การเมืองใต้ – จับสัญญาณการเมืองไทยในเวลานี้แนวโน้มยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ทำส.ส.ในสภาไม่เป็นอันกินอันนอน วิ่งรอกออกลงพื้นที่จับยึดฐานที่มั่นในการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึงนี้ ผลมาจากทิศทางลมทางการเมืองเปลี่ยนไวผลัดใบถี่ ขั้วรัฐบาลอนุรักษ์นิยมชัดเจนขึ้นว่าจะมีอย่างน้อยคือ พรรคภูมิใจไทยในการถือธงนำครั้งนี้
พิจารณาดูแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับประเทศ ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่รุนแรงมากที่สุดและเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2562
ในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่เดิมต่อสู้กับพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย เป็นหลัก โดยได้ประชาธิปัตย์คว้าที่นั่งใน 22 เขต พลังประชารัฐ 13 เขต และภูมิใจไทย 8 เขต สะท้อนได้ว่าภาคใต้มีโอกาสเจาะได้และทำได้หากมีจุดแข็งที่เหนือกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรักชาติและการเมืองที่ต่อต้านระบอบทักษิณ
ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่เดิมต่อสู้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ เป็นหลัก โดยครั้งนี้ ประชาธิปัตย์คว้าที่นั่งได้ใน 17 เขต รวมไทยสร้างชาติ 14 เขต ภูมิใจไทย 12 เขต และพลังประชารัฐ 7 เขต
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาคใต้มีผู้เล่นทางการเมืองเยอะขึ้น คือ ความเบื่อหน่ายในการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผูกขาดบุคคล ขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ ขณะเดียวกันยังรวมถึงความอ่อนแอของพรรคพระแม่ธรณีสีฟ้าแห่งนี้ ที่บุคคลแกนนำระดับหลายคนของพรรคทิ้งหนีหายเพื่อแสวงโอกาสที่ดีกว่าในทางการเมือง
อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ในปี 2562 เข้าจัดตั้งพรรครวมพลังประชาติไทยและกวาดเอาตระกูลบ้านใหญ่จุลใสแห่งชุมพรเข้าร่วมพรรค พลังประชารัฐได้แกนนำในระดับท้องถิ่นหลายคนซึ่งเคยเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเปิดทางและทลายเครือข่ายของพรรคที่มีในภาคใต้ ขณะที่ภูมิใจไทยดำเนินการในลักษณะทำนองเดียวกันโดยใช้ระบบการยึดเครือข่ายบ้านใหญ่ของแต่ละจังหวัดเข้ามาทำพื้นที่ เช่น ตระกูลเลียงประสิทธิ์ บ้านใหญ่สตูล ตระกูลรัชชกิจประการ บ้านใหญ่พัทลุง ตระกูลกิตติธรกุล เป็นต้น ขณะที่หลายๆ พรรคก็ใช้โมเดลการยึดบ้านใหญ่ของแต่ละจังหวัดและเครือข่ายเดิมของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเช่นเดียวกัน
ความอ่อนแอทั้งภายนอกและภายในของพรรคประชาธิปัตย์ปะทุอีกครั้งหลังความขัดแย้งไม่ลงรอยของหัวหน้าพรรค ‘เสี่ยต่อ’ เฉลิมชัย ศรีอ่อน และเลขาธิการพรรค นายกชาย ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ ที่กินแหนงแคลงใจกันระหว่างช่วงที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเพื่อไทยไปภูมิใจไทย โดยเสี่ยต่อ เชื่อมสัมพันธ์อันดีกับพรรคภูมิใจไทยผ่าน ส.ส. ต๊ง ‘มนตรี ปาน้อยนนท์’ เพื่อนสนิทกับ เนวิน ชิดชอบ มาอย่างยาวนานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกีฬา ‘ประจวบเอฟซี’ ที่ได้กำลังหนุนจากค่ายสีน้ำเงินมาโดยตลอด
