หน้าแรก บทความ สาธารณสุขชี้ว...

สาธารณสุขชี้วัดความก้าวหน้าแห่งอารยธรรม

30.09.25 | 12:30 น.

AI มิได้เป็นเพียงคำย่อภาษาอังกฤษของ Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์) เท่านั้น หากยังตรงกับภาษาจีนของคำว่า 愛 (ai อ่านว่าอ้าย = ความรัก) อันความเสมอภาคทางการแพทย์ที่เกิดจาก AI ได้เปลี่ยนสิ่งที่ล้าหลังที่สุดให้กลายเป็นสิ่งที่ก้าวหน้าที่สุด เปลี่ยนเรื่องที่โศกเศร้าที่สุดให้กลายเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ รังสรรค์โลกที่อบอวลไปด้วยความรัก

หากไม่มีความก้าวหน้าในการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง ย่อมไม่มีความก้าวหน้าของอารยธรรม การปฏิรูประบบสาธารณสุขของจีนได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ โดยอาศัยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ จึงทำให้พิชิตโรคเรื้อรังและการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอันเป็นประจักษ์

ตั้งแต่จีนทำการปฏิรูปเปิดประเทศในทศวรรษ 1970-1980 กลไกการแพทย์ได้เข้าสู่ระบบตลาด ส่งผลให้เกิดปัญหากระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะแบกรับไหว หากมีผู้ป่วยหนัก หรือประสบอุบัติเหตุ ก็มักต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก และอาจจบลงด้วยความโศกเศร้า

ปรากฏการณ์ที่พบบ่อยในสังคมจีน คือผู้ป่วยนิยมเดินทางไปรักษาในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เมื่อไปถึงก็ต้องรอคิว ลงทะเบียน ใช้เส้นสายหรือความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อติดต่อหาหมอที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักหรือโรคที่รักษายาก แทบจะหาหมอไม่ได้ ในที่สุดจึงกลายเป็นจุดจบของชีวิต

แม้แต่โรคธรรมดา ก็เคยถูกระบบประหลาดที่เรียกว่า “เลี้ยงหมอด้วยยา” เอาเปรียบคนไข้ เพียงเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ได้ยากลับบ้านเป็นกล่องใหญ่ เต็มไปด้วยยาบำรุงสารพัด ค่าใช้จ่าย 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) ทั้งนี้ ก็เพราะโรงพยาบาลต้องพึ่งค่าคอมมิชชั่นในการขายยา ซึ่งเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

Advertisement

ภาพยนตร์จีนเรื่อง “ฉันไม่ใช่เทพเจ้าขายยา”(ปี 2018) ได้สะท้อนและวิพากษ์ความไม่เป็นธรรมของระบบการแพทย์จีนอย่างตรงไปตรงมายารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์มีราคาสูงถึงขวดละ 40,000 หยวน (ประมาณ 200,000 บาท) ซึ่งผู้ป่วยทั่วไปที่มีฐานะการเงินไม่ดีจึงไม่สามารถซื้อได้ แต่ก็มีพ่อค้าหัวใสไปซื้อยาชนิดเดียวกันจากอินเดียในราคาขวดละเพียง 5,000 หยวน (ประมาณ 25,000 บาท) แต่ต้องด้วยความผิดทางอาญาในข้อหาลักลอบนำเข้า ตลอดจนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างผู้ป่วยกับผู้หิ้วยาจากอินเดียเข้าประเทศ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยที่ได้ประโยชน์จากการนั้นต้องยืนดูคนเข้าคุกด้วยน้ำตา กรณีสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของระบบที่ไม่เป็นธรรม ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ปลุกเร้าให้รัฐบาลเร่งปฏิรูป เพื่อแก้ไขปัญหายารักษาโรคร้ายที่ราคาแพงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้

การเกิดขึ้นของการแพทย์ที่ใช้ AI ได้เร่งให้ยาชนิดใหม่ของจีนพัฒนาเร็วขึ้น มีความพยายามใช้ยารักษาโรคร้ายแรงต่างๆ สามารถผลิตภายในประเทศเองได้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนำเข้า ก็ให้ใช้วิธีสั่งซื้อรวมเพื่อลดต้นทุน พร้อมทั้งมีมาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ และยกเลิก “ประเพณีเลี้ยงหมอด้วยยา”

ยามุ่งเป้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ซึ่งเคยปรากฏในภาพยนตร์ “ฉันไม่ใช่เทพเจ้าขายยา” นั้น บัดนี้ จีนสามารถผลิตยาเลียนแบบได้เองแล้ว ราคาลดลงอย่างมาก และเมื่อถูกรวมเข้าในระบบประกันสุขภาพ ทำให้ภาระของผู้ป่วยเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อ AI ผสานเข้ากับ 5G อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และบล็อกเชน โรงพยาบาลจีนจะก้าวสู่การพัฒนาไปสู่ระบบที่ “ชาญฉลาด ไร้รอยต่อและเป็นธรรม” สร้างระบบการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและยุติธรรมอย่างแท้จริง

ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่ล้าหลังที่สุดจะกลายเป็นสิ่งที่ก้าวหน้าที่สุด สิ่งที่น่าเศร้าสลดจะเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจร่วมกัน ดังนั้น AI ไม่เพียงหมายถึง Artificial Intelligence ในภาษาอังกฤษ หากยังมีเสียงพ้องกับภาษาจีนที่ว่า “อ้าย = ความรัก” เปรียบเสมือนสายใยแห่งความเสมอภาคทางการแพทย์ ที่เบ่งบานไปทั่วโลก ซึ่งเปี่ยมด้วยความรักและความห่วงใยอย่างแท้จริง

เป็นความสำเร็จของจีนในด้านสาธารณสุขที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าแห่งอารยธรรม

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช