หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ปริศนาของรูปสลัก

22.09.25 | 11:31 น.

สะพานแห่งกาลเวลา : ปริศนาของรูปสลัก

เมื่อปี 1908 นักโบราณคดีลงมือขุดค้นสำรวจแหล่งขุดค้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำดานูบ ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน วิลเลนดอร์ฟ ของเมืองวาเชา ประเทศออสเตรีย แล้วก็ได้พบกับรูปสลักแปลกประหลาดเข้าชิ้นหนึ่ง เป็นรูปสลักขนาดเล็กของสตรีไร้ใบหน้า ขนาดสูง 4.3 นิ้ว ที่น่าสนใจคือมีทรวงอกใหญ่คล้อย ส่วนท้องกลมใหญ่นูนเด่น สะโพกกลม ส่วนศีรษะเป็นเส้นผมลักษณะหยิกขอดเป็นก้อนกลม พวกเขาเรียกรูปสลักหินขนาดเล็กนี้ว่า วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ

ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ มีการขุดค้นพบรูปสลักหินแบบเดียวกันนี้ในอีกหลายที่ทั่วทวีปยุโรป ตั้งแต่เนินเขาในฝรั่งเศส เรื่อยไปจนถึงริมทะเลในยูเครน ชื่อ วีนัส ที่ใช้เรียกขานรูปสลักนี้เป็นการหยิบยืมเอาชื่อของเทวะสตรีของชาวโรมันมาใช้ คือเทพีวีนัส ที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึง ความรัก, ความงาม และการเจริญพันธุ์ ทั้งๆ ที่เมื่อตรวจสอบกันแล้ว อายุของรูปสลักหินนี้เก่าแก่ยิ่งกว่าอาณาจักรโรมันอยู่มากมายด้วยซ้ำไป

นักโบราณคดีระบุว่า วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ คือผลงานที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลือมาจากโลกยุคหินเก่า โดยเชื่อกันว่าเป็นรูปสลักหินที่สร้างขึ้นเมื่อ 25,000 ปีมาแล้ว ในยุคที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย อันเป็นยุคที่มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างเร่ร่อน รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อล่าสัตว์เป็นอาหารกันเท่านั้นเอง

นั่นทำให้ วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ กลายเป็นปริศนาสำหรับนักโบราณคดีอยู่ในหลายๆ ด้านด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ปริศนาพื้นฐานที่สุดนั่นคือ จริงๆ แล้วมันถูกทำขึ้นที่ไหนกันแน่ และใครเป็นผู้ทำหรือผู้สร้างรูปสลักนี้ขึ้นมา เพราะแม้ว่าบริเวณโดยรอบหมู่บ้านวิลเลนดอร์ฟ จะมีหลักฐานบ่งชี้ถึงร่องรอยการตั้งหลักแหล่งที่เก่าแก่ถึงราว 43,000 ปีมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่น่าจะใช่แหล่งกำเนิดของรูปสลักนี้ เพราะตัวรูปสลักนั้นแกะสลักมาจากหินปูนชนิดหนึ่งซึ่งไม่พบเห็นในพื้นที่บริเวณดังกล่าว

Advertisement

เพื่อไขปริศนานี้ ในปี 2022 ทีมนักวิจัยนำโดย แกร์ฮาร์ด เวเบอร์ นักบรรพชีวินวิทยาชาวออสเตรีย ลงทุนใช้เทคนิค ไมโคร-คอมพิวต์ โทโมกราฟี (micro-computed tomography) มาสแกนเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบของหินปูนที่ใช้ทำรูปสลัก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับองค์ประกอบของหินปูนในที่ต่างๆ ทั่วทั้งยุโรป ได้ข้อสรุปว่า หินปูนที่มีองค์ประกอบใกล้เคียงที่สุดไม่ได้อยู่ในออสเตรีย หากแต่เป็นหินปูนจากแหล่งตอนเหนือของประเทศอิตาลี บริเวณใกล้กับทะเลสาบการ์ดา ทางใต้ของเทือกเขาแอลป์

ในส่วนของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะจากยุคหินเก่านี้นั้น นักโบราณคดีเชื่อว่า จากอายุของรูปสลักรวมไปถึงรูปลักษณ์ที่ออกแบบมานั้น น่าจะเป็นผลงานของชนเร่ร่อนที่เรียกว่า ชาว กราเวทเชียน (Gravettian) ซึ่งใช้ชีวิตเร่ร่อนล่าสัตว์ครอบคลุมพื้นที่ในยุโรปที่สอดคล้องกับการกระจายตัวของรูปสลักหินทั้งหลายที่ขุดค้นพบ

แม้จะได้คำตอบว่าด้วยเรื่องใครทำ และทำที่ไหนแล้ว วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ก็ยังคงมีปริศนาที่ทำอย่างไรก็ให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้อีกประการ นั่นคือ คำถามที่ว่า รูปสลักหินนี้สร้างขึ้นไว้เพื่ออะไรกัน?

มีข้อสันนิษฐานหลายประการในเรื่องนี้ บ้างบอกว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ ทางวัฒนธรรมบ้าง บางคนระบุว่าเป็นการสร้างขึ้นมาให้เป็นตัวแทนของเทพหรือเทพี มีเช่นกันที่บอกว่าอาจเป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสังคมเฉยๆ เท่านั้นเอง

บางทฤษฎี ซึ่งน่าจะได้อิทธิพลจากชื่อเรียกว่า วีนัส อยู่ไม่น้อย ระบุว่า วัตถุประสงค์ที่สร้างรูปสลักนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นตัวแทนของการเจริญพันธุ์ โดยชี้ว่ารูปลักษณ์ของรูปสลักก็บ่งบอกว่าเป็นสตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอด เรื่อยไปจนถึงว่ารูปสลักนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์เรื่องเพศในเชิงอีโรติกก็มี

คำอธิบายที่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นระบุว่า วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ นั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกถึงสุขภาพ การอยู่รอด และอายุยืนยาวมากกว่าอย่างอื่น โดยเชื่อว่าค่านิยมเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคน้ำแข็ง ซึ่งสภาพแวดล้อมยากลำบากอย่างยิ่ง อาหารการกินมีน้อยและคาดหวังไม่ได้ ไม่แน่นอน วันนี้ล่าได้ ไม่แน่ว่าวันหน้าจะยังล่าได้อีกหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการสร้างสรรค์ วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ขึ้นมา เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง ความอยู่รอดปลอดภัย รุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินมากกว่าอย่างอื่นครับ

ไพรัตน์ พงศ​พานิชย์