นายกรัฐมนตรี ฟรังซัวส์ บายรู ของฝรั่งเศสแพ้โหวตความไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร และภายในไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดี เอมานูแอล มาครง ก็แต่งตั้ง เซบาสเตียง เลอกอร์นู ในวัย 39 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พร้อมทั้งมอบภารกิจให้ นั่นคือหลักการในการ “พิทักษ์เอกราชและพลานุภาพของฝรั่งเศส, รับใช้ประชาชนชาวฝรั่งเศส, และรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและทางสถาบัน ทั้งนี้ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในประเทศ” ผมเดาว่าประธานาธิบดีอยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยนำพาประเทศฝ่าทางตันทางการเมือง
ประเด็นทางการเมืองที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือการดำเนินการเพื่อให้สภาเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณปี 2569 ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีไทม์ไลน์ที่ค่อนข้างรัดตัว คือ เสนอร่างกฎหมายงบประมาณเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรภายในวันที่ 7 ตุลาคม, สภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพิจารณาทั้งรับหลักการในวาระที่หนึ่ง แปรญัตติในวาระที่สอง และให้ความเห็นชอบในวาระที่สามภายในเวลา 70 วัน, อีก 20 วันเป็นเวลาการพิจารณาของวุฒิสภา, สุดท้าย 10 วัน สำหรับการส่งเรื่องไปมาระหว่างทั้งสองสภา
ประเด็นทางการเมืองอีกประเด็นหนึ่งคือการรับมือกับการเคลื่อนไหวนอกสภาที่แสดงออกถึงความโกรธเคืองหรือไม่พอใจที่มีต่อผู้มีอำนาจ โดยที่การเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้คือ เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา มีการนัดกันชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ โดยมีคำขวัญรวมพลว่า “ปิดกั้นทุกอย่าง” (Let’s Block Everything) โดยมีผู้ร่วมชุมนุมในที่ต่าง ๆ รวมประมาณสองแสนคน และปิดกั้นการสัญจรด้วยสิ่งของว่าเกะกะได้ในเวลาสั้น ๆ
และจะมีการนัดหมายอีกนัดหนึ่งในวันที่ 18 กันยายน โดยสหภาพแรงงาน 4 สหภาพนัดหยุดงานทั่วไปทั้งประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเดินทางในประเทศ สำหรับคำถามว่าฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และรัฐบาลจะรับมืออย่างไรนั้น ผมคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงการจับเกร็ดข่าวและการคาดคะเนของผมมาเล่าต่อ เพื่อแบ่งปันกัน
ย้อนไปถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 และ 9 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรปในส่วนที่มาจากฝรั่งเศส โดยสัดส่วนของ ส.ส. ยุโรปของฝรั่งเศสมี 81 คน เทียบกับ ส.ส. จากทั้งสหภาพยุโรป 720 คน ทั้งนี้ ระบบเลือกตั้งเป็นแบบบัญชีรายชื่อ ผลปรากฏว่าพรรคขวาจัดรวมกัน 3 พรรค นำโดยพรรครวมพลังแห่งชาติ (Rassemblement National หรือ RN) ได้คะแนนนำเท่ากับ 31.4% (เพิ่มจากเดิม 8%) และได้ ส.ส. 30 คน (เพิ่มจากเดิม 7 คน) ขณะที่หลายพรรครวมกันในสายกลาง ๆ ของประธานาธิบดีเป็นฝ่ายสูญเสีย คือได้คะแนน 14.6% (ลดจากเดิม 7.8%) และได้ ส.ส. 13 คน (ลดจากเดิม 10 คน) มิใช่เพียงคะแนนนิยมในพรรคฝ่ายขวาจัดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คะแนนนิยมในพรรคฝ่ายซ้ายที่รวมกับพรรคฝ่ายซ้ายจัดได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีคะแนนรวมกันเท่ากับ 23.7% (เพิ่มขึ้น 11.2%) และได้ ส.ส. รวมกัน 22 คน (เพิ่มขึ้น 10 คน) หมายความว่า ถ้าเอาคะแนนพรรคฝ่ายขวาจัดและพรรคฝ่ายซ้ายที่เป็นฝ่ายค้านมารวมกัน จะมีคะแนนนิยมเท่ากับ 55.1% เมื่อเทียบกับ 14.6% ของฝ่ายประธานาธิบดี
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดี มาครง ต้องคิดหนัก รัฐบาลขณะนั้นอยู่ฝ่ายประธานาธิบดีและมีเสียงข้างมากในสภา แต่ทว่าผลการเลือกตั้ง ส.ส. ยุโรปล่าสุดแสดงว่าพรรคฝ่ายประธานาธิบดีมีเสียงข้างน้อย (แม้การเลือกตั้งในระดับประเทศและระดับยุโรปจะมีระบบต่างกันก็ตาม) ประธานาธิบดีควรจะนิ่งเฉยและถือว่าสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้นมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย หรือว่าจะ “คืนอำนาจ” ให้ประชาชนดี ปรากฏว่ามาครงตัดสินใจยุบสภาเกือบจะทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง ส.ส. ยุโรป คือยุบสภาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 และมีการเลือกตั้ง ส.ส. ของฝรั่งเศสรอบแรกในวันที่ 30 มิถุนายน และรอบสองในวันที่ 7 กรกฎาคม ประธานาธิบดีอ้างว่าที่ทำเช่นนี้ เพราะต้องการความกระจ่างชัด (clarity) แต่ผลลัพธ์กลับเป็นความขมุกขมัวมากกว่า
ในการเลือกตั้งรอบแรก พรรคขวาจัดได้คะแนนนำในหลายเขตเลือกตั้ง และทำท่าจะได้ชัยชนะด้วยเสียงข้างมากในรอบสองด้วยซ้ำไป แต่เพื่อปิดกั้นฝ่ายขวาจัด โดยเลี่ยงไม่ให้เกิดศึกสามเส้าในการเลือกตั้งรอบสอง ฝ่ายกลาง ๆ ของประธานาธิบดีกับฝ่ายซ้ายจึงตกลงกันว่าจะไม่ตัดคะแนนกันเอง คือให้ผู้สมัครของฝ่ายประธานาธิบดีหรือฝ่ายซ้ายที่ได้คะแนนเป็นรองในเขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ ถอนตัว จะเหลือแต่ผู้สมัครของฝ่ายประธานาธิบดีหรือฝ่ายซ้ายที่ได้คะแนนนำในเขตเลือกตั้งนั้น ไปแข่งกับผู้สมัครขวาจัดแบบตัวต่อตัว ทำให้ผู้สมัครขวาจัดหลายคนที่มีคะแนนนำในรอบแรก ต้องมาแพ้คะแนนให้แก่ฝ่ายประธานาธิบดีหรือฝ่ายซ้ายในรอบสอง กระนั้น พรรคขวาจัดที่ในอดีตมี ส.ส. น้อยคน กลับครองที่นั่งในสภาเกือบหนึ่งในสาม ส่วนฝ่ายกลาง ๆ กับฝ่ายซ้ายได้ที่นั่งฝ่ายละประมาณหนึ่งในสามเช่นกัน
ในระบบกึ่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเป็นคนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา ถ้าพรรคของประธานาธิบดีได้เสียงข้างน้อยในสภา ประธานาธิบดีจะเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา หมายความว่าจะมีการแบ่งอำนาจกัน (คนฝรั่งเศสเรียกกรณีเช่นนี้ว่า cohabitation แปลตรงตัวว่า “การร่วมชายคา”) โดยนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี เพื่อทำการบริหารราชการทั่วไป คณะรัฐมนตรีจะร่วมกันรับผิดชอบโดยอาศัยข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ เป็นแขนขา ส่วนประธานาธิบดีรับผิดชอบงานความมั่นคงและการต่างประเทศเป็นหลัก แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฝรั่งเศสไม่ค่อยชอบ cohabitation ดังนั้นที่ผ่านมา เมื่อออกเสียงเลือกเมื่อประธานาธิบดีจากพรรคใด ก็มักเทคะแนนเลือกผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคนั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีบริหารราชการไปในแนวเดียวกัน
มาคราวนี้ เสียงในสภาแตกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน จะทำอย่างไรดี ในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนแรกหลังเลือกตั้ง ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจเลือก มีแชล บาร์นีเอ นักการเมืองเอียงขวาผู้คร่ำหวอด และเคยเป็นตัวแทนของสหภาพยุโรปในการเจรจากับอังกฤษในกรณีเบร็กซิต ปรากฏว่าความช่ำชองในการเจรจาของเขา ไม่ได้ช่วยให้เขาต่อรองผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้ บล็อกของ ส.ส. ฝ่ายซ้ายไม่จงใจคว่ำรัฐบาล จึงไม่ลงคะแนนสนับสนุนญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของบล็อกฝ่ายขวาจัด แต่พอบล็อกฝ่ายซ้ายยื่นญัตติไม่ไว้วางใจของตนบ้าง บล็อกฝ่ายขวาจัดได้ลงคะแนนให้เฉยเลย รัฐบาลของบาร์นีเอจึงเป็นอันล้มไป กฎหมายงบประมาณไม่สามารถผ่านสภาได้ แต่ระบบฝรั่งเศสมีกลไกรับมือกับกรณีนี้ คือ ให้สภาออกกฎหมายประคับประคองให้ใช้งบประมาณของปีก่อน โดยไม่อาจเพิ่มงบเพื่อชดเชยค่าเงินเฟ้อ หรือมีสวัสดิการเพิ่มเติมได้ เป็นต้น
หลังจากได้ลองเลือกนายกรัฐมนตรีเอียงขวา ซึ่งได้จัดทำงบประมาณที่โอนอ่อนเอาใจ ส.ส. ฝ่ายขวา แต่ไม่เป็นผล ประธานาธิบดีจึงได้เปลี่ยนแนวมาเลือกนักการเมืองฝ่ายกลางที่คร่ำหวอดอีกเช่นกัน คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อ บายรู คือคนที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกันยายนนี่เอง บายรูรู้อยู่แล้วว่ายากที่จะทำให้กฎหมายงบประมาณปี 2569 ผ่านสภา เขาจึงเสนอว่า ประเทศฝรั่งเศสมีหนี้สินสาธารณะประมาณ 124 ล้านล้านบาท (ประมาณ114% ของ GDP) ถ้าจัดทำงบประมาณเกินดุลอีก ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม และจะสร้างภาระแก่อนุชนรุ่นหลัง เขาจึงเสนอว่าจะจัดงบประมาณขาดดุล สักไม่กี่ล้านล้านบาทก็ยังดี จึงจำเป็นจะต้องลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ด้วยมาตรการ เช่น เก็บภาษีทรัพย์สิน 2% จากคนรวยที่มีทรัพย์สินเกิน 37,200 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนประมาณ 1,800 คน (ทำให้ฝ่ายขวาไม่พอใจ) ลดวันหยุดลง 2 วันต่อปี และอาจขอเพิ่มอายุที่คนงานจะเกษียณไปอีก 1 ปี เพื่อลดภาระเงินสำรองบำนาญที่กำลังขาดทุนเพราะจำนวนคนวัยทำงานลดลง ขณะที่จำนวนคนวัยเกษียณเพิ่มขึ้น (ทำให้ฝ่ายซ้ายไม่พอใจ) อนึ่ง จากการหยั่งเสียงประชาชน พบว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องหนี้สินสาธารณะที่มีล้นพ้นตัวนั้น ไม่สำคัญถึงกับจะเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายควรใส่ใจแก้ไข
