หน้าแรก บทความ จีนสีเขียว โด...

จีนสีเขียว โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

7.10.25 | 12:59 น.

เหตุใดจีนจึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็น “จีนสีเขียว” ภายในหนึ่งทศวรรษ โดยเปลี่ยนจากประเทศที่เต็มไปด้วยมลพิษกลายเป็น “ผู้นำสีเขียวของโลก” (Green Leadership) ตามที่สื่อมวลชนตะวันตกขนานนามให้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากความสามารถขององค์กร ที่ผสานข้อได้เปรียบของระบบการบริหารแบบชาตินิยมรวมศูนย์เข้ากับการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจภาคเอกชน อันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พลิกสถานการณ์

การพลิกผันสะท้อนชัดเจนในมิติทางการเมือง นั่นคือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดผลงานจากเดิมที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) มาเป็นตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จจึงมิใช่เพียงตัวเลขการผลิต แต่คือคุณภาพอากาศที่ผู้คนหายใจ ความรู้สึกของประชาชนที่ได้เห็นท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาวอีกครั้ง แนวคิดน้ำใสภูเขาเขียวคือ “ภูเขาทอง ภูเขาเงิน” มิใช่เป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง หากแต่เป็นความจริงที่สัมผัสได้

จีนได้สร้างสิ่งแปลกใหม่ผ่าน “กล่องเครื่องมือนโยบาย” (policy toolbox) โดยเปลี่ยนการธำรงระบบนิเวศให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เกิดเป็นแบบอย่างในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็ยังเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการเอกชนสามารถแสดงผลงานได้อย่างเต็มความสามารถ เศรษฐกิจสีเขียวได้กลายเป็นกระแสการลงทุนใหม่ ที่ทำให้กิจกรรมทางธุรกิจสอดรับกับทิศทางเชิงนโยบายและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม สหรัฐกลับสะท้อนภาพที่แตกต่าง โดยฝ่ายอนุรักษนิยมบางกลุ่มยังคงปฏิเสธทฤษฎีภาวะโลกร้อนและคัดค้านพลังขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยแรก ได้แสดงเจตนาสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และเน้นย้ำการธำรงไว้ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน จึงส่งผลให้การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมเกิดภาวะถดถอย ในขณะที่จีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง จากบนสู่ล่าง จากล่างขึ้นบน โดยมีการระดมพลังทั้งสังคมเพื่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดความแตกต่างอันเป็นประจักษ์

หากย้อมกลับไปในทศวรรษ 1990 บริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำจูเจียง แม้จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ปัญหามลพิษก็มากตามไปด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอย่างการผลิตและแปรรูปเครื่องหนังที่ก่อมลพิษและปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ เป็นเหตุให้เกิดความกังวลต่อสุขภาพของประชาชน ต่อมารัฐบาลได้ผลักดันนโยบายย้ายอุตสาหกรรมเก่าออกเพื่อเปิดพื้นที่รับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อกำจัดอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูง แต่มาตรการดังกล่าวก็ก่อให้เกิดแรงต้านจากทั้งฝ่ายทุนและแรงงานและนำไปสู่การว่างงานในวงกว้าง

Advertisement

ภายใต้การวางแผนที่ยึดประโยชน์ระยะยาว จีนจำต้องทนต่อแรงกดดันจากผลประโยชน์ระยะสั้น เลิกพึ่งพาห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นและก่อมลภาวะ แต่หันกลับมาขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง มุ่งสร้างห่วงโซ่การผลิตที่ปลอดมลภาวะ และทำให้ประชาชนในอาณาเขตกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า ในวันนี้มีคุณภาพชีวิตที่ปราศจากปัญหามลพิษ

หากกล่าวว่าสิ่งแวดล้อมคือองค์ประกอบสำคัญของความทันสมัยแล้ว จีนก็คือประเทศที่ค้นพบพลังขับเคลื่อนใหม่บนเส้นทางสู่ความทันสมัย สามารถเร่งความก้าวหน้าและแซงหน้าผู้อื่นได้ทั้ง “ทางโค้ง” และ “ทางขนาน” ความสำเร็จเช่นว่าต้องอาศัยการสร้างสิ่งแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน อีกทั้งสะท้อนว่า นี่คือความบังเอิญทางประวัติศาสตร์ และขณะเดียวกันก็เป็นความหลีกเลี่ยงมิได้ของประวัติศาสตร์ เนื่องจากโมเดลจีนให้ความสำคัญกับสิ่งแปลกใหม่ ไม่ยึดติดกับรูปแบบตะวันตก หากยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริง และใช้ความสามารถในการขับเคลื่อนทั้งประเทศเป็นหนึ่งเดียว

การแก้ปัญหาทะเลทรายทั่วประเทศจีนแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์ใช้ทั้งการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและพลังแสงอาทิตย์ที่เป็นจุดแข็ง ควบคู่กับการใช้ความคิดริเริ่มเชิงเทคโนโลยีต่ำ เช่น การนำสุกรดำจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่ทะเลทราย โดยอาศัยพฤติกรรมตามธรรมชาติในการใช้จมูกขุดคุ้ยดินให้ร่วนซุย พร้อมทั้งใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ย พัฒนาเป็นพืชพันธ์ุสีเขียว กลายเป็นกำลังพลพิเศษในการปรับสภาพทะเลทราย อีกทั้งยังเสริมสร้างห่วงโซ่ปศุสัตว์และอาหาร เป็นตัวอย่างของระบบนิเวศหมุนเวียนที่แปลกใหม่และมีสิทธิภาพ

อนาคตของ “จีนสีเขียว” จึงมีแนวโน้มสดใส โมเดลจีนผสานพลังของการวางแผนระยะยาวภายใต้ระบบชาตินิยมรวมศูนย์ เข้ากับพลังการลงทุนเชิงระยะสั้นของภาคเอกชน จนหลอมรวมเป็นเส้นทางการพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยการสร้างสรรค์และแสวงหาอย่างไม่หยุดยั้ง จีนจึงพร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลก เพื่อสร้างชุมชนชีวิตร่วมระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