Automated City เมื่อเมืองเริ่มคิดและทำแทนมนุษย์

21.09.25 | 09:21 น.

Automated City เมื่อเมืองเริ่มคิดและทำแทนมนุษย์

เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่า Digital Twin ได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ไปดูงานด้านการบริหารจัดการเมืองของเขาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยการจำลองเขตสำคัญๆ ของเมืองเข้าไปในโลกดิจิทัล เพื่อทำให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และสามารถจำลองได้ว่าหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร เช่น หากมีเพลิงไหม้ตึกสูง รถดับเพลิงจะวิ่งเข้าไปได้ในเส้นทางไหน อย่างไร และจะควบคุมเพลิงได้ในกี่นาที เช่นเดียวกับการสอดส่องดูแลปัญหาต่างๆ ทั้งอุบัติเหตุ จราจร ปัญหาขยะ สิ่งแวดล้อม ก็มีระบบแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการได้แบบทันที

การเยือนเมืองเซี่ยงไฮ้ครั้งล่าสุดกลางเดือนกันยายนนี้ผมจึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้วเพราะระบบ City Brain ของเซี่ยงไฮ้ได้เดินหน้าบริหารจัดการเมืองได้อย่างเต็มที่แล้ว ความปกติที่เห็นก็คือผลจากการทำงานของระบบจัดการเมืองอันชาญฉลาดที่ผมเคยเห็นเมื่อ 3 ปีที่แล้วนี่เอง

จีนเป็นประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะอย่างเข้มข้นที่สุดในโลก โดยในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง หางโจว และเซินเจิ้น มีกล้อง AI ตรวจจับผู้ข้ามถนนในพื้นที่ต้องห้ามหรือปั่นจักรยานผิดเลน รวมถึงร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งแผงขายสินค้ารุกล้ำทางสาธารณะ ซึ่งระบบจะจับภาพใบหน้า ตรวจสอบฐานข้อมูล และออกค่าปรับโดยอัตโนมัติ บางเมืองถึงขั้นขึ้นจอ LED แสดงใบหน้าผู้ทำผิดเพื่อประจานดังที่เราเคยเห็นเป็นข่าว

กล้อง AI ยังไม่เพียงแค่ตรวจจับแต่ยังก้าวหน้าไปถึงระบบ Automation ที่ออกคำสั่งไปถึงเจ้าหน้าที่ให้ออกไปจัดการแก้ปัญหาต่างๆ โดยอัตโนมัติเมื่อกล้องพบปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น ขยะล้นออกมานอกถัง เมืองใหญ่อย่างหางโจวมีระบบ City Brain ที่ควบคุมสัญญาณไฟจราจรทั้งเมือง ลดการติดขัดลงกว่า 15% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ถนนอย่างเห็นได้ชัด

Advertisement

เช่นเดียวกับในโรงพยาบาล ที่ใช้ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยเบื้องต้นและหุ่นยนต์จัดยา ลดเวลารอคิวจากชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที ขณะที่ระบบตรวจจับควันพิษสามารถสั่งปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้ทันที

จีนอาจไม่ได้โดดเด่นในด้านความล้ำหน้าของโลก AI เหมือนอย่างสหรัฐ ที่มี AI Ecosystem อย่างสมบูรณ์แบบทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมถึงโซลูชั่นมากมายมหาศาล แต่จีนเน้นที่ความ “พร้อมใช้” คืออาศัยเทคโนโลยีเท่าที่มี (เพราะถูกกีดกัน) แต่กลับเอามาใช้งานได้เต็มพิกัด จนบางครั้งก็ถูกตั้งคำถามว่าใช้งานมากแบบนี้มันจะกระทบกับสิทธิส่วนบุคคลไหม

ลองจินตนาการว่าคุณเดินข้ามถนนในย่านสีลมในเขตห้ามข้าม ยังไม่ทันมีตำรวจเป่านกหวีด กล้อง CCTV แบบ AI ก็จับภาพคุณไว้เรียบร้อย ข้อมูลถูกส่งตรงไปยังฐานข้อมูลกลาง และไม่เกิน 30 นาที SMS แจ้งค่าปรับก็มาถึงมือถือคุณทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่ฉากในหนังไซไฟ แต่คือเมืองที่คิดเองและลงโทษเองได้ โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ใดๆ และนี่คือโลกของ Smart City ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Automation ที่เทคโนโลยีมีพร้อมอยู่แล้วในทุกวันนี้

ด้วยความพร้อมของ AI ที่เป็นเหมือนสมองวิเคราะห์ คาดการณ์ การต่อยอดไปสู่ Automation ก็คือเป็นสร้างแขนขาให้ AI ได้ลงมือทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องรอใคร เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยสองสิ่งนี้จึงสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนจราจรแล้วออกใบสั่งอัตโนมัติ การส่งสัญญาณเรียกรถตำรวจเมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาท การควบคุมพลังงานผ่าน Smart Grid หรือแม้แต่การส่งยาอัตโนมัติถึงเตียงผู้ป่วยโดยหุ่นยนต์ในโรงพยาบาล และตัวอย่างของเมืองเหล่านี้ก็ไม่ได้มีแค่ที่จีนเท่านั้น

สิงคโปร์แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่กลับใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มพิกัดในการจัดการเมือง เช่น Virtual Singapore ซึ่งก็คือ Digital Twin ที่เป็นโลกจำลองเสมือนจริงของทั้งประเทศ เพื่อทดสอบผลกระทบของนโยบายใหม่ๆ เช่น การสร้างตึกใหม่ของรัฐ จะกระทบลมและการระบายอากาศอย่างไร

ปฐม อินทโรดม
กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สิงคโปร์เน้นการใช้เทคโนโลยีในการบริหารเมืองโดยเฉพาะด้านการจราจรมานานแล้วเช่นระบบ ERP หักค่าผ่านทางอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งเข้าพื้นที่หนาแน่น ลดการติดขัดโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่มายืนเก็บเงิน รวมถึงกล้องทั่วเมืองไม่เพียงตรวจสอบอาชญากรรม แต่ยังใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม เช่น การทิ้งขยะผิดที่ หรือการรวมกลุ่มผิดปกติในช่วงโรคระบาด

ในขณะที่เกาหลีใต้ ในกรุงโซลใช้แชตบอต AI ให้ข้อมูลบริการรัฐ เช่น ค่าปรับจราจร ภาษี และตารางรถโดยสาร และที่เหมือนสิงคโปร์ก็คือเสาไฟถนนแบบ Smart Lamp Post ติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์ วิเคราะห์การจราจรและตรวจจับเหตุฉุกเฉิน เช่น รถชนหรือเหตุทางการแพทย์ แล้วส่งสัญญาณไปยังศูนย์กลางโดยอัตโนมัติ

ท่าเรือ Incheon Smart Port ใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมการขนถ่ายตู้สินค้า ลดเวลารอและเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ เป็นการใช้ AI และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบเต็มที่

ส่วนญี่ปุ่นเลือกใช้ Automation เพื่ออำนวยความสะดวกมากกว่าการควบคุม โดยโตเกียว จะใช้ระบบ AI ควบคุมรถไฟใต้ดินช่วยปรับตารางเดินรถอัตโนมัติเมื่อเกิดความล่าช้า ในขณะที่เมืองฟุกุโอกะทดลองใช้กล้อง AI วิเคราะห์การแยกขยะ และแสดงผลเตือนทันที

ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า Automation สามารถเป็นผู้ช่วยในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

มาดูที่อเมริกากับยุโรปที่คิดละเอียดกว่าเพราะเน้นว่า Automation ต้องควบคู่กับ Data Privacy และ Transparency แต่ละประเทศจึงใช้เทคโนโลยีในบริบทที่แตกต่างกันตามโจทย์ที่แตกต่างกันไป เช่นนิวยอร์กที่กังวลเรื่องเหตุกราดยิงที่ระบาดมานาน จึงใช้ระบบ AI ที่ช่วยตรวจจับเสียงปืนและส่งตำแหน่งไปยังตำรวจทันทีเพื่อระงับเหตุได้ทันท่วงที ในขณะที่บาร์เซโลนาใช้เซ็นเซอร์ตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำแบบเรียลไทม์ และเปิดข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึง อัมสเตอร์ดัมทดลองระบบไฟถนนที่ปรับความสว่างอัตโนมัติตามจำนวนคนเดินและรถที่ผ่านไปมา ส่วนลอสแอนเจลิสใช้ Smart Parking บอกช่องว่างจอดรถผ่านแอพพ์ ลดเวลาหาที่จอดและลดมลพิษ

หันมาดูที่บ้านเราจะเห็นการผลักดัน Smart City ผ่าน DEPA ซึ่งมีผลงานที่เป็นรูปธรรมอยู่พอสมควร เช่น ภูเก็ตพัฒนา City Data Platform รวมข้อมูลจราจรและ CCTV ขอนแก่นวางระบบ Smart Transit และโครงการพลังงานอัจฉริยะ เชียงใหม่ใช้ IoT ในเกษตรและท่องเที่ยว เช่น Smart Farming และ AR Tourism ส่วนแม่เมาะ (ลำปาง) ใช้ AI ตรวจจับไฟป่าและ PM2.5 เพื่อสั่งการแก้ปัญหาโดยอัตโนมัติ

แม้ยังไม่ถึงขั้น Automation อย่างเต็มรูปแบบ แต่ทิศทางก็ชัดเจนว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้วในแง่ของการสร้างเมืองที่ปลอดภัย คล่องตัว ประหยัดพลังงาน ประชาชนได้รับบริการเร็วขึ้น และเชื่อว่าจะทำให้สังคมมีวินัยมากขึ้น

เราคาดหวังได้ว่าจะเห็น Smart City ที่เป็นเมืองคิดได้จากข้อมูล สู่การเป็น AI City เมืองตัดสินใจได้จากการเรียนรู้ และเดินทางไปสู่ Automated City เมืองอัตโนมัติที่มีระบบทำงานแทนมนุษย์

ปฐม อินทโรดม
กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม