หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว – ย้อนรอยความพยายามแก้ไขรธน. : 4 เดือนจบหรือส่อยาว?

12.09.25 | 20:04 น.

“รัฐบาลของผมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้ยังน่าจะมีกระบวนการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กรุณาวินิจฉัยในเร็ว ๆ นี้ หลังจากนั้น ผมจะยุบสภา ภายในกรอบเวลา 4 เดือนที่ได้มีข้อตกลงไว้ เพื่อที่เราจะได้คืนอำนาจให้กลับคืนสู่พี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศต่อไป”

คำกล่าวตอนหนึ่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่เห็นว่าต้องเข้ามาแก้ไขเร่งด่วนก่อนที่จะได้มีการยุบสภาฯ โดยหนึ่งในนั้นคือเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเสียงข้างมากที่ให้การสนับสนุนเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที หลังคำมั่นที่เคยให้ไว้กับประชาชนเมื่อการเลือกตั้งปี 66 ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

โดยหากย้อนกลับไปดูความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะพบว่าเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามและบ่อยครั้งความขัดแย้งทางสภา กลเกมทางการเมืองได้ผลักดันประเด็นเหล่านี้ให้เหนือเกินกว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่ควรทำ นั่นคือ การนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้แนะแนวทางการทำงานต่อเรื่องนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 63 พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล และภาคประชาชน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช โดยประด็นหลักมุ่งไปที่การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา 256) และการกำหนดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มเติมหมวด 15/1)

Advertisement

โดยก่อนรับหลักการรัฐสภาโดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกรัฐสภาเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาญัตติแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการตามมาตรา 121 วรรคสาม มีผลให้การรับหลักการถูกทอดระยะเวลาไปอีก 30 วัน ก่อนพิจารณารับหลักการอีกครั้งในช่วงเดือน พฤศจิกายน 63 ซึ่งผลปรากฎว่าในการพิจารณารัฐสภามีมติรับหลักการ 2 ฉบับคือ ร่างฯ ที่เสนอโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะ (ฉบับของพรรคฝ่ายค้าน) และร่างฯ ที่เสนอโดย นายวิรัช รัตนเศรษฐ และคณะ (ฉบับของพรรคฝ่ายรัฐบาล)

ภายหลังรับหลักการและมีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ในวาระสอง พบว่า ในช่วงที่ยังอยู่ในวาระสอง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 64 รัฐสภาฯ มีมติเห็นชอบญัตติที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายสมชาย แสวงการ และคณะ ได้เสนอให้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนหรือไม่

ขณะที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 64 ในคราวการลงมติวาระสองรัฐสภาเห็นชอบในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยโดยมีเงื่อนไขห้ามแก้ไขหมวดที่ 1 และ หมวดที่ 2 ขณะที่ในประเด็นมาตรา 256 ที่ประชุมลงมติให้ใช้เกณฑ์คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภาหรือ 450 เสียง ในวาระแรก และวาระสาม จากเดิมที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้วาระแรกต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องมีเสียงสว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และวาระสามต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องมีเสียงสว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และเสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20

อย่างไรก็ดีภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ลงวันที่ 11 มีนาคม 64 โดยตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่ารัฐสภานั้นมีอำนาจในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีหมวด 15/1 ย่อมมีผลให้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 หากรัฐสภาต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องจัดให้มีการลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากประชาชนเห็นชอบด้วย จึงจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทำให้ในวันที่ 17 มีนาคม 64 ของการพิจารณาวาระสาม ท่ามกลางการเสนอญัตติเพื่อขอให้รัฐสภาพิจารณาแนวทางตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยมี 3 ญัตติให้พิจารณา ว่าจะส่งพิจารณาวาระดังกล่าวต่อหรือไม่ แต่กลายเป็นว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้ลุกขึ้นเสนอญัตติให้สภาโหวตวาระสาม และที่ประชุมเห็นชอบจึงต้องลงมติและผลปรากฎว่าในคราวนั้นมีคะแนนเสียงเห็นชอบ 208 ต่อ 4 เสียง งดออกเสียง 94 และไม่ลงคะแนน 136 คะแนน ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาและตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมาตรา 256 กำหนดไว้

ถึงกระนั้นความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ทั้งฉบับแต่ก็แก้ไขเป็นรายมาตราและการเสนอแก้ไขที่ทำได้กลับกลายเป็นเรื่องระบบการเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ ที่เสนอร่างโดยพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร่างอื่นๆ กลับถูกตีตกไป

