นโยบายอนุทิน ยื้อเวลา เน้นหาเสียง ใช้เงินให้หมด โยงปมทั้งหมดให้รัฐบาลหน้า
นโยบายของรัฐบาลชั่วคราว 4 เดือน ที่แถลงต่อรัฐสภาทั้งหมด 7 หน้า จริงๆแล้ว ก็มีรูปแบบการนำเสนอไม่ค่อยแตกต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งผมก็งงมากว่าทำไมประเพณีปฏิบัติของทุกรัฐบาลเวลาแถลงนโยบาย ทำไมถึงไม่มีการวางกรอบนโยบายใหญ่ๆ ให้เห็นภาพว่า รัฐบาลจะนำพาประเทศชาติไปในทางไหน แตกต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่จริงแล้วคำว่านโยบายตามความหมายจะต้องมีการกำหนดกรอบการทำงานหรือทิศทางเพื่อใช้ในการตัดสินใจและประเมินผลต่อไป แต่รูปแบบกลับเป็นแผนงานโครงการจำนวนมากว่าจะมีโครงการอะไรบ้าง จึงทำให้ไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่ารัฐบาลวาดทิศทางในการทำงานอย่างไร
ทิศทางแบบไหนบ้างที่ควรบอก เช่น นำพาประเทศหลุดจากกับดักการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ หรือ ลดผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้าที่ไม่สมดุล ลดขนาดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือ ต้องการฟื้นฟูระดับรายได้ของประชากรให้เข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ต้องการลดปัญหาวิกฤตการคลัง ด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ นโยบายของรัฐบาลไม่มีการชี้นำอะไรทั้งสิ้น มันจะเรียกเป็นนโยบายยังไงก็ไม่ทราบจริงๆ

ยิ่งได้ฟังท่านรัฐมนตรีคลังท่านใหม่ตอบชี้แจงในรัฐสภา ยิ่งสร้างความกังวลเข้าไปใหญ่ว่า อนาคตอันใกล้ที่จะมาถึงในไตรมาสสี่นี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มสูงมากกว่าเศรษฐกิจจะติดลบ เสมือนกับรัฐบาลออกตัวไว้ก่อนเลยว่า รัฐบาลรับมรดกเศรษฐกิจจากรัฐบาลก่อนไว้ ในสภาพที่อาการหนัก จริงๆก็ไม่เถียงว่าเศรษฐกิจอาการหนัก เพราะท่านเองก็ออกมายอมรับเองว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัว หากไม่อาการหนัก ก็แย่ลงทุกตัว ไม่ว่าจะเรื่องการบริโภคภายในประเทศที่ไม่เคยติดลบ ก็กลับมาติดลบเดือนแรก การส่งออกที่เติบโตน้อยลง การท่องเที่ยวที่เคยเป็นเครื่องยนต์ที่แข็งแรงที่เคยเติบโตร้อยละ 3 กลับเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 (นักท่องเที่ยวระยะใกล้หายไปมากถึงร้อยละ 15 แต่ชดเชยด้วยนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มียอดใช้จ่ายสูงกว่า มิเช่นนั้นคงจะติดลบหนัก)
การลงทุนภาคเอกชนที่ไม่เคยดีขึ้นเลย ติดลบมาโดยตลอด ก็แย่เหมือนเดิม ภาคการคลังยิ่งไม่ต้องพูดถึง คือจะใช้เงินลงทุนที่เหลือค้างให้หมดอย่างเดียว งบกลางก็มีแต่จะต้องเข้าไปฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติที่ถาโถมเข้ามาไม่เคยให้พักเลย
ปัญหาที่ผมมองก็คือว่า แม้ว่ารัฐบาลบอกจะมาอยู่แค่ 4 เดือนก็ตาม ทำไมรัฐบาลไม่เร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจที่อาการหนักสุด คือภาคการลงทุนเอกชน เพราะเป็นการฟื้นฟูแล้วเกิดผลลูกโซ่ตามมามากกว่าภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกิดการจ้างงาน และการเพิ่มศักยภาพที่ลดลงจากการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งส่งออกที่สู้เขาไม่ได้ดี แต่กลับไปเน้นการฟื้นฟูในรูปแบบเดียวกับรัฐบาลก่อนๆ คือ การบริโภคภายใน ผมไม่เข้าใจจริงๆว่า ทำไมชอบกันจังกับการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
สังคมน่าจะทราบดีว่า การบริโภคภายใน ไม่ได้เป็นตัวปัญหาของระบบเศรษฐกิจ ที่ผ่านๆมาภาคการบริโภคมีการเติบโตมาโดยตลอด อยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 ต่อปี พึ่งจะกลับมาติดลบครั้งแรกในเดือนสิงหาคมเท่านั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ให้เหตุผลการออกมาตรการคนละครึ่ง ก็เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ติดลบหนักจากโควิด19 รัฐบาลแพรทองธาร ให้เหตุผลการออกมาตรการกระเป๋าเงินดิจิทัล ก็เพื่อประคองเศรษฐกิจจากปัญหาเศรษฐกิจโลก สภาพสงครามการค้ากับสหรัฐ แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูได้จริง แต่ผมก็ยังมองว่า ควรนำเงินเหล่านี้ ไปใช้ในภาคเศรษฐกิจอื่น เพราะอะไร

เพราะว่า การกระตุ้นการบริโภคด้วยการแจกเงิน มันเป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจที่ไม่ได้ติดลบ และตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีที่แล้ว ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้แล้ว เมื่อเทียบระหว่างกระตุ้นกับไม่กระตุ้น ทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การคลัง ประเมินตัวคูณทางการคลังไว้ชัดเจนว่า การกระตุ้นการบริโภคทำให้เกิดตัวคูณทางการคลังเพียง 0.3-0.8 เท่า ในขณะที่การจ้างงานจะทำให้เกิดตัวคูณทางการคลังเท่ากับ 0.5-1.2 เท่า เรียกว่าหากไปกระตุ้นที่ทำให้เกิดการจ้างงาน จะดีกว่าการกระตุ้นการบริโภค ถึงร้อยละ 40-60 และทางทฤษฎีการแจกเงินนั้นย่อมเป็นรูปแบบการใช้เงินที่ประชาชนจะใช้เงินที่ได้รับแจก ก่อนเงินรายได้ปกติของตนเอง ย่อมมีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดเงินออมในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น มันไม่ได้หมายความว่า เมื่อได้รับเงินแจกแล้ว ประชาชนจะบริโภคมากกว่าเดิม แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลประโยชน์เขามองเปรียบเทียบว่า แจกกับไม่แจก มีการบริโภคเพิ่มขึ้นไหม ถ้าไม่เพิ่มขึ้น หรือ เพิ่มขึ้น น้อยกว่า เงินออมที่เกิดขึ้น หรือเอาเงินที่แจกไปชำระหนี้ แทนที่จะใช้จ่าย ย่อมทำให้เกิดส่วนรั่วไหลทางเศรษฐกิจมากขึ้น
การแจกเงินของรัฐบาลท่านอนุทิน ไม่ได้เป็นการแจกเงินนิดหน่อย เสมือนสมควรทำเพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวสี่เดือนเอง แต่ท่านแจกเงินให้กับสามกลุ่ม ทั้งกลุ่มสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มคนยื่นภาษีและไม่ยื่นภาษี รวมกันถึง 66,400 ล้านบาท ไม่น้อยจริงๆ เพราะให้ครึ่งเดียว แสดงว่าจะต้องมีการใช้จ่ายจริงรวมกันเท่ากับ 132,800 ล้านบาท หากเทียบกับรัฐบาลแพรทองธาร ที่เป็นรัฐบาลปกติ ใช้เวลาคิดและแจก เป็นปี ที่ 175,000 ล้านบาท ไม่ได้แตกต่างกันเยอะเท่าไหร่เลย ท่านมาอยู่ 4 เดือน แจกเงินเสมือนเป็นรัฐบาลปกติ แต่อ้างเหตุผลการมาอยู่เพื่อเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภา แต่ใช้เงินจากงบประมาณปี 2568 ให้หมดจริงๆ ไม่ให้เหลือเลย ทั้งๆที่มีภาคเศรษฐกิจอื่นที่รอฟื้นฟู เรียกว่าเดือดร้อนมากกว่าภาคการบริโภค
ผมจึงสรุปเองได้ว่า การใช้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ได้พิจารณาจากปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ แต่เป็นการแจกเงินเพื่อเหตุผลทางการเมืองใช่หรือไม่ รัฐบาลมาอยู่ 4 เดือนควรทำนโยบายที่จบได้เร็ว ไม่ก่อให้เกิดการผูกพันในเชิงนโยบายกับรัฐบาลในอนาคต ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปนโยบายระยะยาว แต่ท่านกลับไปออกนโยบาย เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่เกิน 100,000 บาท เหมือนของอดีตนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณฯ เลย ต้องบอกว่าเหมือนเพราะท่านรัฐมนตรีช่วยคลัง ออกมาพูดแล้วว่าจะจัดตั้ง AMC เพื่อโอนหนี้ไปบริหาร เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ การดำเนินการแบบ AMC มันเป็นเรื่องระยะยาว กว่าจะมีการตกลงว่าจะซื้อหนี้อะไรเท่าไหร่ที่ไหน ก็ต้องไปศึกษาและชำระบัญชีกัน กว่าจะเอาหนี้ไปบริหาร และฟื้นฟูลูกหนี้ให้กลับมาสู่สภาพที่หลุดจากหนี้สินล้นพันตัว ก็ต้องใช้ระยะเวลา งานแบบนี้ควรให้รัฐบาลปกติเป็นคนดำเนินการ
รัฐบาลชั่วคราว ควรเน้นการออกมาตรการเพื่อไปฟื้นฟูภาคธุรกิจ และภาคการผลิต เรียกว่าออก Non-Budget Policy มากกว่า ควรเป็นมาตรการทางด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ หรือเกิดการดึงดูดเม็ดเงินจากภาคธุรกิจนอกประเทศเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดผลกระทบที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ หรือกลับเข้าไปเจรจาความเพื่อลดภาษีการค้ากับสหรัฐให้ต่ำกว่าร้อยละ 19 ให้มากที่สุด ท่านกลับไม่ทำ ท่านกลับเลือกนโยบายที่จะใช้เงินเป็นหลัก แม้กระทั่งเรื่องการใช้เงินที่จะสร้างกำแพงเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งๆที่ข้อพิพาทยังไม่ยุติ ยังไม่รู้เขตแดนที่แน่ชัด จะสร้างกำแพงจริงๆได้อย่างไร แม้ว่าผมจะเห็นว่านโยบายการสร้างกำแพงเมือง เป็นนโยบายที่ดี น่าสนใจก็ตาม
เศรษฐกิจไทยตอนนี้ กำลังติดหล่มหนักเหมือนที่ท่านรัฐมนตรีคลังตอบข้อซักถามในรัฐสภาว่า เสมือนรถติดหล่ม วิ่งขึ้นไม่ได้ แต่ท่านกลับไปกระตุ้นเหมือนในอดีตอย่างเดียว ท่านเคยเป็นข้าราชการระดับสูงที่กรมสรรพากร และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ย่อมน่าจะรู้ดีว่า ปัญหาตอนนี้คือ เรากำลังจะมีวิกฤตการคลังครั้งใหญ่ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ เขาลดอันดับหรือภาพพจน์เครดิต มาอย่างต่อเนื่อง เพราะระดับหนี้สาธารณะของเราขณะนี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 65.6 หากกระทรวงการคลังจะสามารถควบคุมระดับหนี้สาธารณะให้ไม่เกินกว่าเพดานได้ที่ร้อยละ 70 จะต้องบริหารเศรษฐกิจให้ต้องเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอนาคต จะทำได้หรือ ?
หากเศรษฐกิจโตได้เท่าๆกับที่ผ่านมาคือประมาณร้อยละ 2 หรือต่ำกว่า หนี้สาธารณะ เราจะพุ่งขึ้นสู่ร้อยละ 71.2 ในปี 2570 และยิ่งตอนนี้มีแนวโน้มจะโตต่ำกว่า 2 มากด้วย จึงมีความเป็นไปได้ที่ระดับหนี้อาจเกินเพดานหนี้สาธารณะในปีหน้าเลยก็เป็นได้ ในขณะที่ยอดการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐก็น้อยลงมาโดยตลอด จนปัจจุบันทำได้ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของจีดีพี มาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยิ่งทำให้อนาคตนอกจากรัฐบาลหน้าจะต้องเข้ามาปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศแล้ว รัฐบาลในอนาคตย่อมจะต้องประสบภาวะงบลงทุนของรัฐบาลที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยเพดานการขาดดุลการคลังที่จำกัดเงินลงทุนภาครัฐในอนาคตด้วย รัฐบาลก็ต้องปรับเพดานที่อนุญาตให้ขาดดุลงบประมาณให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย มิเช่นนั้นรายจ่ายด้านลงทุนของรัฐบาลจะต้องเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป และตามที่ผมประเมินไว้ในปี 2572 เงินลงทุนของรัฐบาลจะต้องลดลงเป็นขนาดเท่ากับแสนล้านทีเดียว รัฐบาลอนาคตจะทำงานกันได้อย่างไร
รัฐบาลในอนาคตจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการแก้ไขปรับเพดานหนี้ทุกกระดานให้เพิ่มขึ้นหมด ไม่มีทางเลือก เพื่อจะต้องคงเงินลงทุนของรัฐบาลไม่ให้น้อยกว่าเดิม จะมีรัฐบาลไหนยอมจะหั่นเงินลงทุนของรัฐบาลให้น้อยลง ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงของประเทศไทย ที่จะต้องมีงบกลาง เป็นแสนล้าน เพื่อใช้ในการเยียวยาวิกฤตภัยพิบัติสารพัดอย่าง และงบผูกพันจำนวนมาก ผมถึงบอกไงครับว่า รัฐบาลชั่วคราวจึงควรเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงจุด เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดมากที่สุด คือการกระตุ้นที่ประหยัดมากที่สุด แต่รัฐบาลชั่วคราวนี้กลับเลือกกระตุ้นที่เหมือนเดิม เพราะมันง่ายที่จะคิด มันง่ายที่จะหาเสียง
สิ่งที่รัฐบาลชั่วคราวนี้ควรบอกต่อสังคม คือ เรากำลังมีวิกฤตการคลัง ควรต้องเข้ามาแสดงท่าทีและบทบาทในการกอบกู้วิกฤตการคลัง อย่างที่บอก คือกระตุ้นให้ตรงจุด เพียงแค่หอมปากหอมคอ ไม่ใช่ด้วยเม็ดเงินมากแบบนี้ เรียกว่างบปี 2568 เหลือเท่าไหร่ ใช้ให้หมด ควรใช้งบประมาณที่เหลือ เพื่อการปฏิรูประบบราชการ เพื่อการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้รัฐมีขนาดกระทัดรัดมากขึ้น ลดจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะประหยัดเงินสวัสดิการภาครัฐจำนวนมหาศาลลงด้วย ควรสานต่อนโยบายรัฐบาลก่อน อย่างเช่น Negative Income Tax เพราะเป็นนโยบายการดึงประชากรเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีของรัฐบาลขนานใหญ่ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพราะจะไปรีดไถ่ภาษีจากประชาชน แต่เป็นระบบที่เอื้อและอนุเคราะห์ต่อการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้ต่ำได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย รวมถึงการตรวจสอบการชำระเงินในระบบเศรษฐกิจ และช่วยเหลือให้สามารถออกมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบในอนาคตได้สะดวกขึ้นด้วย เป็นนโยบายที่ไม่ใช่งบประมาณ ที่เรียกว่า Non-Budget Policy เป็นนโยบายสารพัดประโยชน์จริงๆ
ผมถึงบอกไงครับว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชั่วคราวนี้ ยื้อเวลา เน้นหาเสียง ใช้เงินให้หมด โยงปมทั้งหมดให้รัฐบาลหน้า ใครมาต่อไป บริหารยากสุดๆ ขอบอก

