การเมืองของฝรั่งเศส – เหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่คาดฝันของฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอกอร์นู ลาออกเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง แต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 พร้อมทั้งมอบหมายให้เขาปรึกษากับกลุ่มต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางให้สภาผ่านกฎหมายงบประมาณ และกำชับให้ยึดหลักการ “การพิทักษ์เอกราชและพลานุภาพของเรา, การรับใช้ประชาชนชาวฝรั่งเศส, และเสถียรภาพทางการเมืองและทางสถาบัน ทั้งนี้ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในประเทศ” หลังจากการเจรจาทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มเป็นเวลา 27 วัน เลอกอร์นูก็ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีของเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม รัฐมนตรีเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เมื่อนายกฯลาออกในวันต่อมา คำถามคือ “ทำไมเขาถึงลาออก?”
ถ้าฟังจากปากคำของเขาเอง เขาเริ่มด้วยคำอธิบายสั้น ๆ ว่า “เงื่อนไขที่ให้คงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้หมดไปแล้ว” เขาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เขาได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ใช้มาตรา 49.3 ของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลเสนอญัตติขอความไว้วางใจจากสภาฯ ซึ่งถ้าได้รับความไว้วางใจ ร่างกฎหมายสำคัญเช่นงบประมาณก็ผ่านไปด้วย โดยไม่มีการแปรญัตติ ถ้าสภาฯไม่ไว้วางใจอย่างเช่นกรณีรัฐบาลก่อนหน้านี้ของนายกฯบายรู นายกฯต้องลาออก) หมายความว่ารัฐบาลจะให้สภาฯถกเถียงกันให้สบายใจเกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณ เขาวิจารณ์ว่า พรรคการเมืองหลายพรรคทำตัวเหมือนกับว่าพรรคนั้น ๆ มีเสียงข้างมากในสภาฯ (อยากให้รัฐบาลใหม่รับนโยบายทั้งหมดของพรรคตน – ผู้เขียน) ส่วนหลายพรรคขีดเส้นตายว่าห้ามมีนโยบายข้อนั้นข้อนี้ (ตามสำนวนฝรั่งเศสใช้คำว่าขีดเส้นสีแดง) เลอกอร์นูรำพึงว่า ขอลบเส้นตายสีแดงบางเส้นออก เปลี่ยนเป็นการเปิดทางด้วยเส้นสีเขียวบ้างได้ไหม
ก่อนอื่น ขออธิบายระบอบการเมืองของฝรั่งเศสภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 หรือที่บางครั้งเรียกว่าระบอบสาธารณรัฐที่ 5 โดยสังเขป ระบอบนี้เป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงสองรอบทั้งประเทศ เขาเป็นประมุขของรัฐที่มีอำนาจการบริหารส่วนหนึ่ง เช่น ในส่วนการเมืองระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการเงิน ที่สำคัญคือ เขามีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจยุบสภาฯ เป็นประธานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นต้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตสองรอบ นายกรัฐมนตรีเป็นประมุขฝ่ายบริหารและมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เขาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีไปบริหารราชการในกระทรวงต่าง ๆ และมีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อผ่านกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายที่สำคัญ เช่น กฎหมายการเงินหรือการงบประมาณ ส่วนสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามญัตติของฝ่ายสภาฯเอง หรือลงมติไว้วางใจรัฐบาลตามญัตติที่รัฐบาลเสนอโดยอาศัยมาตรา 49.3
ตั้งแต่เริ่มระบอบกึ่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1958 ในสมัยประธานาธิบดี ชาร์ล เดอ โกล ระบอบนี้ได้ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลระบอบรัฐสภาที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ได้ดี ในระบอบนี้ ประธานาธิบดีและสภาผู้แทนราษฎรมีวาระเหลื่อมกัน เดิมประธานาธิบดีมีวาระ 7 ปี ไม่เกินสองสมัย ปัจจุบันวาระลดเหลือ 5 ปี แต่ก็ยังเป็นหลักประกันความต่อเนื่องและเสถียรภาพ ส่วนสภาฯมีวาระ 4 ปี ที่ผ่านมามีพรรคการเมืองสองฝ่ายขับเคี่ยวกัน นั่นคือฝ่ายกลางขวากับฝ่ายกลางซ้าย ผลัดกันได้เป็นประธานาธิบดี และทุกครั้งสามารถก่อตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ ในกรณีที่พรรคของประธานาธิบดีมีเสียงข้างน้อยในสภาฯ เขาจะตั้งนายกรัฐมนตรีที่มีเสียงข้างมาก เรียกว่ากรณี “ร่วมชายคา” (cohabitation) ซึ่งไม่มีปัญหามาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่
รัฐบาลก่อนหน้ามาครงสองรัฐบาล พรรคของประธานาธิบดีมีเสียงข้างมากในสภาฯ ทำให้มีอำนาจเต็ม แต่ในสายตาของประชาชน ผลการทำงานตกต่ำมาก เริ่มตั้งแต่ประธานาธิบดี นิโคลัส ซารโคซี จากพรรคฝ่ายกลางขวา ที่มีเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน ต่อจากเขาคือหัวหน้าพรรคสังคมนิยมชื่อ ฟรังซัวส์ ออลลังด์ ที่ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะประชาชนปฏิเสธซารโคซี แต่เขาก็ทำงานล้มเหลวและคะแนนนิยมตกต่ำเช่นกัน เท่ากับว่าเอียงไปขวาก็ไม่มีผลงานถูกใจ เอียงไปซ้ายก็ไม่ไหว มาถึงตรงนี้ มาครง ผู้มีนโยบายกลาง ๆ เห็นเป็นโอกาส เขาจึงรวมพลังการเมืองฝ่ายกลาง ๆ ได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายนี้ได้เป็นประธานาธิบดี
ผลจากชัยชนะของมาครงคือ พรรคดั้งเดิมฝ่ายกลางซ้ายและฝ่ายกลางขวา ซึ่งบางครั้งเคยมีเสียงข้างมากในสภฯ กลับมี ส.ส. เหลืออยู่ไม่กี่สิบเสียง ขณะที่พรรคสุดโต่ง (ขวาจัดและซ้ายจัด) กลับได้ประโยชน์จากการสูญเสียผู้สนับสนุนของฝ่ายกลางขวาและกลางซ้าย เช่น พรรคฝ่ายขวาจัด จากที่ไม่เคยมี ส.ส. หรือมีเพียงไม่กี่คน ก็เริ่มมี ส.ส. มากขึ้น และพอถึงการเลือกตั้ง ส.ส. ของสภายุโรป พรรคฝ่ายขวาจัดได้เสียงในลำดับที่หนึ่งในบรรดา ส.ส. ของสภายุโรปที่มาจากฝรั่งเศส ส่วนหัวหน้าพรรค “ฝรั่งเศสไม่ยอมใคร” ซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่สามในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
กลุ่มการเมืองของมาครงเคยคุมเสียงข้างมากในสภาฯ แต่หลังจากที่พรรครวมพลังสาธารณรัฐ (RN) ซึ่งมีนโยบายขวาจัดได้ชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรปในส่วนของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 และ 9 มิถุนายน 2567 อย่างท่วมท้น มาครงได้ประกาศยุบสภาฯ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความชัดเจน จะได้รู้ว่าประชาชนสนับสนุนการเมืองฝ่ายใด ผลก็คือ ประชาชนไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน โดยเลือก ส.ส. อย่างกระจัดกระจายออกเป็นถึง 11 กลุ่มการเมืองในสภาฯ
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการขาดเสถียรภาพ เพราะไม่สามารถรวมกลุ่มการเมืองให้ได้เสียงข้างมากในสภาฯ ไม่เพียงแต่กลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดจะปฏิเสธซึ่งกันและกันเท่านั้น กลุ่มกลางขวาและกลางซ้ายก็ไม่ร่วมมือกัน เหลือแต่กลุ่มกลาง ๆ ของมาครงที่แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มเล็ก ๆ อยู่บ้าง ก็ไม่พอที่จะเป็นเสียงข้างมาก ดังนั้น ผู้ที่มาครงตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสามคนหลังการยุบสภาเมื่อปีที่แล้ว ไม่สามารถตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากได้ ด้วยความไม่คุ้นเคยกับการเจรจาต่อรองเพื่อตั้งรัฐบาลผสมที่ต้องการการประนีประนอมนั่นเอง และด้วยบรรยากาศที่นักการเมืองผู้มีชื่อเสียงหลายคน ต่างคิดว่าตนควรได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป จึงแตกคอกันทั้งภายในพรรคของตนและระหว่างพรรค เนื่องจากมีเสียงข้างน้อย นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดสองคน ถูกสภาฯมีมติให้ออก ส่วนคนสุดท้ายชื่อลากอร์นูนั้น ขอลาออกเองเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว เพราะพรรคกลางขวาที่เข้าร่วมรัฐบาล ขู่จะถอนตัว
เมื่อได้กล่าวถึงระบอบการเมืองมาพอสมควรแล้ว ต่อไปจะขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพรรคการเมืองพรรคต่าง ๆ ของฝรั่งเศส เรียงตามจำนวน ส.ส. ของพรรค + ส.ส. สมทบที่มารวมกับ ส.ส. พรรค เป็นกลุ่มการเมืองในสภาฯ ปัจจุบันมีกลุ่มการเมืองในสภาฯอยู่ 11 กลุ่ม จำแนกได้ดังนี้
1) กลุ่มขวาจัด (นำโดยพรรครวมพลังสาธารณรัฐ ย่อว่า RN มี ส.ส. 120 คน + ส.ส. สมทบ 3 คน = 123 คน) กลุ่มนี้ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเลอกอร์นูในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ โดยอ้างว่าทางออกคือการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะพรรค RN เล็งว่าตนจะมี ส.ส. เพิ่มขึ้นอีกถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไป อีกทั้งพรรคนี้มีผู้นำสองคนที่สามัคคีกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนใดคนหนึ่งจะได้เป็นประธานาธิบดี เมื่อคนปัจจุบันคือ มาครง พ้นจากตำแหน่ง
2) กลุ่มกลาง ๆ (ชื่อกลุ่ม “รวมกัน” (ensemble) มี ส.ส. 78 คน + ส.ส. สมทบ 13 คน = 91 คน) ถือว่าเป็นพรรคของมาครงก็ว่าได้ แต่ภายในพรรคของมาครงเองก็เกิดความระส่ำระสาย มีผู้นำที่เขาเคยแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างน้อยสองคน ที่ตีตัวออกห่าง คนหนึ่งเรียกร้องให้มาครงลาออกอย่างมีขั้นตอน (ไม่ใช่ออกทันที) อีกคนหนึ่งวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจการตัดสินใจของเขา
3) กลุ่มซ้ายจัด (นำโดยพรรคชื่อ “ฝรั่งเศสไม่ยอมใคร” ย่อว่า LFI มี ส.ส. 70 คน + ส.ส. สมทบ 1 คน = 71 คน) หัวหน้าพรรคมีวาทศิลป์สูง แต่ถูกวิจารณ์ว่าค้านทุกเรื่อง เขาเคยลงสมัครเป็นประธานาธิบดีหลายหน ครั้งสุดท้ายได้คะแนนมาเป็นอันดับที่สาม แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบความสุดโต่งของเขา เขาอยากให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเร็วขึ้น จึงชวน ส.ส. ของกลุ่มของเขาให้เข้าชื่อกันเสนอญัตติถอดถอนประธานาธิบดี แต่วิปของสภาฯปฏิเสธที่จะบรรจุเข้าวาระ อย่างไรก็ดี กลุ่มนี้ยังพยายามดึงฝ่ายกลางซ้ายให้มาสนับสนุนหัวหน้าพรรค LFI ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เหมือนในการเลือกตั้งครั้งก่อน แต่ดูเหมือนว่าพรรคสังคมนิยมจะปฏิเสธเสียแล้ว
4) กลุ่มกลางซ้าย (นำโดยพรรคสังคมนิยม ย่อว่า PS มี ส.ส. 61 คน + ส.ส. สมทบ 8 คน = 69 คน) ในอดีต พรรคนี้เคยมีประธานาธิบดีสองคน คือ ฟรังซัวส์ มิตเตร็อง กับฟรังซัวส์ ออลลังด์ ซึ่งคนหลังทำงานไม่เข้าตาประชาชน พรรคสังคมนิยมจึงตกต่ำมาก ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด ผู้สมัครพรรคสังคมนิยมที่เป็นนายกเทศมนตรีนครปารีส มีคะแนนเสียงเพียง 1.75% แต่ก็ยังดีที่ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด คะแนนนิยมของพรรคได้เพิ่มขึ้น (เหตุส่วนหนึ่งมาจากการไม่แตกสามัคคี) คือมีจำนวน ส.ส. มาเป็นอันดับ 4 หรือ 61 คน
5) กลุ่มกลางขวา (นำโดยพรรคสาธารณรัฐ ย่อว่า LR มี ส.ส. 43 คน + ส.ส. สมทบ 7 คน = 50 คน) ในอดีต ฝรั่งเศสมีประธานาธิบดีฝ่ายกลางขวาจำนวน 5 คน จากทั้งหมด 8 คน ปัจจุบัน พรรคนี้กำลังพยายามฟื้นตัวหลังการพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้แก่มาครง แต่ทำท่าจะมีอุปสรรคเพราะผู้นำแตกสามัคคี กล่าวคือมีผู้นำ 3 คน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค คนหนึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ส.ส. ในสภาฯ อีกคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีหลายสมัย ดูเหมือนว่าทุกคนอยากเป็นประธานาธิบดี จึงขัดแย้งกันเอง รัฐบาลเลอกอร์นูอยู่ได้ไม่ถึงวัน เพราะหัวหน้าพรรค LR ขู่ว่าพรรคจะถอนตัว เพราะเลอกอร์นูปกปิดไม่บอกเขาว่าจะแต่งตั้งผู้นำในพรรคที่เป็นรัฐมนตรีหลายสมัย กลับมาเป็นรัฐมนตรี โดยอ้างว่าผลงานสมัยเป็นรัฐมนตรีคลังนั้น ได้ใช้เงินมากเกินไป
6) กลุ่มนิเวศนิยมและสังคม (มีชื่อย่อว่า EcoS มี ส.ส. ในสังกัด 38 คน) กลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกับพรรคสังคมนิยม
7) กลุ่มประชาธิปไตย (มีชื่อย่อว่า MoDem มี ส.ส. ในสังกัด 29 คน + ส.ส. สมทบ 5 คน = 29 คน) กลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกับกลุ่มกลาง ๆ รวมเป็นกลุ่มขยายที่มี “ฐานรองร่วมกัน” หรือในสำนวนฝรั่งเศสคือมี socle commun
8) กลุ่มขอบฟ้าและอิสระ (มีชื่อย่อว่า HOR มี ส.ส. ในสังกัด 29 คน + ส.ส. สมทบ 5 คน = 34 คน) กลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกับกลุ่มกลางขวา
9) กลุ่ม LIOT (มี ส.ส. ในสังกัด 22 คน) ชื่อของกลุ่มย่อมาจาก “เสรีภาพ อิสระ ดินแดนโพ้นทะเล” เป็นการรวมกลุ่ม ส.ส. จากดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคม ปัจจุบันผนวกเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส เป็นกลุ่มที่ประชุมถกแถลงกันเป็นประจำ เพื่อทำความเข้าใจและหาจุดร่วม (ถ้ามี) และเปิดให้ทุกคนมีอิสระในการลงคะแนน
10) กลุ่มซ้ายประชาธิปไตยและสาธารณรัฐ (มี ส.ส. ในสังกัด 17 คน) ส.ส.ส่วนหนึ่งมาจากอดีตอาณานิคม ส.ส. เหล่านี้ลงคะแนนโดยอิสระ แต่มีแนวโน้มไปทางซ้าย
11) กลุ่มสหภาพขวาเพื่อสาธารณรัฐ (ชื่อย่อ UDR มี ส.ส. ในสังกัด 15 คน) มีความประสงค์จะรวบรวมฝ่ายขวาทั้งหมด โดยปฏิเสธทั้งฝ่ายกลางและฝ่ายซ้าย
12) ส.ส. ที่ไม่ลงทะเบียนว่าอยู่ในกลุ่มใด มีอยู่ 9 คน
รวม ส.ส. ทั้งหมด 575 คน
หลังจากที่เลอกอร์นูได้ลาออกเรียบร้อยแล้ว มาครงยังมอบภารกิจให้เขาเจรจากับกลุ่มการเมืองต่ออีก 2 วัน เป็นการเจรจาขั้นสุดท้าย (ultimate negotiation) เขายอมรับภารกิจพร้อมทั้งแจ้งว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ทำให้ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในการเจรจา ในวันที่ 7-8 ตุลาคม เขาเจรจากับทุกกลุ่มการเมืองและกลุ่มสหภาพแรงงานทีละกลุ่ม มีเพียงกลุ่มขวาจัด (RN) และกลุ่มซ้ายจัด (LFI) ที่ปฏิเสธไม่เข้าเจรจา
เขาบอกว่าวาระที่สำคัญคือการผ่านกฎหมายงบประมาณภายในสิ้นปี และประเด็นเอกราชของดินแดน “นูแวลกาลิโดนี” ในเรื่องงบประมาณนั้น ประเด็นที่เป็นภาวะชะงักงัน (deadlock) ประเด็นหนึ่งอยู่ที่คำขาด (เส้นสีแดงในสำนวนฝรั่งเศส) ของฝ่ายซ้ายที่ขอให้ทบทวนกฎหมายเพิ่มการเกษียณอายุ จาก 62 ปี เป็น 64 ปี ที่นายกรัฐมนตรี เอลิซาเบธ บอร์น ขับเคลื่อนผ่านสภาฯโดยอาศัยญัตติขอความไว้วางใจตามมาตรา 49.3 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่14 เมษายน ค.ศ. 2023 ส่วนฝ่ายขวายืนยันไม่ทบทวน อย่างไรก็ดี บอร์นผู้เคยขับเคลื่อนกฎหมายนี้ กลับพยายามเปิดทางโดยเสนอให้ “พัก” การบังคับใช้กฎหมายไว้ก่อน ข้อเสนอนี้ฝ่ายขวาก็ค้านว่า การพักหนึ่งปีเท่ากับการจ่ายเงินค่าบำเหน็จ – บำนาญประมาณ 15,000 ล้านยูโร ส่วนเลอกอร์นูเสนอเพียงว่า ขอให้หาทางถกแถลงในเรื่องนี้ด้วยเหตุด้วยผลต่อไป
เส้นแดงอีกเส้นหนึ่งคือ การเก็บภาษีทรัพย์สิน 2% ของผู้ร่ำรวยที่สุดของประเทศจำนวนประมาณ 1,600 คน ตามข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ ซุกมาน ฝ่ายซ้ายอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และลดหนี้สาธารณะที่สูง 3.4 ล้านล้าน ยูโร หรือประมาณ ถึง 116% ของ GDP อีกทั้งฝ่ายซ้ายไม่เห็นด้วยกับการลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมเพื่อเพิ่งงบการทหารตามแรงกดดันของ โดนัล ทรัมป์ แน่นอนว่าฝ่ายขวาย่อมค้าน โดยมีเหตุผลว่า ภาษีซุกมาน จะกระทบผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และฝรั่งเศสต้องเพิ่มงบการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามของรัสเซีย และต้องทำตามมติของนาโตในเรื่องนี้
ก่อนที่เลอกอร์นูจะยื่นผลการเจรจาขั้นสุดท้ายของเขากับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ให้มาครงในเย็นวันพุธ นักวิจารณ์มักลงความเห็นว่าการเจรจาของเขาจะล้มเหลว เพราะฝ่ายซ้ายอยากให้ตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากฝ่ายตนบ้าง ซึ่งจะเข้าข่าย “การร่วมชายคา” เพราะนายกไม่สังกัดฝ่ายเดียวกับประธานาธิบดี ส่วนหัวหน้าพรรคฝ่ายกลางขวา (RN) กล่าวว่าเห็นด้วยกับ “การร่วมชายคา” แต่ไม่เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรีฝ่ายซ้าย (เท่ากับให้เลือกแต่นายกฯฝ่ายกลางขวานั่นเอง) ดูเหมือนจะเหลือทางเลือกแก่มาครงเพียงการยุบสภาฯ หรือการลาออก
เมื่อได้รับรายงานจากเลอกอ์รนู ดูเหมือนว่าจะพอมีทางออก มีข่าวว่ามาครงจะไม่ยุบสภาฯ แต่จะตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง เขาได้นัดหมายให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ยกเว้น พรรค RN และพรรค LFI ให้มาประชุมร่วมกับเขาที่ทำเนียบประธานาธิบดีในวันศุกร์ เวลา 19.30 น.เวลาประเทศไทย
และแล้ว มาครงได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวฝรั่งเศส โดยแต่งตั้งเลอกอร์นูเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เลอกอร์นูเคยบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้อีก ทั้ง ๆ ที่ประชาชนจำนวนมากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คือไม่เอาผู้ใกล้ชิดมาครงมาเป็นนายกฯ หรือยอมเสี่ยงเข้าสู่ “การร่วมชายคา” เช่นตั้งนายกฯ ที่สังกัดพรรคกลางซ้าย หรือกลางขวา หรือพรรคนิเวศนิยม หรือเป็นเทคโนแค็รต สงสัยว่าการเจรจาขั้นสุดท้ายได้ผลเป็นการขยายจำนวน ส.ส. ที่จะมาสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ อย่างน้อยก็เพื่อช่วยกันผ่านกฎหมายงบประมาณ หรือมาครงคิดว่า เลอกอร์นูจะสามารถผ่านกฎหมายงบประมาณที่เป็นการประนีประนอมได้ดีกว่าใคร เพราะได้ไปเจรจารอบด้านมาสองรอบแล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านประชาชนจะโทษมาครงหรือโทษฝ่ายค้าน?
เลอกอร์นูกล่าวว่า “โดยหน้าที่แล้ว ผมรับภารกิจที่ประธานาธิบดีมอบให้ ในอันที่จะทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีงบประมาณใช้ เมื่อถึงสิ้นปีนี้”
ปฏิกิริยาเบื้องต้นของพรรคต่าง ๆ มีดังนี้
ประธานพรรคขวาจัด (RN) กล่าวว่า “แน่นอนว่า RN จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่เป็นเหมือนฝูงสัตว์ลากจูงอันไร้อนาคตฝูงนี้ในทันที ความกลัวการยุบสภา – นั่นคือกลัวประชาชน – คือเหตุผลเดียวของการกระทำเช่นนี้”
โฆษกพรรคสังคมนิยมคนหนึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องตลก ที่มาครงเป็นตัวเอก เป็นตลกร้ายสำหรับพลเมืองหลายล้านคนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง รอคอยความหวังสำหรับอนาคต ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การครองอำนาจของประธานาธิบดีคนนี้จะพบจุดจบในไม่ช้า”
โฆษกอีกคนหนึ่งของพรรคสังคมนิยมกล่าวว่า “ วุ่นวายหนอ ประธานาธิบดีสบประมาทชาวฝรั่งเศสอีกแล้ว เขายืนยันที่จะยั่วยุจนถึงที่สุด และทำให้วิกฤตการเมืองแย่ลง พรรคสังคมนิยมไม่ได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งครั้งนี้ และยังคงเป็นพรรคฝ่ายค้านต่อไป”
รองหัวหน้าพรรคกลางขวา (LR) กล่าวว่า “นี่เป็นการเยาะเย้ยผู้คนจริง ๆ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนเดิมกลับมาใหม่ – หลังจากวุ่นวายกันอยู่นาน – เช่นนี้ คือการยั่วยุ เป็นสัญญาณที่แย่มาก”
หัวหน้าพรรคซ้ายจัด (LFI) กล่าวว่า “สำหรับแต่ละรอบของม้าหมุน พู่ประดับยังอยู่กับที่ ตัวละครที่เป็นตัวประดับของสุขนาฏกรรมนี้ ดูน่าขบขัน มาครงทำอะไรอื่นไม่ได้นอกจากเป็นมาครง”
เลขาธิการแห่งชาติของฝ่ายนิเวศนิยมกล่าวว่า “ดิฉันตกตลึง มาครงตัดสินใจที่จะไม่คืนอำนาจหลังจากที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง … เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพวกเรา”
มีเพียงอดีตรัฐมนตรีฝ่ายมาครงบางคนที่ออกมาสนับสนุนการตัดสินใจของเขา เช่น อดีตรัฐมนตรีคลังกล่าวว่า “ผมเคารพการที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งเลอกอร์นูให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ งานที่รออยู่นั้นหนักหนานัก เป็นความรับผิดชอบของเราที่จะฟื้นความไว้วางใจ เสถียรภาพ และความโปร่งใสแก่ชาวฝรั่งเศส และต่อประเด็นทางเศรษฐกิจ”
ความผกผันของการเมืองฝรั่งเศสก็จบลงในองก์หนึ่ง ยังคงมีอีกหลายองก์ให้ติดตามและศึกษากันต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถในการเจรจา การประนีประนอม และการหาทางออกร่วมกันที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์แก่พรรคการเมืองหนึ่งใด
โคทม อารียา

