หน้าแรก บทความ มหาวิทยาลัยไท...

มหาวิทยาลัยไทย ทำอะไร? ก็ ‘สำเร็จ’ ถ้า…?

26.09.25 | 12:38 น.

มหาวิทยาลัยไทย ทำอะไร? ก็ ‘สำเร็จ’ ถ้า…?

มหาวิทยาลัยไทยแต่ละแห่งต่างมีทรัพยากรที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ของคณาจารย์และนักวิจัย พลังสร้างสรรค์ของนักศึกษา เครือข่ายศิษย์เก่า หรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางวิชาการ แต่ปัญหาคือแต่ละแห่งยังคงทำงานอย่างแยกส่วน มหาวิทยาลัยไทยต้องหาคำตอบใหม่ที่ไม่ใช่การแข่งขันอย่างโดดเดี่ยว แต่คือการ “ร่วมมือ” เพื่อสร้างคุณค่า

เมื่อเปรียบเทียบกับโลกภายนอกจะเห็นความแตกต่างชัดเจน เช่น โครงการ Erasmus+ ของสหภาพยุโรป ที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยในประเทศสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง จนเกิดการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม หรือความร่วมมือระหว่างสถาบันระดับโลกอย่าง MIT ในสหรัฐอเมริกากับมหาวิทยาลัยชิงหัวของจีน ที่ร่วมกันสร้างห้องวิจัยและสตาร์ตอัพด้านพลังงานสะอาด

ส่วนความร่วมมือภายในประเทศ เช่น สิงคโปร์ โดยเฉพาะ National University of Singapore เลือกแนวทางบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทำให้งานวิจัยตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมเมืองยั่งยืน เกาหลีใต้พัฒนา “Daedeok Innopolis” ที่มหาวิทยาลัยทำงานกับอุตสาหกรรมและรัฐบาลจนเกิดระบบนิเวศนวัตกรรม หรือจีนผลักดันความร่วมมือผ่านโครงการ Chengdu-Chongqing Economic Circle ที่บูรณาการมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาล เพื่อสร้างระบบนวัตกรรมและยกระดับเศรษฐกิจ กรณีต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือต้องไม่ใช่แค่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่ต้องเป็นการลงมือปฏิบัติจริงที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สำหรับประเทศไทย เริ่มเห็นความพยายามบ้างแล้ว เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพที่ทำงานร่วมกับร้านอาหาร Baan Tepa (บ้านเทพา) พัฒนาเมนูอาหารไทยยั่งยืน หรือ Asian Institute of Technology (AIT) ที่เปิดหลักสูตรด้าน Food Innovation ร่วมกับหน่วยงานนานาชาติ แต่กรณีที่น่าศึกษาคือ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือสามารถเป็นแนวทางปฏิบัติได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตรปฐมวัยร่วมกับโรงเรียนเครือข่าย การวิจัยด้านอาหารและโภชนาการที่ทำงานกับทั้งภาครัฐและเอกชน ไปจนถึงการทำงานกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง นอกจากนี้ “สวนดุสิตโพล” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทเชื่อมโยงกับสังคมระดับประเทศ และสะท้อนเสียงของประชาชนสู่การพัฒนานโยบาย

Advertisement

แนวปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยไทยควรเดินตามเพื่อต่อยอดความร่วมมือมีอยู่หลายด้าน ประการแรกคือ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย หรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน ประการที่สองคือ การสร้างเครือข่ายตามจุดแข็ง แต่ละมหาวิทยาลัยควรยอมรับความถนัดที่ต่างกันและจับมือกันเป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ หรือการพัฒนาชุมชน ประการที่สามคือ การสร้างโครงการวิจัยและนวัตกรรมร่วม ที่ตอบโจทย์ภายในประเทศ พร้อมกับเชื่อมโยงกับประเด็นระดับโลก เช่น Climate change เศรษฐกิจดิจิทัล และสาธารณสุข

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ซามี โมฮาเหม็ด (Sami Mohamed) จากวิทยาลัยการแพทย์ดูไบสำหรับสตรี (Dubai Medical College for Girls) กล่าวว่า ความร่วมมือที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความเคารพซึ่งกันและกัน และมีการสื่อสารที่โปร่งใสอย่างต่อเนื่อง

การกำหนดเป้าหมายร่วมอย่างจริงจังทำให้การหาพันธมิตรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และวิธีการทำงานของแต่ละสถาบันช่วยให้หาจุดร่วมได้ง่ายขึ้น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ควรรอให้ผู้อื่นยื่นมือเข้ามา แต่ต้องเป็นฝ่ายริเริ่ม เปิดช่องทางพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใส ข้อตกลงที่ชัดเจนก็เป็นพื้นฐานของความร่วมมือที่ยั่งยืน เพราะช่วยกำหนดบทบาท หน้าที่ และขอบเขตการทำงาน พร้อมรักษามาตรฐานจริยธรรมและความเป็นมืออาชีพ นอกจากนี้ ควรมีการแบ่งปันข้อมูลและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยร่วม ซึ่งหัวใจของความร่วมมือคืการยอมรับในความแตกต่างและการเปิดใจที่จะเรียนรู้จากกันและกัน

หากมหาวิทยาลัยไทยยังแข่งขันแบบแยกส่วน ผลลัพธ์คือการซ้ำซ้อนและสิ้นเปลือง แต่หากหันมาผนึกกำลัง ความหลากหลายทางองค์ความรู้และทรัพยากรจะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่มากกว่าเดิมหลายเท่า บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยไทยควรเปลี่ยนจาก “ผู้รอรับงบประมาณ” ไปสู่ “ผู้สร้างคุณค่า” ที่สังคมสัมผัสได้จริง และมหาวิทยาลัยไทยจะยืนหยัดได้ ไม่ใช่เพราะ “ยืนเดี่ยว” แต่เพราะ

“ยืนร่วม” ด้วยพลังแห่งความร่วมมือ

เพราะจริงๆ แล้ว มหาวิทยาลัยไทยไม่ได้ด้อยหรือขาดศักยภาพ แต่สิ่งที่ขาดคือ การรวมพลังร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม หากมหาวิทยาลัยสามารถก้าวข้ามกำแพงของตนเอง และสร้างความร่วมมือที่จริงใจและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะภายใน ระหว่างสถาบัน หรือกับภาคส่วนต่างๆ มหาวิทยาลัยไทยจะไม่ใช่ภาระของรัฐอีกต่อไป แต่จะเป็นคลังสมองและเสาหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และนวัตกรรมของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง