หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : ข้อสังเกตบางประการต่อแผนสันติภาพกาซาของทรัมป์

5.10.25 | 15:00 น.

ข้อสังเกตบางประการต่อแผนสันติภาพกาซาของทรัมป์

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแผน 20 ข้อเพื่อให้เกิดสันติภาพในกาซา เขาประกาศแผนนี้ที่ทำเนียบขาว ในเวลาที่นายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู ผ่านมาเยือน แล้วทรัมป์ก็เกลี้ยกล่อมเนทันยาฮูให้ยอมรับ (อย่างแทบจะขัดเสียมิได้ และอย่างมีเงื่อนไข ดังจะได้ยินข้อสังเกตของเขา เช่น “ถ้าฮามาสไม่รับแผนสันติภาพ อิสราเอลจะปิดงานนี้เอง” “ผมสนับสนุนแผนที่จะยุติสงครามในกาซา ที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์การทำสงครามของเรา”) ส่วนปีกขวาจัดของรัฐบาลอิสราเอล ที่สนับสนุนการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนสันติภาพนี้

ทรัมป์ขู่ฮามาสว่าถ้าภายในสามสี่วันไม่ยอมรับแผนสันติภาพ เขาจะสนับสนุนให้อิสราเอลปิดงานเอง หลังการประกาศแผนฯ ประเทศกลุ่มอาหรับและตุรกีร่วมกันประกาศสนับสนุนแผนฯ ส่วนฝรั่งเศส ซึ่งประธานาธิบดีมาครงได้แสดงสุนทรพจน์ในที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 โดยเสนอเค้าโครงสันติภาพของเขา พร้อมทั้งประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ก็ประกาศสนับสนุนแผนฯนี้เช่นกัน ส่วนประชากรปาเลสไตน์ในกาซาก็อยากให้ยุติการสู้รบโดยไว พวกเขาแทบจะอดทนความยากลำบากต่อไปไม่ได้แล้ว หมายความว่าทุกแรงกดดันได้มาตกอยู่กับฮามาส ซึ่งรำพึงว่าแผนสันติภาพทรัมป์มาจากการปรึกษากันระหว่างอิสราเอลและทรัมป์ โดยฮามาสไม่มีส่วนร่วมเจรจา

สำหรับแผนสันติภาพ 20 ข้อของสหรัฐฯ มีผู้แปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวนดังปรากฏในเว็บไซต์หลายแห่ง ในที่นี้ขออนุญาตนำบทแปลของ ก้องเกียรติ กอวีรกิติ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ มาอ้างอิง พร้อมทั้งแทรกบทวิจารณ์ของ ซามูเอล ฟอเรย์ จากหนังสือพิมพ์ Le Monde วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ลงไปด้วย

1) กาซาจะเป็นเขตที่ปลอดจากการก่อการร้าย ซึ่งจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้าน

Advertisement

– ข้อนี้ยืนยันให้อิสราเอลอุ่นใจว่า จะไม่มีการสังหารหมู่เหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 และไม่มีการยิงจรวดจากกาซาเข้าไปในอิสราเอลอีก

2) กาซาจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวกาซาที่ได้ทนทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว

– มีผู้เสียชีวิตกว่า 65,000 ราย บาดเจ็บ 170,000 คน อาคารบ้านเรือน 92% ถูกทำลาย การปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทำให้เกิดความอดอยากหิวโหยไปทั่ว จนมีการเรียกชื่อการกระทำของรัฐบาลอิสราเอลว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (โทรทัศน์ช่องหนึ่งของฝรั่งเศสใช้คำว่าอิสราเอลเป็น “รัฐก่อการร้าย”)

3) หากทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอนี้ สงครามจะยุติลงทันที โดยกองทัพอิสราเอลจะถอนกำลังไปยังแนวที่ตกลงกันไว้เพื่อเตรียมการสำหรับการปล่อยตัวประกัน ในระหว่างนี้ ปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดจะถูกระงับ และแนวรบทั้งหมดจะถูกตรึงเอาไว้จนกว่าการถอนกำลังทหารแบบเป็นขั้นตอนจะเสร็จสมบูรณ์

– ฮามาสเรียกร้องให้มีการถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดจากกาซามาโดยตลอด ปัจจุบัน รัฐอิสราเอลควบคุมดินแดนประมาณ 82% โดยประชากรประมาณ 2.1 ล้านคนถูกกวาดต้อนไปอยู่อย่างแออัดยัดเยียดในพื้นที่แคบ ๆ ชายฝั่งทะเล

4) ภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังจากอิสราเอลประกาศยอมรับข้อตกลงนี้ ตัวประกันทุกราย ทั้งที่มีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว จะถูกส่งกลับคืนสู่อิสราเอล

– จากจำนวน 251 คนที่ถูกฮามาสจับไปเป็นตัวประกัน ยังเหลือตัวประกันที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย 47 คน โดยประมาณว่าครึ่งหนึ่งยังมีชีวิตอยู่

5) เมื่อมีการส่งคืนตัวประกันทั้งหมด อิสราเอลจะปล่อยนักโทษที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตจำนวน 250 ราย และชาวกาซา 1,700 รายที่ถูกควบคุมตัวหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2566 รวมทั้งผู้หญิงและเด็กทั้งหมดที่ถูกจับกุมตัวในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับร่างแต่ละรายของชาวอิสราเอลที่ถูกส่งคืนนั้น ทางการอิสราเอลจะคืนร่างของชาวกาซาที่เสียชีวิตจำนวน 15 ราย

– เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกปล่อยตัวจำนวนหนึ่ง ถูกเนรเทศไปยังอียิปต์ ก่อนที่จะลี้ภัยไปอยุ่ที่ตูนีเซีย อัลจีเรีย และตุรกี

6) เมื่อมีการส่งคืนตัวประกันทั้งหมดแล้ว สมาชิกฮามาสที่ให้คำมั่นว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยินยอมปลดอาวุธของตน จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนสมาชิกฮามาสที่ต้องการออกจากกาซา จะได้รับการจัดเตรียมเส้นทางเดินทางที่ปลอดภัยไปยังประเทศที่ยินดีให้การต้อนรับ

– คาดว่าจะมีทหารฮามาสที่รอดจากการล่าสังหารของอิสราเอลน้อยคน ที่จะรับข้อเสนอให้ออกไปจากกาซาอย่างปลอดภัย แม้ฮามาสจะยุติบทบาททางการทหารและการเมืองในกาซาลง แต่ส่วนใหญ่คงอยากอยู่ในดินแดนนี้ต่อไป

7) เมื่อมีการยอมรับข้อตกลงนี้ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ฉนวนกาซาในทันที โดยอย่างน้อยต้องมีการส่งความช่วยเหลือตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงด้านมนุษยธรรมวันที่ 19 มกราคม 2568 ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ ไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย) การบูรณะฟื้นฟูโรงพยาบาลและโรงทำขนมปัง และการนำเข้าเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อเคลียร์ซากปรักหักพังและเปิดถนนหนทางต่าง ๆ

– ชาวกาซารอคอยการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาการหยุดยิงในเดือน มกราคม – มีนาคม 2568 มีรถบรรทุกลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปในกาซาวันละ 500 ถึง 600 คัน ปัจจุบัน มีความต้องการมากขึ้นกว่าในตอนต้นปีอีก

8) การลำเลียงและการกระจายความช่วยเหลือภายในฉนวนกาซาจะดำเนินการโดยปราศจากการแทรกแซงของอิสราเอลและฮามาส ผ่านทางองค์การสหประชาชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสภาเสี้ยววงเดือนแดง และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และการเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ในทั้งสองทิศทางจะอยู่ภายใต้กลไกเดียวกันกับที่กำหนดในข้อตกลงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568

– มีความคลุมเครือเกี่ยวกับคำว่า “องค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ” ว่าจะรวมถึงมูลนิธิ GHF ที่สหรัฐฯจัดตั้ง และทำงานอย่างขาดความเป็นมืออาชีพจนเป็นเหตุแห่งการเสียชีวิตของพลเรือนกว่าพันราย ส่วนการควบคุมจุดผ่านแดนราฟาห์นั้น ยังต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม

9) การบริหารกาซาจะอยู่ภายใต้การปกครองชั่วคราวในระยะเปลี่ยนผ่านของคณะกรรมการเทคโนแครตชาวปาเลสไตน์และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและไม่ฝักใฝ่การเมือง เพื่อรับผิดชอบงานบริการสาธารณะและงานเทศบาลในชีวิตประจำวันสำหรับชาวกาซา การบริหารงานจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace)” มีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ ทรัมป์ เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิกและผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่จะมีการประกาศในภายหลัง รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ แห่งอังกฤษ โดยคณะกรรมการนี้จะวางกรอบการทำงานและบริหารจัดการด้านเงินทุนเพื่อการฟื้นฟูกาซา จนกว่าองค์การปาเลสไตน์ (PA) จะเสร็จสิ้นการปฏิรูปตามข้อเสนอหลายฉบับ รวมถึงแผนสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ในปี 2563 และข้อเสนอของซาอุดิอาระเบีย-ฝรั่งเศส และสามารถกลับมาควบคุมกาซาได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการนี้จะใช้มาตรฐานสากลที่ดีที่สุดเพื่อสร้างการปกครองที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และสามารถดึงดูดการลงทุน

