หน้าแรก บทความ สุพันธุ์ มงคล...

สุพันธุ์ มงคลสุธี : เอสเอ็มอีไม่ไหว อีกกี่ปีจะหลุดพ้น ‘ปัญหาคอร์รัปชั่น’

11.10.25 | 13:01 น.

ระเทศไทยยังคง “ติดหล่ม” กับปัญหาคอร์รัปชั่นมาอย่างยาวนานและยังเป็นปัญหาต้นๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ สิ่งนี้เกิดขึ้นมาช้านาน จนฝังรากลึกในสังคมและทุกกลุ่มอาชีพในไทย ถึงกับมีคำกล่าวเชิงเสียดสีที่ว่า “ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย” ไปโดยปริยาย 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ทุกวงการ จะช่วยกันปลุกจิตสำนึกทำให้คำพูดนี้หายไปจากประเทศไทยเสียที…

เมื่อปีที่ผ่านมา The World Economic Forum (WEF) ยังหยิบยกประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นมาหารือในวงสนทนาที่มีผู้เข้าร่วมมากมายจากทั่วโลก และยังเปิดผลสำรวจ Global Risks Report 2024 อีกด้วยว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็น 1 ใน 5 อุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในกลุ่มประเทศ ASEAN รวมถึงไทย ทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน

แน่นอนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากเห็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้รับการแก้ไข ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งการลงทุนที่โปร่งใสจริงๆ ในระดับภูมิภาค

หากทำได้จริงจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพราะทุกวันนี้การคอร์รัปชั่นยังเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจและการลงทุน มักก่อให้เกิดการผูกขาดผ่านการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาด และทำให้ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะการสร้าง connection ผ่านการคอร์รัปชั่นทำได้ง่ายกว่า 

Advertisement

นักธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็กๆ อย่างเอสเอ็มอีต้องจ่ายเงิน “เบี้ยบ้ายรายทาง” ไม่ให้กิจการสะดุดหรือมีปัญหา กลายเป็นต้นทุนเพิ่ม สำหรับการทำธุรกิจ ไม่แค่นั้นหลายรายก็สู้เงินจากต่างประเทศไม่ได้ โดยเฉพาะ “กลุ่มจีนเทา” ที่เข้ามาทำความเสียหายอย่างมหาศาลต่อธุรกิจคนไทยและเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลชุดนี้จึงต้องมี Action plan ในมิติใหม่ เข้ามาช่วยเสริมภาคเอกชนอีกทางหนึ่ง ซึ่งภาคเอกชนกำลังเร่งแก้ไขปัญหานี้อยู่เช่นกันในการปราบโกงและปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบาย Quick-Win เร่งฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยและการ แก้ปัญหาชายแดน ที่เห็นได้ชัดว่ามีการเอี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่าง “สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์” ในฝั่งกัมพูชา 

นอกจากเรื่องนี้แล้วการใช้กฎหมายต่างๆ ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย คือการใช้ “มาตรา 157” ประมวลกฎหมายอาญา ที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควบคู่กันไป เพื่อให้การปราบทุจริตได้ผล “ตรง-เร็ว-แรง” มากขึ้น จะต้องเพิ่มช่องทางและเปิดให้ภาคเอกชนสามารถชี้ช่องและร้องเรียนได้โดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย แต่ประเด็นนี้จะต้องเพิ่มความคุ้มครอง ซึ่งอาจจะทำได้โดยการเพิ่มกฎหมายคุ้มครองสำหรับผู้ร้องเรียน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือได้รับอันตรายใดๆ จากกรณีที่เป็นผู้ร้องเรียนหรือชี้เบาะแส 

การฟื้น “ระบบธรรมาภิบาล” ก็มีความสำคัญและจำเป็น เพราะช่วยสร้างความไว้วางใจ ความมั่นคง และความสำเร็จในระยะยาวขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านการส่งเสริมการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และรับผิดชอบ ซึ่งนำไปสู่การลดทุจริต เพิ่มความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลักดันการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลสามารถทำได้ผมมั่นใจว่า รัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้น และประเทศไทยจะก้าวผ่านคำว่าทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างแน่นอน 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นจุดกำเนิดของปัญหาคือ ความรวดเร็วของกระบวนการดำเนินงานในหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งภาครัฐ โดยเฉพาะระยะเวลาการอนุมัติ และค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน เปรียบเสมือนการเปิดช่องให้มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ 

“เรื่องที่ภาคเอกชนพยายามผลักดันมาต่อเนื่องคือ Ease of doing business ที่ต้องการให้มีการลดขั้นตอนเพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น รัฐบาลจะต้องผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะส่งผลต่อการทำธุรกิจโดยตรง”

Ease of doing business หรือความยากง่ายในการประกอบธุรกิจถูกจัดอันดับโดย World Bank ที่ประเมินสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัย เช่น ความง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การชำระภาษี การบังคับใช้สัญญา และความคุ้มครองทรัพย์สิน รายงานนี้ใช้เพื่อเปรียบเทียบและส่งเสริมการปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แม้ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการจัดอันดับใหม่ ทว่าจากข้อมูลล่าสุดปี 2562 ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 21 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจในประเทศไทย
ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ประเทศไทยควรจะถูกจัดอันดับดีขึ้นอีกหลังจากนี้ต่อไป 

“ค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ ค่า fast track หรือกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วและอำนวยความสะดวก ต่างๆ ควรจะไม่มีอีกต่อไป เพราะเท่าที่ผมเห็นทุกวันนี้คือ ใครจ่ายตามขั้นตอน ผลคืออนุมัติช้า แต่ถ้าจ่ายหนัก จ่ายพิเศษ เรื่องมักจะเดินเร็ว เป็นต้น”

ต้องยอมรับว่าเอสเอ็มอีทุกวันนี้ ไม่มีสายป่านและเงินทุนที่หนามากพอจะจ่ายค่าดำเนินการในลักษณะนี้ได้ บวกกับการไม่มีเส้นสายและวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อระบบอุปถัมภ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี 

อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายในระบบปิดก็ไม่มีประสิทธิภาพพอ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันปัญหาการทุจริตดีๆ หลายฉบับ

ยังไม่นับรวมภาพใหญ่ทั้งประเทศที่ปัญหาการเมืองภายในของไทย และปัจจัยจากต่างประเทศ กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ ส่งผลให้ไทย “ติดกับดัก” เศรษฐกิจชะลอตัวมานานหลายปี จึงอยากฝากให้ รัฐบาลเร่งมือช่วยชาวบ้านและเอสเอ็มอี โดยเฉพาะ “มาตรการลดค่าครองชีพ” ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าดำเนินการจิปาถะสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี 

หากเป็นไปได้รัฐบาลควรจะประสานไปยังภาคเอกชนอย่างเช่นทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อร่วมกันจัดงานมหกรรมสินค้าราคาถูก จัดตลาดนัดจับคู่ธุรกิจเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในจังหวัดนั้นๆ กับภูมิภาคอื่นๆ เป็นต้น อย่างน้อยถือเป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้าเกิดขึ้นภายในประเทศในภาวะที่เอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาได้ 

“ไทยช่วยไทย ซื้อสินค้าคนไทยด้วยกันเองในระยะสั้นๆ อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาปัญหาเดือดร้อนของชาวบ้านได้ เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในประเทศหลังจากที่ชะงักงันมาสักระยะหนึ่งแล้ว”

การแก้ไข “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ หากทำได้ หนี้ลดลง คนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ซื้อสินค้าได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือภาคการผลิตโดยเฉพาะเอสเอ็มอีก็ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น 

อัดยาแรงเข้าไปด้วย “การเพิ่มสภาพคล่อง” ให้เอสเอ็มอี ผ่านช่องทางทั้งสถาบันการเงินรัฐและเอกชน รวมไปถึงหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เพราะปัญหาที่เห็นอยู่ทุกวันนี้คือ “เงื่อนไขที่เข้มงวด” และ “ขั้นตอน” ที่ยุ่งยากกว่าจะเกิดการอนุมัติสินเชื่อให้เอสเอ็มอีแต่ละราย 

การพักหนี้ ก็ยังต้องดำเนินการต่อไป แต่ต้องคุยให้ชัดเจนกับสถาบันการเงินถึงเงื่อนไขและระยะเวลา ที่จะต้องยาวพอสมควรเพื่อช่วยเอสเอ็มอีฟื้นตัวก่อน ซึ่งต้องทำตั้งแต่การ “พักเงินต้น-พักดอกเบี้ย” สิ่งหลังนี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นเงินที่หามาได้ก็จ่ายแต่ดอกอย่างเดียว เป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่เอสเอ็มอีจะมีเงินหมุนเวียนเพื่อไปต่อยอดธุรกิจ 

อย่างน้อยๆ ผมมองว่าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจเอสเอ็มอีในแต่ละจังหวัดได้มากทีเดียวหากรัฐบาลใหม่ทำได้จริงกับช่วงที่มานั่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีเวลาสั้นมากแค่ 4 เดือน

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)