บายรูคิดว่าเขาจะไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณได้ด้วยวิธีการปกติ คือเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสามวาระ เขาจึงขอใช้มาตรา 49.3 ของรัฐธรรมนูญ โดยเขาเป็นฝ่ายยื่นญัตติขอความไว้วางใจรัฐบาลให้สภาลงคะแนน เขาวางเดิมพันด้วยตำแหน่งของตนเอง ถ้าสภาไว้วางใจ ถือว่ากฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบไปในตัว แต่ถ้าสภาไม่ไว้วางใจ นอกจากร่างกฎหมายงบประมาณเป็นอันตกไปแล้ว นายกรัฐมนตรีที่สภาไม่ไว้วางใจจะต้องลาออกไป เขาพยายามเจรจากับพรรคต่าง ๆ ขอให้ไว้วางใจเขา ให้ช่วยกันลดหนี้สินสาธารณะเพื่อประโยชน์ของลูกหลาน ในช่วงนั้นผมถามเพื่อนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งว่า หลังจากวันที่ 8 กันยายนที่สภาจะลงคะแนน นายกรัฐมนตรีชื่ออะไร เขาตอบว่าชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่ใช่ชื่อ บายรู แล้วสภาก็ลงคะแนนตามที่เพื่อนยืนยัน คือไว้วางใจ 194 เสียง ไม่ไว้วางใจ 364 เสียง เพื่อนคนเดิมสรุปว่า ในเมื่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคพยายาม “ดึงผ้าห่มมาคลุมตนเอง” คนอื่นจะหนาวสั่นอย่างไรก็ช่าง ผลย่อมออกมาอย่างนี้แหละ
ดูเหมือนว่ามาครงจะสรุปบทเรียนได้รวดเร็ว คราวนี้ไม่เลือกนักการเมืองที่มีประวัติเอนไปทางขวา หรือเลือกนักการเมืองกลาง ๆ แต่มีประวัติเชื่อมั่นตนเองสูง เลยเลือกนักการเมืองคนสนิทที่หนุ่มแน่นและได้ไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอยู่ 3 ปี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่อยขัดแย้งกับใคร เขาไม่แสดงออกเลยว่าอยากเป็นประธานาธิบดีจึงไม่ตกเป็นเป้าให้โจมตี อีกทั้งในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี เขามีเวลาเชื่อมประสานกับ ส.ส. ฝ่ายต่าง ๆ อย่างอารมณ์ดี เลอกอร์นูจึงได้รับเลือกให้ผงาดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
เขาน่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายของประธานาธิบดีสำหรับสภาปัจจุบัน ถ้าทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถนำงบประมาณผ่านสภา ประธานาธิบดีจะเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่สี่เพื่อให้ได้งบประมาณปกติคงยากแล้ว ถ้ามีความชะงักงันทางการเมืองเช่นนี้ ทางออกของประธานาธิบดีคงได้แก่การยุบสภา ตอนนี้ความหวังจึงฝากไว้แก่เลอกอร์นู โดยเขากำชับเลอกอร์นูว่า อย่ารีบร้อนตั้งคณะรัฐมนตรี ให้คุยและฟังเสียงฝ่ายต่าง ๆ ก่อน ถ้าทำได้ คงอยากให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเสียที เพื่อนชาวฝรั่งเศสคนเดิมของผมตั้งข้อสังเกตว่า ให้ดูประเทศอื่น ๆ ในยุโรปด้วยกันสิ ประเทศอย่าง เบลเยี่ยม เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ล้วนแต่ตั้งรัฐบาลผสมกันทั้งนั้น แม้ฝรั่งเศสยังไม่คุ้น อีกทั้งเคยประสบปัญหาการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ในสมัยที่เป็นระบอบรัฐสภาก่อนที่จะมาเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี แต่ถ้าคราวนี้ตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคได้ ก็อาจมีเสถียรภาพมากขึ้นภายในระบอบนี้ก็เป็นได้
ทันทีที่ประธานาธิบดีตัดสินใจเลือกเลอกอร์นู เขาโทรศัพท์ไปหาเลขาธิการพรรคสังคมนิยม (พรรคนี้มีเลขาธิการเป็นใหญ่) แจ้งว่าเขาได้ตัดสินใจเช่นนี้ แม้จะรู้ว่าพรรคสังคมนิยมก็หวังจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเช่นกัน เพราะต่างเคยร่วมสกัดกั้นพรรคขวาจัดมาด้วยกันเมื่อคราวเลือกตั้ง การโทรศัพท์แจ้งครั้งนี้ ไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน และถือเป็นการให้เกียรติพรรคสังคมนิยมก็ว่าได้ ส่วนจะร่วมเป็นรัฐบาลกันได้หรือไม่นั้น คงต้องให้นายกรัฐมนตรีมาเจรจาต่อไป
พรรคสังคมนิยมเคยร่วมตั้ง “แนวร่วมใหม่ของประชาชน” กับพรรคซ้ายจัดในช่วงการเลือกตั้ง รวมกันเป็นบล็อกที่มีเสียงประมาณหนึ่งในสามของสภาดังที่กล่าวมาแล้ว แต่บัดนี้กลับมาแยกกัน โดยพรรคสังคมนิยมมีเสียงประมาณหนึ่งในหก อีกหนึ่งในหกเป็นของพรรคซ้ายจัด เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคสังคมนิยมกับพรรคเรปูบลิแก็ง ต่างก็เป็นพรรคดั้งเดิมที่แม้จะไม่ค่อยลงรอยกัน แต่มีโอกาสร่วมเป็นรัฐบาลผสม ที่ไม่มีพรรคซ้ายจัดพ่วงเข้ามา ได้ง่ายขึ้น อนึ่ง หัวหน้าพรรคเรปูบลิแก็งได้ประกาศแล้วว่ายินดีร่วมในรัฐบาลของเลอกอร์นู
ในขณะเดียวกัน พรรคขวาจัดก็คำรามว่า ถ้าไม่แตกหักกับนโยบายของรัฐบาลบายรู (อาจหมายความว่าต้องเลิกรัดเข็มขัด) ก็จะต้องเจอกับญัตติไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน ทางที่ดีที่สุด คือให้มาครงลาออก แล้วเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ พรรคขวาจัดเตรียมชายหนุ่มรูปหล่อชื่อ ฌอร์ดัง บาร์เดลลา ไว้ลงสมัครอยู่แล้ว ทางด้านพรรคซ้ายจัดที่นำโดยนักการเมืองฝีปากกล้า ชื่อ ฌัง-ลุก เมลังช็อง ที่วิจารณ์เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างคมคาย ก็รอสมัครเป็นประธานาธิบดีกับเขาเหมือนครั้งก่อน ๆ เขาบอกว่าได้เตรียมญัตติให้ถอดถอน มากรง ออกจากตำแหน่ง ซึ่งมี ส.ส. ลงนามแล้ว 104 คน แต่ก็จะมีผลเชิงสัญลักษณ์มากกว่าทางปฏิบัติ
ในท่ามกลางเสียงอื้ออึงเหล่านี้ เลอกอร์นูได้เริ่มดำเนินการอย่างระมัดระวัง เขาเริ่มด้วยการไปเข้าพบประธานวุฒิสภาที่แนะนำพลังทางการเมืองต่าง ๆ ที่พร้อม ให้มารวมตัวกับนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดทำ “สัญญาร่วมรัฐบาล” บนฐานที่มีร่วมกัน เขาเข้าพบประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งแนะนำให้เลอกอร์นูคิดอย่างมีพลวัต พร้อมทั้งเสนอให้ ส.ส. ทั้งหลายก้าวพ้นความแตกแยก เขาได้เข้าพบอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส ซาร์โกซี ที่ดำรงตำแหน่งก่อนมาครง แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการพูดคุย หลังจากนั้น เขาได้เชิญผู้นำสหภาพแรงงานมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล พวกเขายืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการทบทวนเพื่อยืดเวลาการเกษียณอายุ และได้เชิญสหภาพผู้บริหารธุรกิจมาพบเช่นกัน
ผมเดาว่าเลอกอร์นูกำลังเตรียมความคิดเรื่องนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อจะไปเจรจาเชิญชวนพรรคสังคมนิยมเข้าร่วมรัฐบาลผสม ถ้าทำสำเร็จ รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากและสามารถผ่านงบประมาณที่พอยอมรับกันได้ในระหว่างพลังการเมืองฝ่ายขวาปานกลาง (พรรคเรปูบลิแก็ง), ฝ่ายซ้ายปานกลาง (พรรคสังคมนิยม), ฝ่ายกลาง ๆ (ที่สนับสนุนประธานาธิบดี)
คงต้องคอยดูการคลี่คลายทางการเมืองของฝรั่งเศสต่อไป โดยขอเอาใจช่วยให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยกึ่งประธานาธิบดีเดินหน้าต่อได้
โคทม อารียา