ขณะที่ ‘นายกชาย’ ลูกหม้อเก่าไทยรักไทย กลับเลือกที่จะหนุนพรรคเพื่อไทยโดยใช้คำว่า ‘ผมลืมบอกพี่ต่อ’ ในช่วงที่มีการหนุนพรรคเพื่อไทยเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อ มิหนำซ้ำ ‘นริศ ขำนุรักษ์’ รองหัวหน้าพรรคก๊วนเดียวกันยังเดินเกมซุ่มเงียบพาลูกและก๊วนต่างพรรคเข้าสนับสนุนร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยข้ามหน้าข้ามตาหัวหน้าพรรคโดยไม่กระซิบสักคำ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มนิพนธ์ บุญญามณี ที่พาส.ส. ‘โกถึก’ สมยศ พลายด้วง ส.ส.ราชิต สุดพุ่ม พร้อมลูกชาย นายสรรเพชญ์ เข้าร่วมกลุ่มพรรคภูมิใจไทยจนเกือบจะได้ตำแหน่งรมช. พณ. อีกราย
ความอลวนอลเวงเหล่านี้ทำให้เสี่ยต่อหัวหน้าพรรคอยู่ไม่ได้ ลูกน้องไปทาง หัวหน้าไปทาง ภาษานักเลงเขาเรียกว่า ‘ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามกันไม่ได้’ เมื่อหน่อแก่กว่าลำ ไม่ให้เกียรติกันก็แยกกันเดิน
12 ก.ย. 68 เสี่ยต่อลงนามลาออกหัวหน้าประชาธิปัตย์ทันทีเพื่อจบปัญหาทุกอย่าง คราวนี้มากกว่า
เซ็ทซีโร่ใหม่ของกรรมการบริหารพรรค คือ ผึ้งแตกรัง กลุ่มก๊วนที่ไม่มั่นใจในสถานการณ์ของพรรคเริ่มออกอาการดีล ขณะเดียวกันพรรคใหญ่อีกสองพรรค ภูมิใจไทย กล้าธรรมก็เร่งทอดสะพานไปหา ทำให้การเมืองภาคใต้ตอนนี้ยุ่งยิ่งกว่ายุงตีกัน
การเมืองใต้ในวันที่มีมากกว่านายหัว (ชวน) ในวันนี้ที่มี ‘เสี่ยต่อ โกเกี๊ยะ เจ๊เปี๊ยะ นายกชาย ผู้กองนัส’ มารุมมาร่วมแบ่งพื้นที่เค้กชิ้นนี้ ในวันที่ประโยชน์นิยมต้องมาก่อน วันนี้ต้องยอมรับ ประชาธิปัตย์ หืดขึ้นคอ และต่อให้ได้อดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมา แต่ไฟลามทุ่ง เกินกว่าจะกู้คืนให้กลับสภาพมาไหว ส่องมองลงไปรายจังหวัดตอนนี้ไล่มองไปตอนนี้ เริ่มตั้งแต่ประจวบฯ ลงไปสุดชายแดน จะเห็นว่า
ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นอยู่กับเสี่ยต่อ ว่าจะเดินทางไหนเพราะหากยึดตามคำให้การของ โกหนอ ‘สมชาย โล่สถาพรพิพิธ’ แล้ว บอกว่า เสี่ยต่อไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะอยู่หนุนให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคให้จบสิ้นใน 18 ต.ค. นี้ และอีก 1 อาทิตย์จะมาบอกว่าจะเลือกว่าจะไปภูมิใจไทย หรือกล้าธรรม ซึ่งอย่าลืมว่าในนี้มีทั้ง ส.ส.ต๊ง มนตรี ปาน้อยนนท์ และ ประมวล พงษ์ถาวราเดช ปัจจุบันเป็นประธานส.ส.พรรคปชป. หากเสี่ยต่อเดินไปทางไหนก็ย่อมตามไปด้วย
ชุมพร กลุ่ม ลูกหมี ชุมพล จุลใส พาลูกช้างและก๊วนอบจ. ทั้งหมดเข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เป้นที่แน่แท้แล้วว่า บ้านใหญ่จุลใส เลือกตั้งรอบหน้าจะปูสีน้ำเงินในชุมพรให้ครบทั้งสามเขต
สุราษฎร์ธานี บ้านใหญ่หลายก๊วน ทั้งก๊วนของ กำนันศักดิ์ พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว อดีตนายกอบจ. ในร่มเงาของพรรคกล้าธรรม และบ้านใหญ่กาญจนะที่ได้รับชัยชนะไปเมื่อการเลือกตั้งอบจ.ที่ผ่านมา รวมถึงส.ส. ซึ่งส่วนใหญ่สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยังไม่เลือกทิศทางในการเลือกตั้งรอบหน้า ยังมีสิทธิลุ้นให้แต่ละพรรคเข้ามาจับจอง ซึ่งมีข่าวว่าภูมิใจไทย เข้ามาคุยเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ลงตัว
นครศรีธรรมราช การเมืองภายใต้พรรคสีน้ำเงิน ตอนนี้มีส.ส. คนดังของปชป. หลายเขต ได้รับการทาบทามให้ย้ายพรรครอบหน้า หวังกอบโกยชัยอีกรอบในสนามใหญ่ระดับประเทศ หลังพา น้ำ ‘วาริณ ชินวงศ์’ เข้าวินนั่งตำแหน่งนายกอบจ. ล้มช้างใหญ่ ป้าต้อย ‘กนกพร เดชเดโช’ แห่งปชป. ได้สำเร็จ หากสังเกตแล้วพื้นที่ที่ได้พานายกฯ น้ำ ได้รับชัยในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไข่แดง โซนในของตัวจังหวัดขณะที่โซนรอบนอกบ้านใหญ่เดชเดโชยังยึดกุมไว้ได้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของการดึงดูดส.ส. เครือข่ายสั้นๆ เพื่อหวังชิงพื้นที่นี้แทน
ระนอง-พัทลุง-สตูล-กระบี่ พลังของกลุ่มบ้านใหญ่ภูมิใจไทยเข้ายึดครองพื้นที่เบ็ดเสร็จ บ้านใหญ่ระนองได้พลังส.ส. ‘เอ’ คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ อดีตนายกอบจ. ทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้ง ที่เข้าทำพื้นที่ประกอบกับเครือข่ายท้องถิ่นที่มีตั้งแต่สนามอบจ. สู่สนามส.ส. ควบคุมฐานเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนหน้านี้ ปชป. เคยประกาศส่งในนามพรรคแต่ทว่าเปลี่ยนใจส่ง ‘วิรัช ร่มเย็น’ ส.ส. ผูกขาดลงชิงชัยแทนในปี 2562 ถือเป็นการตัดสินใจผิดหรือถูกไม่ทราบได้แต่วันนี้ ‘คงกฤษ’ กลายมาเป็นส.ส. เต็มตัวในพื้นที่เสียแล้ว
ขณะที่พัทลุง บ้านใหญ่รัชชกิจประการ เจ๊เปี๊ยะ ที่ดูแลมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2562 กวาดเก้าอี้ทิ้งปชป. เหลือเก้าอี้เดียวในจังหวัด ผลัดกันไปผลัดกันมา และล่าสุด ‘นริศ ขำนุรักษ์’ คู่แข่งในพื้นที่ยอมสยบซบพรรคภูมิใจไทยจากการโหวตสวนหนุนอนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่ผ่านมา ทำให้การแข่งขันรอบหน้าในพื้นที่อาจเป็นสีน้ำเงินหนึ่งเดียว
เช่นเดียวกับสตูลและกระบี่ต่างมีบ้านใหญ่ โซนสตูลนั้น ‘โกเกียรติ’ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ดูแลอยู่ ส่วนกระบี่มี ‘โกหงวน’ สมศักดิ์ กิตติธรกุล รับผิดชอบ และรอบนี้ได้ลูกสาว ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ นั่งรมช. มหาดไทยด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการล็อกพื้นที่รอบหน้าอย่างชัดเจนในกระบี่ รวมถึงนอกพื้นที่อย่างจังหวัดพังงา ที่ภูมิใจไทยเคยมี 1 เก้าอี้ในจังหวัด
ภูเก็ต ถือเป็นจังหวัดที่เป็นชุมชนเมืองเสียส่วนใหญ่ คะแนนความเป็นบ้านใหญ่และทุน จึงอาจไม่มีผลต่อการตัดสินใจมากนัก โดยรอบที่ผ่านมาส.ส.จากพรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งยกจังหวัด แต่กระนั้นปัจจุบันภูมิใจไทยก็ได้อดีตผู้สมัครส.ส.ปชป. ของภูเก็ตรอบที่ผ่านมาเป็นสมาชิกพรรคและหวังถึงชัยชนะในพื้นที่ต่อการเลือกตั้งสมัยหน้าเช่นกัน
ตรัง บ้านใหญ่ ตระกูลโล่ ของ ‘โกหนอ’ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ผู้ประกาศว่า ‘พวกเดียวกันแต่คนละพรรค ดีกว่าพรรคเดียวกันแต่คนละพวก’ และเขามองว่าการเมืองในภาคใต้ตอนนี้เป็นเรื่องปกติในยามที่พรรคปชป.อ่อนแอ และเขายอมรับว่า เลือกตั้งรอบที่แล้วเป็นคนหนุนให้กับส.ส. 2 เขตที่พรรคปชป. แพ้การเลือกตั้ง เพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน
ขณะที่อีกฝั่งอย่างเสี่ยตาล ‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ ถูกมองว่าเป็นคนละขั้ว หลังบาดหมางในศึกอบจ. ตรัง โดยการตัดสินใจว่าบ้านใหญ่ตรังจะเลือกไปทางไหน ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคปชป. ว่าจะเลือกใคร หากมี ‘สมชาย ไม่มีสาทิตย์’ และหากมี ‘สาทิตย์ไม่มีสมชาย’ ในพรรคปชป. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแนวโน้มที่สมชายจะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยย่อมมีมากกว่าพรรคกล้าธรรมของผู้กองธรรมนัส
สงขลา พลังสงขลาแตกกระสานซ่านเซ็น จากเดิมที่เคยรวมพลังก๊ก ก๊วน ในพรรคเดียวกันถึงคราวนี้ ส.ส. ดาวฤกษ์ ต่างแยกหนีหายออกจากชายคา ทั้งนิพนธ์ บุญญามณี ที่ขนก๊วนส.ส. ในสังกัด รวมถึงแกนนำในอบจ. สงขลา บางส่วน เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่ นายกชาย ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ และครอบครัวแน่ชัดว่า ไม่สามารถไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยได้เนื่องจากการออกตัวตรงข้ามพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจนในคราวเป็นรมช.มหาดไทย จึงทำให้ต้องเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรม เพื่อนรักคนสนิทของนายกชาย ซึ่งหากเป็นไปตามนี้การเลือกตั้งรอบหน้า พรรคปชป. จะสูญเสียสส. ของสงขลาในรอบการเลือกตั้งที่ผ่านมาไปทั้งหมด
สามจังหวัดชายแดน ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ทางการเมืองในพื้นที่ยังคงเป็นผู้เล่นอย่างพรรคประชาชาติ ของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และเครือข่ายที่ยังคงครองพื้นที่ อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ จะมีส่วนแบ่งจากพรรคกล้าธรรมที่จะเข้าไปเจาะแน่นอนในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ตระกูล มะยูโซ๊ะ เข้ามาดูแลในพื้นที่ หลังสองพี่น้อง อามินทร์-บีลา สามารถเจาะพื้นที่ได้ใน 2 เขต ยิ่งไปกว่านั้นรอบนี้ อามินทร์ ได้รับการไว้วางใจจากพรรคกล้าธรรมให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลชุดนี้ด้วย จึงยิ่งมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมในยามที่พรรคประชาชาติกลับไปเป็นฝ่ายค้าน
ทั้งหมดนี้เป็นฉากทัศน์ทางการเมืองภาคใต้ที่กำลังเกิดขึ้นหลังการยุบสภาฯใน 4 เดือนข้างหน้า สะท้อนให้เห็นชัดถึงการอ่อนกำลังลงของพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังโดนเจาะฐานที่มั่นอย่างหนักท่ามกลางความอ่อนแอภายในพรรคที่ยังไม่ได้แก้ ซึ่งหากไม่สามารถกลับคืนมาได้ท้ายที่สุดอาจนำพาพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคอันดับสามในพื้นที่ได้ เพราะวันนี้ทั้งภูมิใจไทยและกล้าธรรมแบ่งกันเดิน แบ่งกันกินหมากไปเรื่อยๆ หากกู้ไม่ทัน เลือกตั้งรอบหน้าจะปิดตำนานนายหัวแดนสะตออย่างจริงจัง
แต่ตอนนี้การเมืองใต้เล่นกันชัดและแรง จะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องประเมินกันเป็นวันต่อวัน

