หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ย้อนแนวคิด ขายข้าว-คุมยา กับการมาของ ‘รมต.ฟีเวอร์’

10.10.25 | 20:55 น.

ถกเถียงกันมานานสำหรับการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตัวสำคัญอย่างข้าว ที่ล่าสุดมีประเด็นเรื่องการบริหารจัดการข้าวภายใต้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์แต่ละยุค ซึ่งถ้าพูดเอาเข้าจริงกระทรวงพาณิชย์ทุกยุคทุกสมัย ไม่ได้ใช้การเมืองขับเคลื่อนการบริหารระบบราชการในกระทรวงเสียหรอก เคยใช้นโยบายในแบบหลายสิบปีก่อนอย่างไรก็ยังคงใช้แบบนั้น ด้วยการใช้ชะลอข้าวเปลือก ใช้จำนำยุ้งฉาง เพื่อลดอุปทาน  (Supply) ในระบบ ดีดราคาขึ้น หรือจัดหนักด้วยการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มเติมเพื่อซื้อตามราคาที่รัฐตั้งโจทย์ไว้


เรื่องนี้เคยพูดไว้ในบทความที่เขียนเรื่องข้าว ว่ามันมีปัญหากันอย่างไร? แต่วันนี้จะขอมาพูดในเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากการแถลงนโยบายของนายกฯ ต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เรื่องที่ว่าก็เรื่อง MOU บันทึกความเข้าใจขายข้าวให้กับจีน 2.8 แสนตัน ที่ยังเป็นยอดคงค้างที่เป็นประเด็นที่จะต้องเร่งทวงคำมั่นนี้เผื่อราคาข้าวจะได้ดีดตัวขึ้น

ข้าวที่ว่านี่ข้าวขาวนะครับ ซึ่งเราก็รู้ดีว่าข้าวขาวบ้านเราต้นทุนมันสูงจุดราคาขั้นสุดท้ายมันเอาไปแข่งกับเพื่อนบ้านไม่ได้ เทียบกับเวียดนามก็แพ้ เทียบกับอินเดียก็ยิ่งแพ้ เพราะเวลาเขาปล่อยสต็อกออกมาทีไรกดราคาข้าวในตลาดแข่งขันทันที ซึ่งตัวเลขในขณะนี้อยู่ที่ 20 ล้านตันข้าวสารที่จะถูกปล่อยออกมาจาก การเก็บสต็อกข้าวเพื่อสำรองอาหารหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารหรือที่เรียกว่า ‘PSH’ (public stockholding)

กลับมาต่อเรื่อง MOU ข้าว 2.8 แสนตัน ที่ตอนนี้กระแสพลังของความฟีเวอร์ต่อ รมต.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ ชื่นชมถึงการทำงานที่รวดเร็วในการขายข้าว พร้อมเทียบกับยุคสมัยของ ‘พิชัย นริพทะพันธุ์’ อดีตรมว.พาณิชย์ที่ผ่านมาว่า ไม่สามารถทำได้ แต่พอไปย้อนดูข่าวเก่าๆ ก็พบว่า ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย อดีต รมต. ‘พิชัย’ ก็เจรจามาโดยตลอด หากจำได้ตอนนั้นโดยทั้งเรื่องทุเรียน สาร BY2 คงจำได้ เรื่องส่งออกโคเนื้อไปยังจีน ส่งออกมันสำปะหลัง และก็เรื่องข้าวตันที่เหลือกับจีนนี่แหละ

Advertisement

ความจริงแล้วก็ต้องให้ความเป็นธรรมเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีที่เข้ามาทุกยุคทุกสมัยพยายามทำ ผลักดันเรื่องให้สำเร็จ เรียกได้ว่าเจอหน้าทูตจีนทีไรก็จะยกประเด็นเรื่องนี้มาคุยทันที และยิ่งหากเอาไปเปรียบเทียบกับยุคที่แล้วก็มีการผลักดันเรื่อยมา แต่น่าเสียดายที่วาระการดำรงตำแหน่งทูตจีน ฯพณฯ ท่าน หาน จื้อเฉียง ต้องอำลาไปก่อน และหลังจากนั้นไม่นานรมต.พิชัย ก็อำลาตำแหน่งตามๆ กันไป ทำให้ตอนนี้เหมือนต้องเซตซีโร่กันใหม่หมด

เรื่องนี้หากให้พูดก็ไม่ใช่ความดีความชอบใครเป็นพิเศษ เพราะผลลัพธ์คือ ขายข้าวคงค้างได้หรือไม่ มีความพยายามมากน้อยแค่ไหนต่อเรื่องนี้ และหากไล่ตามความเป็นมาในเรื่องนี้จะพบว่า MOU ฉบับนี้เริ่มต้นมาในสมัยยุครัฐบาล คสช. ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานสักขีพยานในพิธีการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับ บริษัท COFCO Corporation โดยเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G สำหรับข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ 1 ล้านตัน ซึ่งตอนนั้นเราขอเขาไป 2 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวฤดูใหม่ 1 ล้านตัน และข้าวในสต๊อกรัฐอีก 1 ล้านตัน แต่ตอนนั้นจีนขอซื้อล้านตันแรกที่เป็นข้าวฤดูใหม่ก่อน

MOU นี้เราเรียกกันในวงการว่า ‘MOU ข้าวแลกรถไฟจีน’ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะตอนนั้นตอนปลายปี 2556 ที่นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ในรัฐบาลเพื่อไทยไปเจรจาขอความร่วมมือกับคณะกรรมการการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีน (National Development and Reform Commission (NDRC)) เพื่อทำ MOU ศึกษาร่วมกันในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟ เส้นทาง กรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา-หนองคาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทย ซึ่งเป็นลักษณะบาร์เทอเทรด และต่อมาหลังมีการรัฐประหารได้มีการเจรจาต่อและลงนามในปี 2558 โดยตอนนั้นเราได้ MOU กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทย แล้วพ่วงมาด้วย MOU ซื้อขายข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ 1 ล้านตันกับคอฟโก (COFCO) รัฐวิสาหกิจจีน และ MOU ซื้อขายยางพารา 2 แสนตัน กับชิโนเค็ม (SINOCHEM) รัฐวิสาหกิจจีน

ปรากฎว่าในปี 2561 ได้มีการเร่งให้จีนเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวข้าวอีก 1 ล้านตัน จาก 2 ล้านตันที่เหลือตาม MOU  โดยกรมการค้าต่างประเทศ แต่ไม่เป็นผล มิหนำซ้ำ MOU 1 ล้านตันก่อนหน้ายังจะส่อวืดอีก เพราะหลังจากที่ตกลงว่าจะนำเข้า 1 ล้านตัน ส่งเป็นรายงวดเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ตัน และจะไปสิ้นสุดในปลายปี 2559 ตามแผนเดิมที่วางไว้ กลับกลายเป็นว่า 9 ปีผ่านไป ส่งมอบไปแล้ว 8 ล็อต ยังเหลือข้าวอีก 2.8 แสนตันที่จีนยังไม่ได้นำเข้าให้กับไทย และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ รมว.พาณิชย์ทุกยุค

เหตุเพราะที่จีนไม่ยอมซื้อ ก็นั่นแหละ ข้าวขาวไทยราคาสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน คิดตามหลักการค้าก็ไม่มีใครซื้อ แถมสถานะทางกฎหมายของ MOU ก็บังคับกันไม่ได้อีก เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องคงค้างของกระทรวงพาณิชย์ที่ข้าราชการอยากจะขับเคลื่อนในทุกยุค ซึ่งสุดท้ายคนที่จะมาสานต่อให้สำเร็จก็หนีไม่พ้นฝ่ายการเมืองที่ต้องเดินเกมส์ในระดับนโยบาย

ขณะที่แนวคิดเรื่อง ‘การคุมราคายา’ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำถูกหยิบมาทำอีกครั้ง เป็นนโยบายของคนกระทรวงพาณิชย์เช่นเดียวกันที่ในสมัย ‘สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์’ รมว.พาณิชย์ ในปี 2562 ตอนนั้นได้ชงเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. โดยอาศัยกลไกมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุม เพื่อแก้ปัญหาความไม่ธรรมต่อผู้บริโภคในเรื่องของราคาที่สูงเกินควร แล้วไปกำหนดมาตรการต่อไปหลังควบคุม

ตอนนั้น ครม.เห็นชอบด้วยตามเสนอท่ามกลางเสียงสนับสนุนและคัดค้านเหมือนเช่นตอนนี้ มีทั้งผู้เข้าร่วมและไม่อยากเข้าร่วม ซึ่งตอนนั้นหลังจากครม. เห็นชอบแล้ว มีการตั้งอนุกรรมการหารือแนวทางการพิจารณาควบคุมราคา ที่มีทั้งตัวแทนภาครัฐและเอกชนร่วมกันพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและใช้ในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว แต่ก็เงียบหายกลับไปตาม รมต. เหมือนการเปลี่ยน รมต. เรื่องนี้ก็พับเก็บไว้ไม่ได้มีการดำเนินการตามต่อ

สุดท้ายความพยายามเกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนไอเดียถูกต่อยอดแล้วข้าราชการชงให้กับ รมต. ก็ได้นำกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้งผ่านแนวคิดของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รมว.พาณิชย์คนปัจจุบัน ที่เสนอให้มีการทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนในการรับรู้ค่าใช้จ่ายราคายาก่อนชำระเงิน และไม่จำเป็นจะต้องยอมรับในค่าใช้จ่ายนั้นโดยทันที โดยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถนำรายการยาที่ได้รับการสั่งจ่ายไปซื้อที่ร้านค้าข้างนอกโรงพยาบาลได้โดยตรง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการเปิดให้มีการรับรู้ต้นทุนราคายา  และเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาล ได้ แต่หากต้องการควบคุมราคายาต้องควบคุมต้องผ่านมติของ กกร. อย่างที่เคยทำในปี 2562 เคยทำมา

เรื่องที่กล่าวมาจึงต้องติดตามและสังคมต้องให้เวลา รมต.พาณิชย์ให้ได้ทำงานสักระยะ และเชื่อว่าไม่นานการทำงานในระดับนโยบายเฉพาะจะถูกสั่งตัดออกมาตามความเหมาะสมของเวลา และสิ่งที่ไม่อยากเห็นคือการปล่อยให้ระบบราชการขับเคลื่อนประเด็นคงค้าง ประเด็นเดิมๆ จะทำให้ รมต.ติดอยู่ในวังวนระบบราชการอีกคน ซึ่งนั่นไม่ดีแน่ต่อการทำงานในฐานะ รมต.

ท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ท่าน รมต.ใหม่ ทำงานและหวังว่าจะไม่ติดกับอารมณ์ฟีเวอร์ของสังคม เพราะนั่นจะเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ไม่เป็นคุณต่อตำแหน่งและภาพลักษณ์ที่สั่งสมมา