– ยังไม่แน่ชัดว่าเทคโนแครตชาวปาเลสไตน์ผู้ใดจะร่วมเป็นกรรมบริหารตามข้อนี้

10) แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อสร้างและฟื้นฟูกาซา จะถูกกำหนดขึ้นโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีบทบาทในการสร้างเมืองทันสมัยที่เจริญรุ่งเรืองในตะวันออกกลาง โดยมีข้อเสนอการลงทุนและแผนการพัฒนาจากกลุ่มนานาชาติที่หลากหลาย ซึ่งจะถูกพิจารณาและประสานเข้ากับกรอบความมั่นคงและการปกครอง เพื่อดึงดูดและอำนวยความสะดวกในการลงทุน ในอันที่จะสร้างงาน โอกาส และความหวังให้แก่อนาคตของกาซา

– คาดว่า จาเร็ด กุชเนอร์ ผู้เป็นลูกเขยของทรัมป์และมีความสนิทสนมกับซาอุดิอาระเบีย จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเมืองที่ทันสมัยบนฉนวนกาซา

11) จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกับการเจรจากับประเทศที่เข้าร่วมเพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรในระดับต่ำ

12) จะไม่มีการบังคับให้ใครต้องออกจากกาซา และผู้ที่ต้องการออกไปก็จะมีสิทธิที่จะออกและกลับเข้ามาได้ โดยจะมีการสนับสนุนให้ประชาชนอยู่ต่อ และมอบโอกาสให้พวกเขาสร้างกาซาที่ดีกว่า

– การขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไปจากกาซาถูกปฏิเสธอย่างแข็งขันจากประชาคมนานาชาติ รวมทั้งประเทศอาหรับ ข้อ 12) ที่ให้หลักประกันว่าจะไม่มีการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไปจากกาซาจึงมีความสำคัญ

13) ฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ จะต้องไม่เข้ามามีบทบาทใด ๆ ในการปกครองกาซา ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม หรือในรูปแบบใดก็ตาม โดยโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร การก่อการร้าย และโครงสร้างเชิงรุกทั้งหมด รวมถึงอุโมงค์และโรงงานผลิตอาวุธ จะต้องถูกทำลายและไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ และจะมีกระบวนการปลดอาวุธของกาซาภายใต้การกำกับดูแลของผู้ตรวจสอบอิสระ กาซาใหม่จะมุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน

– วิสัยทัศน์ของทรัมป์คือการสร้างกาซาเป็นเขตปลอดภาษี ตามโมเดลสิงค์โปร์ และเป็นเขตปลอดทหารและปลอดการเมือง

14) พันธมิตรในภูมิภาคจะให้หลักประกันเพื่อให้มั่นใจว่าฮามาสและกลุ่มต่าง ๆ จะปฏิบัติตามพันธกรณี และกาซาใหม่จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้านหรือประชาชนของประเทศเหล่านั้น

15) สหรัฐฯจะร่วมมือกับพันธมิตรอาหรับและนานาชาติในการพัฒนากองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force – ISF) เพื่อส่งเข้าไปประจำการในกาซาโดยทันที ซึ่ง ISF จะทำการฝึกและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจปาเลสไตน์ในกาซา โดยผ่านการปรึกษากับจอร์แดนและอียิปต์ที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ โดย ISF จะร่วมมือกับอิสราเอลและอียิปต์เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยบริเวณพรมแดน ควบคู่ไปกับตำรวจปาเลสไตน์ที่ได้รับการฝึกใหม่ สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้อาวุธและยุทโธปกรณ์ถูกลำเลียงเข้าสู่กาซา และให้มีการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเพื่อการสร้างและฟื้นฟูกาซาอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

– คาดว่าฝรั่งเศส อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะให้ความร่วมมือในการจัดตั้งกองกำลัง ISF โดยหวังให้อิสราเอลยอมรับบทบาทของ ISF

16) อิสราเอลจะไม่ยึดครองหรือผนวกกาซา ขณะที่ ISF ควบคุมและสร้างเสถียรภาพ ส่วนกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะถอนกำลังตามกรอบเวลาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปลดอาวุธ ซึ่งจะถูกกำหนดโดย IDF, ISF, ผู้ค้ำประกัน และสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกาซาที่ปลอดภัยและไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล อียิปต์ หรือพลเมืองของพวกเขา ในทางปฏิบัติ IDF จะทยอยส่งมอบพื้นที่กาซาที่ตนควบคุมให้แก่ ISF ตามข้อตกลง จนกว่าจะถอนกำลังออกจากกาซาอย่างสมบูรณ์ ยกเว้นพื้นที่ตามแนวป้องกันความปลอดภัยที่จะคงอยู่จนกว่ากาซาจะมีความปลอดภัยจากภัยก่อการร้ายที่อาจกลับมาอีก

– มีข้อสงสัยว่าเมื่อไรอิสราเอลจะถือว่าจะปลอดจากภัยคุกคาม และสงสัยว่าแนวป้องกันความปลอดภัยจะอยู่ในแนวใด

17) หากฮามาสอิดออดหรือปฏิเสธข้อเสนอนี้ มาตรการต่าง ๆ ข้างต้น รวมถึงปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจะดำเนินการในพื้นที่ปลอดจากการก่อการร้าย ซึ่ง IDF จะส่งมอบให้แก่ ISF

– หมายความว่าถ้าส่วนหนึ่งของฮามาสไม่ยอมแพ้ ฮามาสส่วนนั้นจะถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ที่ IDF จะทำสงครามต่อไป

18) จะมีการจัดตั้งกระบวนการสานเสวนาระหว่างศาสนา (Interfaith Dialogue) โดยอิงคุณค่าของขันติธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อพยายามเปลี่ยนทัศนคติของชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่ได้จากสันติภาพ

– ดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะถือว่าฮามาสเป็นขบวนการศาสนาที่ถึงรากโคน แทนที่จะมองว่าฮามาสเป็นขบวนการชาตินิยม – อิสลาม

19) ขณะที่การพัฒนาฟื้นฟูกาซาดำเนินไป และเมื่อการปฏิรูปของ PA มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ก็อาจปูทางไปสู่การกำหนดอนาคตของตนเองและการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

– ข้อ 19) นี้ เป็นเงื่อนไ0ขจำเป็น ซึ่งประเทศอาหรับยืนยันว่าต้องระบุการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ไว้ในแผนฯ แต่ข้อนี้เขียนไว้เป็นข้อรองสุดท้าย อีกทั้งยังใช้คำว่า “อาจจัดตั้ง” รัฐปาเลสไตน์

20) สหรัฐฯจะจัดให้มีการเจรจาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ เพื่อกำหนดกรอบทางการเมืองสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

– ข้อนี้เปิดทางให้มีกระบวนการสันติภาพ “อิสราเอล – ปาเลสไตน์” อย่างไรก็ดี แผนสันติภาพนี้กล่าวถึงเฉพาะฉนวนกาซา โดยไม่กล่าวถึงดินแดนปาเลสไตน์อีกส่วนหนึ่งคือ เวสต์แบงค์ (ตามชื่อเรียกชาวตะวันตก) หรือจิสจอร์แดน (ตามชื่อเรียกของคนในพื้นที่) ในดินแดนนี้ ชาวยิวอนุรักษ์นิยมได้บุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานจนพรุนไปหมดแล้ว การสร้างสันติภาพ “อิสราเอล – ปาเลสไตน์” ยังจะต้องข้ามพ้นข้อขัดแย้งในจิสจอร์แดนด้วย

ความหวังเกิดขึ้นแล้วกับแผนสันติภาพของทรัมป์ ที่เป็นแผนกำหนดจากผู้มีอำนาจเหนือ ถ้าย้อนกลับไปถึงปี 2491 ที่มีการก่อตั้งรัฐอิสราเอลตามมติขององค์การสหประชาชาติ โดยละเลยมติอีกฉบับที่ให้ก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ เวลาได้ผ่านไป 77 ปีแล้ว ระหว่างนี้มีแผนสันติภาพ อิสราเอล

– ปาเลสไตน์หลายฉบับ ที่ประสบความล้มเหลว แผนฯของทรัมป์แม้จะมีจุดบกพร่อง แต่ก็หวังว่าจะมีความหยุ่นตัว (resilience) มากพอ โดยผู้ที่เห็นใจชาวปาเลสไตน์ที่ทนทุกข์แสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ ควรร่วมแสดงความปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จของแผนสันติภาพนี้ในเร็ววัน

โคทม อารียา