หน้าแรก บทความ อย่าคิดว่าทุก...

อย่าคิดว่าทุกคดีหมิ่นประมาท คือ การฟ้องปิดปาก

8.09.25 | 17:00 น.

อย่าคิดว่าทุกคดีหมิ่นประมาท คือ การฟ้องปิดปาก

ในสังคมปัจจุบัน ชื่อเสียงของตัวบุคคล เช่น นักแสดง หรือชื่อเสียงของแบรนด์สินค้า ขององค์กร ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการตลาด แต่คือ “สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้” ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและเปราะบาง เมื่อถูกกระทบจนสั่นคลอน ย่อมกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของผู้ชม ผู้บริโภค คู่ค้า และนักลงทุน ดังนั้นการฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียง จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP ไปเสียทั้งหมด

คำว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) มักถูกยกมาใช้ทุกครั้งที่มีองค์กรหรือผู้มีอำนาจฟ้องร้องหมิ่นประมาท โดยมักถูกตีความว่าเป็นการปิดกั้นการแสดงความเห็นสาธารณะ แต่ถ้าพิจารณาอย่างรอบด้านจริง เราควรถามว่า ทุกคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น SLAPP นั้นจริงหรือไม่ หรือบางครั้ง นี่อาจเป็นการใช้สิทธิ์ปกป้องชื่อเสียงที่ถูกใช้ข้อมูลเท็จมาทำให้เสียชื่อเสียง

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีของ “ตั๊ก บงกช” นักแสดงดัง ที่ตัดสินใจฟ้องกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลในข้อหาหมิ่นประมาทหลังถูกกล่าวหาเรื่องชีวิตคู่โดยไม่ได้รับการตรวจสอบ และในเดือนกันยายน 2567 ศาลอาญามีนบุรีตัดสิน ให้เธอเป็นฝ่ายชนะคดี เพราะจำเลยรับสารภาพโดยไม่มีเงื่อนไข โดยศาลสั่งให้โพสต์ข้อความขอโทษภายใน 30 วัน การเปิดฟ้องครั้งนี้ เธอกล่าวว่า “ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ความโกรธส่วนตัว”

อีกตัวอย่างที่สนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของ “ต่าย-7 สี” ดาราพิธีกรชื่อดัง ที่ฟ้องนิตยสารกอสซิปสตาร์ ฐานหมิ่นประมาทลงข่าวว่าเธอมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และตีพิมพ์ข้อความพาดหัวชวนสงสัย ซึ่งศาลตัดสินให้ เธอชนะคดี โดยจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย 8 แสนบาท พร้อมลงข่าวแก้ไขและคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์

Advertisement

และน่าสนใจยิ่งกว่าคือกรณีระดับสากล ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตสินค้าเองก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายปกป้องชื่อเสียงจากข้อมูลเท็จได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังในจีน ที่ฟ้องผู้บริโภคที่โพสต์ข้อความกล่าวหาว่ารถ Tesla มีปัญหาระบบเบรกจนส่งผลกระทบต่อยอดขาย และศาลจีนได้ตัดสิน ให้ Tesla ชนะคดี ผู้บริโภคต้องชำระค่าเสียหายและลงประกาศคำพิพากษาในแพลตฟอร์มออนไลน์ของตน  กรณีนี้ชี้ชัดว่า การฟ้องร้องเพื่อปกป้องข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่า เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่คือการยืนยันว่าการพูดต้องมีหลักฐานและความรับผิดชอบ

สังคมสมัยใหม่ต้องเข้าใจสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความรับผิดชอบต่อข้อมูล การฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องที่ควรตีตราเป็นการจำกัดเสรีภาพเสมอไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญให้ผู้เสียหายยืนยันว่า “การกล่าวหาผู้อื่นควรมาจากหลักฐาน ไม่ใช่การพูดโดยไร้ความรับผิดชอบ”

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ทั้งผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และประชาชนควรตระหนัก การรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพและความรับผิดชอบนี้ ไม่เพียงทำให้การแสดงความคิดเห็นมีคุณภาพ แต่ยังทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สังคมที่เข้าใจเรื่องนี้ ย่อมมีภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลเท็จ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งธุรกิจและสังคมไปพร้อมกัน