หลังการเลือกตั้งปี 66 คำวินิจฉัย 4/64 ของศาลรัฐธรรมนูญทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องหาทางเลือกเพื่อแก้ไขอีกครั้ง โดยปลดล็อคครั้งแรกคือ ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ. ศ. 2564 ที่จากเดิมการจะทำประชามติจะมีข้อยุติได้ ต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้น คือ 1) มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และ 2) มีผลการออกเสียงประชามติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ เปลี่ยนเป็นเสียงข้างมากธรรมดา ให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง กล่าวคือ เปลี่ยนจากใช้เสียงเกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) เป็น ใช้เสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority)

แต่ร่างแก้ไข พ.ร.บ ประชามติ ที่ผ่านเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 68 ยังต้องผ่านด่านมากมายหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างวาระสามแล้ว ส่งให้วุฒิสภากลับไม่เห็นด้วยถึงการแก้ไขดังกล่าวและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันตามเดิมจนทำให้การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสองสภาเพื่อพิจารณากฎหมายนี้อีกครั้ง

อันประกอบด้วย สส. และ สว. ฝ่ายละ 14 เสียง และครั้งนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากโดย สว. และสส. ภูมิใจไทย อีก 2 เสียง ยืนยันให้กลับหลักการเดิมที่เคยเสนอแก้ไข คือ กลับไปใช้ เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority)  เมื่อกลับไปให้ทั้งสองสภาฯ พิจารณา ปรากฎว่า วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบ ในขณะที่ สภาผู้แทนราษฎรลงมติ ไม่เห็นชอบ ตามกฎหมายมาตรา 138 ของรัฐธรรมนูญ จึงให้ยับยั้งไว้ 180 วัน ก่อนนำกลับมาพิจารณาและด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

ประการสุดท้าย เมื่อพ.ร.บ. ผ่านไปแล้ว แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังเผชิญอุปสรรคต่อหลังคำวินิจฉัย 4/64 เมื่อรัฐสภาโดย เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะต้องทำประชามติตลอดกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง และในขั้นตอนใดบ้าง ตามรัฐธรรมนูญ 2560มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2)

โดยเมื่อวันที่ 10 กันยายา 68 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่  คือ 1. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ 2. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร และ 3. ภายหลังรัฐสภาจัดทำรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยครั้งที่ 1 กับ ครั้ง 2 รวมกันได้ นั่หมายความว่า จะทำ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ก็ได้

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือศาลใส่คำวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งจะเป็นอย่างไรคงเป็นรายละเอียดที่รัฐสภาและรัฐบาลจะเป็นผู้ออกแบบของการมีอยู่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ต่อไป

แต่อย่างน้อยชี้ชัดแล้วว่า การออกเสียงประชามติครั้งแรกและครั้งสองสามารถรวมกันได้ ซึ่งกระบวนการแรกต้องผ่านแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มหมวด 15/1 การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการได้มาซึ่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปพร้อมๆ กับการออกเสียงประชามติว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา 256 (8) หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชามติครั้งที่สามต่อไป

การแก้ไขเพิ่มเติมอันมีเนื้อหาสาระเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นสามารถกระทำได้โดยให้ประชาชนออกเสียงประชามติ และหากรัฐสภาโดยความร่วมมือของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมมือกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งสามวาระ ซึ่งคาดว่ากว่าหากรัฐสภาแสดงความจริงใจโดยเริ่มต้นทันทีนับแต่มีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ผมเชื่อว่าจะสามารถพิจารณาทั้งสามวาระเสร็จครบทันได้ภายในระยะเวลา 4 เดือนโดยกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนกระบวนการประชามติทั้งสองข้อ ก็จะเอาไปใส่ไว้ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปหลังมีการยุบสภาฯ ซึ่งผมมองเห็นว่า เงื่อนไขนี้เป็นไปได้หากรัฐบาลและรัฐสภามีความจริงใจ

ผมหวังว่ารัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้จะไม่ลืมคำมั่นและภารกิจสำคัญที่ต้องเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญไปพร้อมกับบริหารประเทศภายใน 4 เดือน และบรรยากาศขณะนี้กำลังไปได้ดีอย่างมากต่อการจัดตั้งรัฐบาล การปรับภาพลักษณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผ่านคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ภาพของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ขณะนี้ยังเป็นภาพของผู้นำที่จะเข้ามาบริหารเพียงอย่างเดียว มากกว่าผู้นำที่จะเข้ามาผลักดันยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ 2540

ท้ายนี้ การแก้ไข/จัดทำรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ คงต้องจับตากันต่อไปใน 4 เดือนหลังจากนี้ที่จะพิสูจน์ว่า แท้หรือเทียมกันแน่ในคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน