบาลนครภูเก็ตในฐานะที่รับผิดชอบระบบกำจัดขยะของจังหวัดให้เหตุผลของการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมกำจัดครั้งนี้ว่า “ต้องการให้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้แต่ละท้องถิ่นไปดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายลดปริมาณขยะของตนเองอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น”

การใช้มาตรการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมเช่นนี้จะมีผลให้แต่ละท้องถิ่นเอาจริงเอาจังในการลดปริมาณขยะเพียงใด เป็นหน้าที่ที่คณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดจะต้องติดตามอย่างเข้มข้นและหากจำเป็นก็ต้องปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นอีกสำหรับท้องถิ่นที่ยังคงปล่อยให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นและอาจพิจารณาลดค่าธรรมเนียมให้แก่ท้องถิ่นที่สามารถลดปริมาณขยะลงได้จริง

วิกฤตขยะของจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้เป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่นๆ ศึกษา ทำความเข้าใจ จะเป็นบทเรียนเมื่อต้องประสบกับปัญหาเช่นนี้ การมีระบบกำจัดไม่ว่าจะเป็นเตาเผาหรือเทคโนโลยีใดๆ ไม่ใช่การสิ้นสุดของปัญหาขยะ หน้าที่ของท้องถิ่นและโดยเฉพาะคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดจะต้องติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานของท้องถิ่นหรือกลุ่มท้องถิ่น (Cluster) อย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่นในกรณีของจังหวัดภูเก็ตซึ่งโครงสร้างประชากรและวิถีการบริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเป็นเหตุให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยประมาณการไว้

นอกจากนั้น ท้องถิ่นต้องเข้าใจว่าการที่เอกชนสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการด้านการจัดการขยะของท้องถิ่นก็เพราะโครงการมีรายได้หลักกว่าร้อยละ 80 จากการขายพลังงานไฟฟ้าตามนโยบายสนับสนุนเตาเผาผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือ Waste to Energy ในอัตราพิเศษ จึงทำให้เอกชนเสนอเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดขยะในอัตราที่ต่ำจนเกินไป ส่งผลให้ท้องถิ่นขาดความกระตือรือร้นที่จะลดปริมาณขยะ

นโยบายสนับสนุนเช่นนี้ไม่ใช่นโยบายชั่วนิจนิรันดร์กาล เมื่อใดที่การสนับสนุนดังกล่าวสิ้นสุดลงค่าธรรมเนียมกำจัดขยะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระ