หน้าแรก บทความ สีดา สอนศรี :...

สีดา สอนศรี : ความรุนแรงในเนปาล

19.09.25 | 18:45 น.

เนปาลเป็นประเทศที่เคยปกครองโดยกษัตริย์มาก่อน แต่ได้เริ่มการปกครองระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 นับว่ายังใหม่ต่อการปกครองระบอบนี้ มีประชากรประมาณ 30 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู

การประท้วงครั้งนี้ เมื่อวันที่ 8-9 กันยายน มีสาเหตุมาจากรัฐบาลสั่งแบน การใช้ Social Media ทั้งหมด เช่น WhatsApp, Facebook, Instagram, YouTube และแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ซึ่งเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของกลุ่ม Gen Z ที่เป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารและการเรียนการสอน และนับเป็นการล้าหลังในโลกปัจจุบัน ที่ปิดหูปิดตาประชาชน การที่รัฐบาลทำเช่นนี้เป็นเพราะต้องการคุมอำนาจในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ที่มีการคอร์รัปชั่นกันอย่างกว้างขวางในหน่วยงานราชการเกือบทั้งประเทศ อีกทั้งรับเด็กเส้น (Nepo Baby และ Nepo Kids) เข้าทำงานในทุกหน่วยงาน การสัญญาว่าจะให้ในการเลือกตั้ง แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วก็มิได้ดำเนินการตามที่สัญญา ผู้ที่ต้องการให้ประเทศมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขจัดการเล่นพรรคเล่นพวกให้หมดสิ้นไปคือกลุ่ม Gen Z ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษาในมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องการให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีลาออกให้หมด มีการเผาโรงพยาบาล โรงเรียน รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล บ้านพักข้าราชการและบ้านพักอาศัย นับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ร้ายแรงกว่าทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขณะนี้ก็มี Amnesty International ได้เข้าไปตรวจสอบกรณีผู้เสียชีวิต นายกรัฐมนตรีได้ลาออกแล้ว ขณะนี้จึงเป็นช่องว่างของประเทศ ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ โดยประธานศาลฎีกาจะมารับตำแหน่งชั่วคราวก่อน

การประท้วงครั้งนี้แสดงให้เห็นความอัดอั้นตันใจของคนกลุ่มนี้มานานในขณะที่ ประเทศอื่นๆ มีเสรีภาพทางสื่อแต่พวกเขากลับถูกปิดกั้น เป็นลักษณะเผด็จการทางความคิดและปิดข่าวการทำไม่ดีของรัฐบาล อีกประการหนึ่งผู้นำไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ Social Media ที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน เป็นเพราะเนปาลขาดความเจริญทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และขาดเทคโนโลยีในการตรวจสอบสื่อปลอมด้วย ถ้าเปรียบเทียบ พลังประชาชนที่เกิดขึ้นในเนปาลครั้งนี้กับประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทยแล้วก็มีความต่างกัน

ในฟิลิปปินส์พลังประชาชนเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบเพราะเขาได้ศึกษาการสร้างพลังประชาชนมานานมาก มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การก่อตัวพลังประชาชนค่อยๆ เกิดขึ้นจากปี 1983-1986 เพื่อขับ Marcos ออกนอกประเทศจนสำเร็จด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นเช่นกัน แต่ด้วยเหตุที่ฟิลิปปินส์เคยเจริญมาก่อนจึงได้ปรับสภาพของประเทศได้ตามขั้นตอน คือสร้างประชาธิปไตยก่อนด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางข้อที่ลดอำนาจของผู้นำ และสร้างเศรษฐกิจให้รุดหน้าไปไกลในสมัย Ramos และผู้นำได้ดำเนินการบริหารต่อเนื่องมาในปัจจุบันจนไม่เป็น Sick man of Asia และการพัฒนาเศรษฐกิจก็อยู่ในระดับต้นๆ ของอาเซียน แม้จะมีความขัดแย้งบ้างแต่เขาให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ส่วนอินโดนีเซียเป็นเผด็จการมานาน และมีการคอร์รัปชั่นมากกว่าฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดพลังประชาชนต่อต้านรัฐบาลซูฮาร์โต เขาต้องลงจากตำแหน่งเพราะอำนาจอยู่ที่พรรคพวกบริวาร ยากที่จะทลายลงได้ พลังประชาชนในปี 1997 ก็ไม่แพ้เนปาล มีความรุนแรงมาก ทั้งนี้ เนื่องจากอินโดนีเซียไม่เคยเป็นประชาธิปไตยมาก่อน แต่ด้วยโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้มีการเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มซูฮาร์โต ประชาชนอยากได้ประชาธิปไตย จึงได้เกิดพลังประชาชนต่อต้านระบบการปกครองของเขา และมีความรุนแรงมากเพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้อย่างไรโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ด้วยความช่วยเหลือของประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียจึงค่อยๆ สร้างประชาธิปไตยจาก 1998 เป็นต้นมาและพัฒนาเศรษฐกิจจนรุดหน้าไปไกลในขณะนี้

Advertisement

ประเทศที่สามคือประเทศไทย ก็ได้เกิดพลังประชาชนในช่วงทักษิณเป็นายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับประเทศดังกล่าวข้างต้น และมีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ภาคประชาชนก็ค่อยๆ เรียนรู้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยทำให้การบริหารงานไม่ต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวม

บทเรียนที่ได้จาก 4 ประเทศดังกล่าว อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า

1.รัฐบาลไม่โปร่งใสแม้จะบอกว่าประเทศเป็นประชาธิปไตยก็ตาม แต่การปกครองก็ยังเป็นการปกครองจากบนสู่ล่าง ซึ่งเป็นค่านิยมที่แฝงอยู่ แต่ผู้นำก็สามารถทำให้ลดลงได้และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

2.พรรคพวกบริวาร (Cronies) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำลงจากตำแหน่งในยุคเทคโนโลยีข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน

3.ถ้าภาคประชาชนอ่อนแอ รวมกันไม่ได้เป็นปึกแผ่น ก็ไม่สามารถต่อต้านความไม่โปร่งใส ความรับผิดชอบของรัฐบาล และการไม่เคารพกฎหมายได้

4.การคิดถึงผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด