รุ่งเรือง พิทยศิริ : ติดหล่ม และถอยหลังยาว
ผมเว้นว่างจากการเขียนบทความมาร่วมสองเดือน เพราะรู้ว่าความสนใจคนทั่วไปคงมุ่งเรื่องการเมืองเสียมาก จึงคิดว่าจะเขียนอีกครั้งเมื่อมีทิศทางที่ชัดเจน จริงๆแล้วเรื่องที่ผมเตือนทางด้านเศรษฐกิจมาตลอดสองปี มันก็ถูกต้อง เป็นไปตามนั้น พูดไปก็เป็นเรื่องซ้ำเติมกันเป็นแนวคิดเดียวกับอีกหลายๆคน รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ปัญหาของประเทศเราคือ ศักยภาพของเราถอยหลังลงไปเรื่อยๆจริงๆ แม้ว่าจะพอมีโอกาสใช้มาตรการการคลังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเราก็ไม่ได้หยิบฉวยมาใช้ให้เหมาะสม
จริงๆแล้วความเห็นผม ก็เหมือนข้าราชการกระทรวงการคลังทั่วไปคือ เราแทบไม่สามารถจะกู้เงินเพิ่มเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว เพราะทั้งเพดานหนี้ สัดส่วนงบการชำระหนี้มันสูงเหลือเกิน เกินกว่าสถานภาพการเติบโตที่ทำได้เพียงร้อย 1-2 การกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้จริงๆ แทบไม่มีโอกาสล้มเหลวได้เลย แต่เมื่อทำไปแล้ว และคาอยู่ที่โครงการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างเช่นโครงการด้านน้ำทั้งหลาย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ ที่ควรจะต้องเข้าไปแก้ไข ยกเลิกและปรับเปลี่ยน มาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ได้ ที่มีเป้าหมายการเติบโตระยะสั้นที่สูงพอกับดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของอุตสาหกรรมที่มีคุณค่าแต่ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าโลก และภาษีทรัมป์ หรือไปกระตุ้นยังไงที่จะทำให้เกิดการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน หยุดการกระตุ้นที่ภาคการบริโภคทั่วไป เพราะที่ผ่านมามันไม่ได้ติดลบเลย และผู้ได้ประโยชน์ก็เป็นกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ร่ำรวยกันอยู่แล้ว
เงินที่ค้างจะใช้มีมูลค่าประมาณถึง 150,000 ล้านบาท จำได้ไหมครับว่าเงินนี้มาจากเงินนำส่งของสถาบันการเงินให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่แก้ไขให้นำมาใช้ในการทำโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล แต่มายกเลิกในเฟสสุดท้าย จึงควรใช้ในขอบเขตเพื่อพัฒนาศักยภาพของระบบเศรษฐกิจจริงๆ เงินในรูปแบบการกระตุ้นการใช้จ่าย ควรมาจากงบประมาณปกติ ซึ่งผมเองก็ยังงงๆอยู่ว่า เศรษฐกิจเติบโตได้ร้อยละ 1-2 มีสัดส่วนงบชำระหนี้มากถึงร้อยละ 11.2 ของงบประมาณทั้งหมด โดยชำระคืนต้นเงินกู้ร้อยละ 3.5 ชนเพดานเลย (ขยับไม่ได้แล้ว คือต่อไปหนี้ต้องลดลงสถานเดียว) แต่กลับตั้งงบประมาณขาดดุลถึงประมาณร้อยละ 4 ของจีดีพี แค่คิดก็รู้แล้วว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังของประเทศอย่างมาก ซึ่งความเสี่ยงทางการคลังที่ว่านี้ ผมอยากทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า เมื่อก่อนตอนผมยังอยู่ที่กระทรวงการคลัง เรามีระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ประมาณร้อยละ 50 เราถือว่าเรามีสถานการณ์คลังที่ค่อนข้างแข็งแรง เมื่อเทียบกับระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 4-5 แต่ผ่านมาเรื่อยๆ ระดับหนี้ที่ว่าก็เพิ่มขึ้นมาที่ร้อยละ 60 ++ และเราก็มีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง จนกระทั่งจะชนเพดานหนี้สาธารณะ จีดีพีเราก็เริ่มโตลดลง จนมาเจอสถานการณ์โควิด จีดีพีเราก็ผันผวนอย่างรุนแรง คือติดลบมากและต่อเนื่องหลายไตรมาส บวกบ้างภายหลังแต่โดยรวมก็ขาดทุน เพราะตอนติดลบมากสุดถึงร้อยละ 12 ตอนกลับมาบวกเพราะสถานะการผลิตฟื้นฟูตัวเอง ก็บวกเพียงร้อยละ 7 และกลับมาโตน้อยลงมาโดยตลอด เหลือร้อยละ 1-2 หากนับประมาณ 8 ไตรมาสที่ผันผวน เราขาดดุลจีดีพีไปร้อยละ 16 โดยประมาณ
เศรษฐกิจมีความมั่งคั่งหายไปร้อยละ 16 โดยประมาณ เราก็ตั้งงบประมาณขาดดุลเรื่อยมาจากร้อยละ 2 กว่าๆ เป็นมากสุดร้อยละ 5 และโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4 แต่การเติบโตจากเคยโตร้อยละ 4-5 กลับเหลือ 2 กว่าๆ และบางช่วง 1 กว่าๆ ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึงประมาณร้อยละ 65 ในตอนนี้ โดยผ่านการปรับเพดานหนี้สาธารณะมาแล้ว สองครั้ง จนปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 70 แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาหลายรัฐบาล ไม่มีประสิทธิภาพจริงๆ และหากเหลียวหลังไปดูประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ระดับจีดีพีเขาได้กลับไปบวกสะสมแล้ว สามารถชดเชยการขาดดุลในช่วงโควิดที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แต่ของเราหายไป ร้อยละ 16 หากใครมาเป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องคิดอะไรเลิศหรู ระดับหนี้สาธารณะก็คงจะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนชนร้อยละ 70 ผมว่าไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้
ที่ผ่านมาผมไม่รู้ว่าทำไมประเทศไทยถึงโชคร้ายมาโดยตลอด มีแต่เรื่อง ไม่ว่าภัยธรรมชาติ ปัญหาทางการเมือง ตึกถล่ม สถานการณ์ความไม่สงบที่ชายแดน และล่าสุดสงครามย่อมๆกับเขมร หากเทียบกับนานาประเทศ ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ตอนนี้เขามีข่าวที่บวกๆ มากกว่าลบๆ โดยรวมๆเขาสามารถตกลงกรอบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ได้ดีกันทีเดียว เว้นอินเดีย และลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าคาดการณ์ทั้งนั้นโดยเฉพาะในเอเชีย หรือแม้กระทั่งในยุโรป มีการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงโดยเฉพาะ AI ที่เนี่ยวนำเงินลงทุนมหาศาลในแทบทุกอารยประเทศ จนทำให้เกิดการแข่งขันการลดต้นทุนของอุตสาหกรรมกัน แข่งขันการลดต้นทุนของสินค้า ทั้งส่งออกและภายในประเทศ หลายประเทศเขาตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง AI และ Superchips มีภาคเอกชนลงขันกันมากมาย แต่ประเทศเราตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แค่ 10,000 ล้านบาท อยู่ที่ BOI ผ่านมาแล้วกี่ปี ยังหาคนลงทุนไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีเจ้าภาพที่ผลักดันงานจริงๆ และเงื่อนไขไม่น่าสนใจ เรากลับเอาเวลาและเงินส่วนหนึ่งไปทุ่มทำ Softpower ที่มันเติบโตไม่ได้ จับต้องไม่ได้
ประเทศเรา ไม่สามารถพูดถึงการแข่งขันการลดต้นทุนได้เลย บริษัทใหญ่ๆเขาว่ากันเอง เขาก็อยู่ของเขาได้ ส่วนรายขนาดกลางขนาดเล็กก็ต้องดิ้นรนไป กล้ำกลืนฝืนทน และก็โดนประเทศจีนเข้ามาสวมการผลิตในประเทศเรา ไม่ใช่พึ่งทำ ทำมานานแล้ว แต่ประเทศเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ก็ปล่อยให้เขาทำ เขาเข้ามาแย่งขายของให้กับตลาดภายในประเทศ แย่งส่งออกกับผู้ผลิตขนาดกลาง โดยที่เรามองตาปริบๆ เพราะไม่ได้ควบคุมเงื่อนไขการสวมสิทธิ์อย่างเข้มงวดพอ ปล่อยให้การค้าออนไลน์ อยู่ในแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด กินส่วนแบ่งกำไรจากค้าปลีกในประเทศ กี่สิบเปอร์เซ็นต์? นี่ก็พึ่งขึ้นค่าส่วนแบ่งราคาอีกไม่นานมานี้เอง คนไทยเราในภาคค้าปลีก ส่งเงินออกไปให้แพลตฟอร์มออนไลน์เท่าไหร่ และการค้าที่ตัดราคา มันเข้มข้นมากที่ผู้ผลิตจากจีนทั้งนั้น ผมจึงมองไม่ออกว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ดีอย่างไร ในเมื่อการส่งออกภาพใหญ่เราแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้น้อยลง โดยเฉพาะแข่งกับเวียดนาม อินโดนีเซีย มีการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงน้อย แม้ว่ามีบ้างแต่น้อย เช่น ฮาร์ดดิสก์ Optics ทั้งหลาย แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับจีน มาเลเซีย เวียดนาม การส่งออกจึงเป็นเรื่องการแข่งขันทางด้านราคา และค่าเงินเป็นหลัก ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็หายไปเกือบหมด เพราะนักท่องเที่ยวจีนไม่มาแล้ว เพราะเขาไม่พอใจการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ใช่ไหม ทั้งๆที่รัฐบาลเรา หงอกับจีนและสหรัฐมาโดยตลอด งงมากๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
การแข่งขันด้านราคา มันเกิดทั่วโลกครับ มันจำเป็นต้องปรับตัว เราก็ต้องปรับตัวให้ผลิตให้ได้ในราคาใหม่ของโลก ผมเคยซื้อใบมีดโกนหนวดอันละ 30 บาท ตอนนี้ผมซื้อจากช้อปปี้อันละ 1 บาท ลองคิดดูสิครับว่า ราคามันแข่งขันกันขนาดไหน ของในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จะอยู่ลำบากขึ้น ในขณะที่ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่เจอปัญหาเงินเฟ้อจากการขึ้นภาษีศุลกากร ยิ่งเร่งใช้เทคโนโลยีมาช่วยผลิตมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ทำให้เอกชนสามารถคงกำไรสามารถเติบโตได้ต่อไป ทำให้เศรษฐกิจแม้ว่าจะดี แต่จะใช้คนน้อยลง ทำให้การว่างงานเกิดมากขึ้น นี่ตัวเลขการว่างงานที่ประกาศเมื่อวันที่ 5 กันยายน สูงถึงร้อยละ 4.3 สูงเกือบสุดในรอบ 4 ปี ยิ่งกดดันให้พิจารณาลดดอกเบี้ยในการประชุมของธนาคารกลางเดือนนี้อีกด้วย
รัฐบาลทุกประเทศกระชับระดับวินัยการคลังตนเองมากๆ ไม่ว่าจะสหรัฐ อังกฤษ รัฐบาลประเทศใหญ่ๆถ้าใช้จ่ายเกินวินัยการคลัง ค่าเงินจะร่วงมากมาย เขาต้องพยายามหาทางให้ระบบเศรษฐกิจมันสามารถฟื้นฟูตัวเองให้ได้มากๆ การพูดคุยและปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นบทบาทที่จำเป็นของผู้นำรัฐบาล ทรัมป์ถึงพยายามกดดันให้ธนาคารกลาง ลดดอกเบี้ยให้จงได้ แต่เราดูเหมือนหาคนเข้าใจโจทย์ของประเทศตอนนี้ไม่เจอ
ปัญหาการเมืองบนปัญหาของพรรคการเมืองทั้งหลาย ทำให้ประเทศติดหล่ม ไม่สามารถเดินแก้ปัญหาไปตามสภาพปัญหาของโลกได้เหมือนประเทศอื่นๆ ยิ่งทำให้กับดักทางการคลังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะระดับหนี้สาธารณะก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ จากดอกเบี้ยทบต้น หากไม่ทำอะไรเลย งบประมาณชำระหนี้ที่สูง และการผูกพันงบประมาณ ก็เป็นบีบให้งบประมาณทุกๆปีจะต้องขาดดุลไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 อย่างดีที่สุดไม่กระตุ้นอะไรเพิ่มก็ต้องมีขาดดุลร้อยละ 3 เผื่อเหลือเผื่อขาดด้านการบรรเทาสาธารณะภัยด้วย มองแล้วอนาคตเหนื่อยครับ อีกไม่นานต้องปรับเพดานการคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลด้วยแน่นอน
ที่ผมพูดหลายอย่าง มันก็แฝงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ ควรพิจารณานโยบายอะไรบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากกับรัฐบาลใหม่นะครับ เพราะเขาทำข้อตกลงกันว่าจะอยู่แค่สี่เดือน ผมเองก็ยังงงๆอยู่ว่า แม้จะมาอยู่เพื่อวางกติกาในการทำกฎหมายประชามติและตั้ง สสร.แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม ก็ยังงงๆว่า จะทัน 4 เดือนได้อย่างไร และรัฐบาลจะไม่ทำอะไรนอกเหนือจากตรงนี้ อย่างงั้นหรือ ผมคิดว่าคงไม่ใช่ อย่างน้อยๆ เงิน 150,000 ล้านบาท ที่เป็นแผนกระตุ้นของรัฐบาลที่ผ่านมา ควรได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุง
หากรัฐบาลใหม่ไม่ได้ทำอะไรมากมาย หากรวมระยะเวลาการแถลงนโยบายและอยู่จริงสี่เดือน รวมเป็น 6 เดือน และยุบสภาเลือกตั้งอีก 2-3 เดือน รอรัฐบาลใหม่มาทำงานอีกก็ครบประมาณ 1 ปีนับจากนี้ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งเจอสุญญากาศอีก 1 ปีข้างหน้า บนสภาพที่เติบโตได้ร้อยละ 1-2 บนการแข่งขันการค้าโลกที่รุนแรงมากตอนนี้ บนการขัดแย้งชายแดนที่แก้ปัญหาไม่ตก บนเวทีโลกที่ไม่มีจุดยืนอะไรเลย บนสถานะการคลังที่ติดหล่ม ผมว่าอาการหนักแน่

