หน้าแรก บทความ โลกกำลังก้าวส...

โลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งปัญญา:โอกาสและความท้าทายในโลก AI

14.09.25 | 09:18 น.

โลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งปัญญา :โอกาสและความท้าทายในโลก AI

ในฐานะคนทำงานกับเทคโนโลยี ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคแบบไหนกันแน่? ข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาทุกวัน ปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด และการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่รวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรกับเรา? คำถามนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มมองหาคำตอบว่า โลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ ยุคแห่งปัญญา (Intelligence Age) นั้นจะเปลี่ยนชีวิตคน องค์กร และสังคมไทยไปในทิศทางใด

เรื่องที่ 1 : เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาอย่างแท้จริง

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก ยุคของข้อมูล มาสู่ ยุคแห่งปัญญา (Intelligence Age) ที่ไม่ใช่เพียงการสะสมข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นความรู้ที่ใช้ได้จริง และต่อยอดเป็นปัญญาที่ช่วยตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ

Ethan Mollick เรียกสิ่งนี้ว่า ปัญญาร่วม (Co-intelligence) ที่กำลังขยายตัวไปสู่ ปัญญามวลชน (Mass Intelligence) เมื่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ผสานเข้าหากัน กลายเป็นพลังใหม่ที่มหาศาลกว่าที่เคยมีมา

Advertisement

ในชีวิตประจำวัน เราเห็นสิ่งนี้ตลอดเวลา ตั้งแต่การถ่ายภาพ ปรับแต่ง โพสต์ลงสื่อสังคม การที่ AI ช่วยสรุปเนื้อหา หรือแม้แต่การสร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว วงจรเหล่านี้เกิดขึ้นนับล้านครั้งต่อวัน ทำให้ข้อมูลดิบที่เราสร้าง ถูกต่อยอดกลายเป็นเครือข่ายความรู้ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ

แต่เมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้นมหาศาล ความจริงกับความเท็จก็ยิ่งปะปน การบิดเบือนข้อมูล (Misinformation) และการสร้างเรื่องเท็จ (Disinformation) กำลังเป็นปัญหาที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ทักษะสำคัญของคนในยุคนี้จึงไม่ใช่การมีข้อมูลมากที่สุด แต่คือการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และการรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) เพื่อเลือกใช้ข้อมูลและผลลัพธ์จาก AI อย่างชาญฉลาด

เรื่องที่ 2 : ปัญญาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น กำลังเก่งขึ้น มีราคาที่ถูกลง และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เน้นการสร้างเนื้อหา (Generative AI) วันนี้กำลังเข้าสู่ยุค เอเจนติกเอไอ (Agentic AI) ที่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานหลายขั้นตอนได้เอง

Andrew Ng เคยอธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างสรรค์ แต่กลายเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาที่ทำงานซับซ้อนได้จริง เช่น การจัดทำแผนการตลาดที่ต้องรวบรวมข้อมูลหลายด้าน แล้วสรุปออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติที่ครบถ้วน

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือต้นทุนที่ลดลงและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีโมเดล AI ขนาดเล็ก (Small Models) ที่ใช้พลังงานและทรัพยากรน้อย แต่มีความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning) สูง ทำให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SME ที่ใช้ AI จัดการบัญชีอัตโนมัติ หรือบุคคลทั่วไปที่ใช้ AI ช่วยวางแผนการเงินและการเดินทาง

แต่การที่ AI มีต้นทุนต่ำลงก็หมายถึงการใช้งานที่แพร่หลายขึ้น ซึ่งหากมนุษย์หรือธุรกิจก็ตามใช้ AI โดยไม่รู้เท่าทัน อาจทำให้เราพึ่งพา AI มากจนเกินไป และตกอยู่ในกับดักของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เพียงส่งผลเสียต่อธุรกิจเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อผู้บริโภค คู่ค้า และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

เรื่องที่ 3 : มนุษย์และการอยู่ร่วมกันกับปัญญาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างมีสติ

AI กำลังอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยสรุปประชุม ผู้ช่วยเขียนรายงาน หรือระบบแนะนำการทำงาน ทำให้เหมือนเรามี ผู้ช่วยหลายคน เป็นทีมงาน หรือแม้แต่กองทัพ AI ที่ทำงานไปพร้อมกับเรา รับผิดชอบงานบางส่วนที่เรามอบหมายให้ทำแทน

ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร จาก MIT Media Lab ชี้ว่า มนุษย์กำลังก้าวสู่ระบบสติปัญญาที่หลอมรวมกัน (Integrated Intelligence System) ระหว่างมนุษย์และ AI โอกาสคือเราสามารถทำงานได้กว้างขึ้นและสร้างสรรค์ได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงในรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน หากเราใช้ AI แทนการตัดสินใจทุกเรื่อง ทักษะของมนุษย์จะค่อยๆ สูญหายไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากข้อมูลบิดเบือน (Misinformation) และการถูกชี้นำโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือการหาสมดุล รู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ AI เป็นผู้ช่วย และเมื่อไหร่ควรใช้วิจารณญาณของตนเอง เหมือนการมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ แม้จะช่วยควบคุมรถได้ แต่เวลาฉุกเฉิน คนก็ยังต้องจับพวงมาลัยเอง

เรื่องที่ 4 : องค์กรจะอยู่รอดได้ด้วยการประยุกต์ใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของตัวเอง

องค์กรยุคใหม่ไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยการเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งปัญญา (Intelligence-infused Organization) ที่สามารถนำข้อมูลที่มีคุณภาพมาสร้างเป็นความรู้ และใช้ปัญญานั้นในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ระบบเบื้องหลังการทำงานไม่ควรเป็นแค่แหล่งเก็บข้อมูล (Data Repositories) ที่เก็บข้อมูลดิบ แต่ต้องถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางของความรู้ (Knowledge Lake) ที่เชื่อมโยงความหมายและบริบท เพื่อสร้างปัญญาที่พร้อมใช้จริงในองค์กร

พนักงานต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นแรงงานที่พร้อมใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI-ready Workforce) ที่รู้เท่าทันความฉลาดของมัน และแยกแยะได้อย่างมั่นใจว่าเมื่อไหร่ควรให้ AI ทำงานแทน และเมื่อไหร่ควรใช้การตัดสินใจของมนุษย์เอง หลายครั้ง AI สามารถทำงานอัตโนมัติแบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) เพื่อทดแทนงานซ้ำซาก แต่สุดท้ายมนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนนำไปใช้จริง

องค์กรที่จะอยู่รอดไม่ใช่องค์กรที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่คือองค์กรที่เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัญญา เข้าถึงความรู้ ใช้มันตัดสินใจ และดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบ

เรื่องที่ 5 : ปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยและการผสมผสานจริยธรรมแบบไทย

ในระดับประเทศ แนวคิด อธิปไตย AI (AI Sovereignty) ไม่ได้หมายถึงการสร้าง “AI แห่งชาติ” ที่ปิดกั้นตัวเอง แต่คือการรักษา ภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศนั้นไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับโมเดล AI ที่ผสมผสานวัฒนธรรมและแนวความคิดจากต่างชาติ

การสอนให้ AI “มีความเป็นไทย” เป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่เพียงพอหากคนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ปัญญาและข้อมูลที่ถูกใส่ลงในโมเดลจะถูกแปลงเป็นเครื่องมือที่ประชาชนเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำงาน หรือการบริการสาธารณะ (Public Service)

ที่สำคัญเราต้องเพิ่มปัญญาให้ประชาชน ผ่านการเรียนรู้และการสอน โดยเฉพาะการบรรจุจริยธรรมการใช้ AI (AI Ethics) ลงในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เยาวชนเข้าใจว่า AI ต้องถูกใช้ด้วยความรับผิดชอบ และต้องพัฒนาไปสู่ “ปัญญาที่มีจริยธรรม” (Ethical Intelligence) ที่จะส่งผลกลับมาเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว เมื่อคนไทยพร้อม AI ก็จะสามารถเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับคนไทยได้จริง และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรฐกิจและประเทศไปข้างหน้า

บทสรุป

ทั้งห้าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งปัญญาอย่างแท้จริง AI ที่เก่งขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้นกำลังอยู่รอบตัวเรา แต่มนุษย์ยังต้องรู้จักหาจุดสมดุล ใช้มันเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่เจ้านาย องค์กรต้องเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลเป็นการสร้างปัญญา และในระดับประเทศ เราต้องพัฒนาอธิปไตย AI ควบคู่กับการสร้างจริยธรรมให้กับประชาชน

คำถามสุดท้ายที่เราทุกคนควรถามตัวเองคือ เราพร้อมหรือยังที่จะใช้ปัญญาที่หลอมรวมกันนี้ให้เป็นพลังสร้างสรรค์เพื่ออนาคตที่ดีกว่า แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นภัยที่ย้อนมาทำลายเรา?

เรืองโรจน์ พูนผล
ประธานกลุ่ม บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)