หน้าแรก บทความ เรื่องราวของ ...

เรื่องราวของ เจน กูดดอลล์

6.10.25 | 09:18 น.
เรื่องราวของ เจน กูดดอลล์
Hugo van Lawick

นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ อาจบางทีไม่จำเป็นต้องสำเร็จการศึกษาสูงลิ่ว หรือผ่านงานศึกษาวิจัยมานับไม่ถ้วน เขาหรือเธออาจเป็นเพียงแค่บุคคลธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง ซึ่งใช้หัวใจและสมอง เฝ้าสังเกตอย่างอุตสาหะ อดทนและถี่ถ้วน ด้วยความคิดและจิตวิญญาณที่เป็นเสรี เหมือนอย่างที่ เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็น ผู้บุกเบิกและปฏิวัติการศึกษาว่าด้วยพฤติกรรมของชิมแปนซี จนได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งวานรวิทยา” (primatologists) มาจนถึงทุกวันนี้

เจน กูดดอลล์ เป็นชาวอังกฤฤษ เริ่มต้นงานวิจัยยิ่งใหญ่ของเธอในวันที่ 14 กรกฎาคม ปี 1960 เมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่ป่า ซึ่งในปัจจุบันนี้คือ วนอุทยาน กอมบี สตรีม ในประเทศแทนซาเนีย กูดดอลล์ ที่มีอายุเพียง 26 ปี ไม่เคยทำวิจัยใดๆ มาก่อน ไม่มีปริญญาทางด้านวิทยาศาสตร์ใดๆ ติดตัว อันที่จริง เธอไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยซ้ำไป สิ่งที่ใกล้เคียงกับงานวิจัยที่สุดเท่าที่กูดดอลล์เคยทำมาก็คือ การเข้าร่วมทีมวิจัยขณะเป็นนักศึกษาในฐานะเป็นเลขานุการทีมวิจัยเท่านั้นเอง

กูดดอลล์บอกว่า เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ มาก่อน ทำให้เธอสามารถเฝ้าสังเกตตัวอย่างในงานวิจัยของเธอในสภาพธรรมชาติได้ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและด้วยความคิดที่เป็นเสรี ปราศจากมโนคติใดๆ เธอปฏิเสธที่จะทำตามขนบธรรมเนียมการวิจัยสัตว์ในวงศ์วานรทั่วไปในเวลานั้น ด้วยการตั้งชื่อให้กับชิมแปนซีทุกตัวที่เธอพบและเฝ้าติดตามสังเกตพฤติกรรม แทนที่จะกำหนดเป็นตัวเลขเรียงลำดับที่นิยมทำกัน

พื้นที่ป่ากอมบี ทำให้กูดดอลล์ได้พบกับ ฮูโก ฟาน ลาวิค ช่างภาพชาวดัตช์ (เสียชีวิตแล้ว) ผู้เป็นสามีในเวลาต่อมา เขาถ่ายภาพเธอในระหว่างทำงานวิจัยที่กอมบีมากมายหลายพันภาพ แต่ภาพที่โด่งดังที่สุด สำคัญที่สุด เป็นภาพที่ถ่ายไว้ในปี 1964 ที่แสดงถึงการพบกันของกูดดอลล์กับ ฟลินต์ ชิมแปนซีวัยทารก

ในภาพกูดดอลล์ทรุดนั่งลงกับพื้น ยื่นแขนขวาออกไปหาฟลินต์สุดแขน ในขณะที่ฟลินต์ ลูกชิมแปนซีตัวแรกที่เกิดที่กอมบี หลังจากกูดดอลล์เดินทางมาถึงก็ยื่นแขนข้างขวาออกมาหาเธอเพื่อรับการสัมผัสอย่างฉันมิตร

Advertisement

ภาพดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในนิตยสาร เนชันแนล จีออร์กราฟิก ฉบับประจำเดือนธันวาคม ปี 1965 ที่ภาพปกเป็นภาพของกูดดอลล์ อีกภาพระหว่างศึกษาวิจัยในกอมบี ซึ่งภายในเป็นภาพชุดผลงานของฟาน ลาวิค ในหัวข้อ “การค้นพบใหม่ๆ ในหมู่ชิมแปนซีที่แอฟริกา” ปีเดียวกันนั้น นิตยสารฉบับนี้ก็ตีพิมพ์สารคดีที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของกูดดอลล์เผยแพร่ตามออกมา

สำหรับกูดดอลล์ ภาพดังกล่าวซึ่งเธอบอกว่า เมื่อเห็นทีแรกก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีนัยสำคัญอะไร แต่เมื่อผนวกเข้ากับสารคดีชื่อ “ผู้คนแห่งป่า-เหล่าชิมป์แห่งกอมบี” กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่บีบบังคับให้โลกวิทยาศาสตร์ต้องยกเลิกแนวความคิดที่ว่า มนุษย์เท่านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด มีบุคลิกภาพ มีจิตใจ และมีอารมณ์ “ภาพนี้ กลายเป็นผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ในการทำความเข้าใจว่าสัตว์นั้นเป็นอย่างไร และแสดงให้เห็นว่า มนุษย์อย่างเรา ไม่ได้แยกขาดจากอาณาจักรสัตว์ แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น”

เธอเป็นคนแรกที่สังเกตพบว่า ชิมแปนซีก็สามารถใช้ “เครื่องมือ” ในการหาอาหารได้ เมื่อพบว่า ชิมป์บางตัวใช้ใบหญ้าค่อยๆ แหย่เข้าไปในโพรงปลวก เพื่อกวาดมันออกมาเป็นอาหาร ในขณะที่โลกวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นเชื่อกันว่า การใช้เครื่องมือในลักษณะเช่นนี้ ถูกจำกัดเอาไว้ให้เป็นเพียงของมนุษย์เท่านั้น

เจน กูดดอลล์ ไม่เพียงปฏิวัติแวดวงวิชาการด้านวานรวิทยาไปชนิดไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกเลยเท่านั้น เธอยังเป็นผู้บุกเบิกการทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์สำหรับผู้หญิงขึ้นมาอีกด้วย โดยการช่วยให้ทุกคนตระหนักและยอมรับมุมมองของสตรีในชุมชนวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์

มาร์ค ไรท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ขององค์กรการกุศล เวิร์ลด์ ไวด์ ไลฟ์ ฟันด์ บอกว่า กูดดอลล์ คือหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่บอกว่า สตรีก็มีดีเพียงพอที่จะทำงานวิจัยภาคสนามที่เป็นงานวิจัยชั้นหนึ่งได้เช่นกัน จนในเวลานี้ กลุ่มคนที่เป็นผู้นำในการศึกษาวานรวิทยาทั่วโลกกลับเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ชายอีกแล้ว

เจน กูดดอลล์ ใช้เวลาอยู่ในกอมบีเกือบ 30 ปี อุทิศตัวเฝ้าสังเกตศึกษาชิมแปนซีรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังมากมาย เธอเสียชีวิตอย่างสงบในบ้านพักที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากได้รับชื่อเสียง รางวัลมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งเหรียญเกียรติยศ ปริญญากิตติมศักดิ์ (ทำให้ต่อมา ทุกคนเรียกเธอว่า ดร.กูดดอลล์) จากหลากหลายมหาวิทยาลัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์จากราชสำนัก เรื่อยไปจนกระทั่ง มีการรวมตัวกันเสนอชื่อเธอเข้ารับรางวัลโนเบล

ลีโอนาร์โด ดิ คาปริโอ นักแสดง นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชื่อดัง กล่าวสั้นๆ ไว้อาลัยให้กับเธอเอาไว้ว่า

“คุณคือฮีโร่ของผมครับ”