หนึ่งในบทกวีสมัยราชวงศ์ถัง “ยามค่ำจอดเรือ ณ สะพานเฟิง” ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพจิตใจของผู้พ่ายแพ้ในเวทีการเมือง ความโดดเดี่ยว ความว่างเปล่า ล้วนเป็นภาพสะท้อนถึงความไม่เที่ยงของอำนาจ เพราะอำนาจเป็นเรื่องไม่จีรังยั่งยืน ย่อมเสื่อมสูญในวันใดวันหนึ่ง เปรียบเสมือนเงาของแสงจันทร์ และเตือนให้ผู้ครองอำนาจหันกลับมามองคุณธรรมและมโนธรรม อันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนเหนือยิ่งสิ่งอื่นใด
ผู้ประพันธ์บทกวีนาม “จาง จี้” เป็นกวีเอกที่ต้องตกอยู่ในภาวะแห่งความล้มเหลวและความสิ้นหวังในชีวิต บทกวีนี้มิใช่เพียงบรรยายเกี่ยวกับธรรมชาติ แต่ยังเป็นการบันทึกความโดดเดี่ยวของผู้เดินทาง และในมุมมองการเมือง ก็จะกลายเป็น “ภาพสะท้อนนักการเมืองที่เสื่อมถอย”
บทกวีมากด้วยความหมายอันให้ข้อคิด เตือนสติ อย่ายึดติดกับอำนาจ โดยเริ่มต้นว่า ดวงจันทร์ลับ อีกากู่ร้อง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยน้ำค้าง แสงจันทร์เปรียบเสมือนอำนาจที่เคยรุ่งโรจน์สูงส่ง แต่สุดท้ายก็ร่วงโรย เสียงกาโศกเศร้าละม้ายกับเสียงซุบซิบของสังคม
ใต้ต้นเฟิงและไฟฟ้าบนเรือประมงส่องแสงเป็นปกติ บ่งบอกว่าชีวิตของชาวบ้านยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม แตกต่างจากนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจ แม้มีชื่อเสียงแต่นอนไม่หลับเพราะความกังวล จึงเป็นการสะท้อนว่า “การเมืองมิได้เป็นศูนย์กลางของโลกเสมอไป” เพราะประชาชนยังคงใช้ชีวิตตามปกติวิสัย
เหตุการณ์ที่เมืองกูซู มณฑลเจียงซู ณ บริเวณวัดหานซาน เสมือนสัญลักษณ์แห่งการถูกกีดกันให้ออกจากเวทีใหญ่ วัดหานซานจึงเปรียบดังที่พำนักของผู้ถูกทอดทิ้ง (เมืองกูซูปัจจุบันคือเมืองซูโจว)
ยามเที่ยงคืน เสียงระฆังดังมาถึงเรือที่ทอดสมอจอดอยู่ใกล้วัดนั้น คือเสียงเตือนของกาลและการณ์แห่งชะตากรรม ดังก้องราวกับเตือนว่าอำนาจเป็นเพียงชั่วคราว ทุกคนสุดท้ายต้องเผชิญกับความว่างเปล่า
เหตุการณ์ทอดสมอจอดเรือที่นอกกำแพงวัดหานซานของ “จาง จี้” สอดคล้องกับการเมืองร่วมสมัยคือ ในหลายประเทศ เราเห็นนักการเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อสูญเสียอำนาจกลับถูกลืมอย่างรวดเร็ว กาลครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นคนของประชาชน แต่เมื่อหมดวาระก็ต้องด้วยอาญา ถูกสังคมวิจารณ์ก่นด่าสาปแช่ง โดยไม่คิดถึงความดีของผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นบ้าง ความสำคัญที่เคยมีในสภากลับกลายเป็นอดีตที่โลกลืม แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงแนวคิดของ “จาง จี้” อย่างชัดเจนว่า “อำนาจคือเงาแห่งจันทร์” ไม่เคยยั่งยืน ก็เพราะอำนาจไม่ถาวรเช่นเดียวกับจันทร์ลับฟ้า อำนาจย่อมเสื่อมสูญในวันใดวันหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดจะขึ้นหรือลง ชาวบ้านก็ยังต้องหุงหาอาหาร จับปลา ทำไร่ไถนาตามปกติวิสัย
เมื่อเสียงระฆังของวัดหานซานดังขึ้นตอนกลางดึกอันเงียบสงัด น่าจะเป็นการตอกย้ำว่า “คุณค่าของชีวิตมิใช่เพียงอำนาจ หากคือคุณธรรมและความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่”
ปฏิเสธมิได้ว่ากวีนิพนธ์ของ “จาง จี้” นั้นลุ่มลึกกว่าประวัติศาสตร์ กวีสี่บรรทัด 28 ตัวอักษรกลับมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าพงศาวดาร เพราะเข้าถึงหัวใจของผู้ที่ “พ่ายแพ้” ได้ชัดเจนกว่าตัวเลขหรือเอกสารใด
บทกวีนี้จึงเสมือนกระจกสะท้อนว่า “ชื่อเสียงและตำแหน่งเป็นเพียงภาพลวงตา ความโดดเดี่ยวคือเพื่อนแท้ยามหมดอำนาจ คุณธรรมเท่านั้นที่ทนต่อเวลาและเหตุการณ์”
ดูเหมือนว่าบทกวี “ยามค่ำจอดเรือ ณ สะพานเฟิง” หาใช่เพียงบทบันทึกการเดินทาง หากคือกวีนิพนธ์ที่สามารถขับขานเป็น “บทเพลงแห่งความพ่ายแพ้ของนักการเมือง” ที่บอกเราว่า เมื่ออำนาจเลือนหายจากไป สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่เคียงข้างคือ ความเงียบเหงาในหัวใจ และเสียงระฆังที่ก้องสะท้อนในยามรัตติกาล คือเสียงเตือนให้ระลึกว่า การเมืองมิใช่แก่นแท้ของชีวิต มีแต่คุณธรรมและมโนธรรมเท่านั้น คือสัจธรรมที่ไม่เคยเลือนหาย ดุจสายน้ำอันนิรันดร์ที่จะต้องจารึกในประวัติศาสตร์สืบไป
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

