หน้าแรก บทความ วิทยาศาสตร์กั...

วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา

19.10.25 | 13:30 น.

วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา


ผมสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์โดยได้เล่าเรียนมาทางด้านนี้ และได้มีโอกาสนำมาใช้ในงานการสอน ขณะเดียวกัน ผมมีความสนใจในเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะด้านเสรีภาพและสันติภาพ และได้ใช้เป็นแกนหลักทางความคิดในการทำกิจกรรมด้านสังคม พอมีอายุมากขึ้น ผมคิดว่าสันติภาพมีมิติภายในด้วย จึง พยายามศึกษาพุทธศาสนาและฝึกการภาวนา บทความนี้เป็นข้อคำนึงว่า ทั้งวิทยาศาสตร์, พุทธศาสนา, และเสรีภาพเกี่ยวข้องหรือเสริมซึ่งกันและกันหรือไม่ อย่างไร แต่คงเป็นเพียงข้อคำนึงที่หยิบยืมมาจากผู้รู้ มากกว่าจะเป็นคำตอบที่ตกผลึกลงตัวของผมเอง บทความบทนี้จะกล่าวถึงวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา โดยบทต่อไปจะเขียนถึงวิทยาศาสตร์กับเสรีภาพ

ผมประทับใจในหนังสือเรื่อง “จักรวาลในหนึ่งอะตอม: การหลอมรวมวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ” เขียนโดยองค์ทะไลลามะ แปลโดย เพชรรัตน์ พงษ์เจริญสุข ซึ่งพระองค์สรุปความว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งเกื้อกูลกัน แต่ใช้วิธีที่แตกต่างกันในการสืบค้นความจริง โดยมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือความผาสุกของมวลมนุษยชาติ”

คุณสมบัติข้อหนึ่งที่องค์ทะไลลามะชื่นชมมากในหมู่นักวิทยาศาสตร์ก็คือ ความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันแบบไร้พรมแดน แม้ในระหว่างสงครามเย็น นักวิทยาศาสตร์จากซีกโลกตะวันออกกับซีกโลกตะวันตก เจรจากันฉันมิตรในแบบที่นักการเมืองไม่อาจจินตนาการได้เลย พระองค์ได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณอันเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ เป็นอิสระจากความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

Advertisement

พระองค์เขียนว่า ถ้าเราต้องการเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงธรรมชาติของโลก หรือสภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ เราไม่อาจละเลยทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการ, ทฤษฎีสัมพัทธภาพ, และกลศาสตร์ควอนตัม อีกทั้งเป็นไปได้ที่วิทยาศาสตร์จะได้เรียนรู้จากการเข้าไปสัมผัสกับจิตวิญญาณ ทั้งเรื่องจริยธรรมไปถึงเรื่องทางสังคม โดยรวมถึงพุทธปรัชญาด้วย ทฤษฎีอันเก่าแก่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาชาวพุทธจะต้องปรับเปลี่ยนไปให้พ้องกับความรู้ใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าการปะทะสังสรรค์อย่างมีชีวิตชีวาจะเกิดขึ้นระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ

วิทยาศาสตร์ช่วยเราสืบค้นทุกสิ่ง ตั้งแต่อะมีบาขนาดจิ๋ว จนถึงประสาทวิทยาอันซับซ้อนของมนุษย์ ตั้งแต่การก่อกำเนิดจักรวาลและสิ่งมีชีวิตบนโลก จนถึงธรรมชาติของสสารและพลังงาน วิทยาศาสตร์ได้ก้าวล้ำเข้าไปในความฉงนสนเท่ห์แห่งจิตสำนึก อันเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้เราเป็นสัตว์โลกที่มีสัมผัสรับรู้ จึงมีคำถามว่า วิทยาศาสตร์จะสามารถทำให้เราเข้าใจถ่องแท้ถึงขอบข่ายทั้งมวลของความเป็นจริง และการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้หรือไม่

ตามกระบวนทัศน์ของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ความรู้ที่แท้ต้องได้มาจากวิธีการเชิงประจักษ์ ผ่านการสังเกต การอนุมาน และการทดลองเพื่อสอบทานเท่านั้น วิธีการแบบนี้ต้องอาศัยการวัดเชิงปริมาณ สามารถทำซ้ำได้ และผู้อื่นสามารถทำได้เหมือนกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ยังมีความจริงอีกหลายแง่มุม และสภาวะอันล้ำลึกของการดำรงอยู่ของมนุษย์ ที่ได้หลุดหายไปจากวิธีการศึกษาดังกล่าว

สิ่งที่หลุดหายไปมีตัวอย่างเช่น ความสามารถในการแยกแยะความดีกับความชั่ว, สภาวะทางจิตวิญญาณ, และการรังสรรค์งานศิลปะอันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอนันต์ต่อมวลมนุษย์ การตระหนักถึงข้อจำกัดขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงนับเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เข้ากับความรู้ทั้งมวลของมนุษย์ ไม่เช่นนั้น มโนทัศน์ของเราต่อโลก จะถูกตีกรอบอยู่เพียงความจริงที่วิทยาศาสตร์นำเสนอเท่านั้น ซึ่งจะชักนำเราไปสู่แนวคิดแบบคตินิยมลดทอน หรือแบบวัตถุนิยมสุดโต่ง หรือแบบสุญนิยมซึ่งปราศจากศีลธรรมจรรยา และมุ่งแต่การทำลายล้าง

สำนักพิมพ์สวนเงินมีมาที่จัดพิมพ์หนังสือ “จักรวาลในหนึ่งอะตอม” ได้สรุปแนวคิดขององค์ทะไลลามะไว้ที่เว็บไซต์ https://www.suanspirit.com/shop/the-universe-in-a-single-atom/ ว่า “วิทยาศาสตร์บอกเราถึงวิธีการเรียนรู้โลกทางกายภาพ ในขณะที่จิตวิญญาณช่วยให้เราอยู่กับความเป็นจริงได้ แต่มุมมองแบบสุดขั้วของศาสตร์ทั้งสองก็ยังมีจุดอ่อน ความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งสามารถลดทอนลงเป็นแค่วัตถุและพลังงาน ทำให้เราละเลยประสบการณ์อันหลากหลายของมนุษย์ เช่น อารมณ์ความรู้สึก ความใฝ่ฝัน ความเมตตากรุณา และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ เช่น ความเชื่อที่ขัดแย้งกับหลักฐาน ตรรกะ และประสบการณ์ ก็อาจทำให้เราติดอยู่ในกรงของความคิดแบบสุดขั้วได้เช่นกัน”

ผลการสืบค้นเรื่องศาสนาพุทธกับวิทยาศาสตร์ในวิกิพีเดียทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งจะขอยกมากล่าวโดยย่อในที่นี้ คำสอนทั้งทางปรัชญาและทางจิตวิทยาในศาสนาพุทธ มีส่วนที่เหมือนกันกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และทางปรัชญาตะวันตก ยกตัวอย่างเช่น ศาสนาพุทธสนับสนุนให้ทำการตรวจสอบธรรมชาติอย่างเป็นกลาง ๆ ฌ็อง ปีอาเชต์ นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กกล่าวว่า ศาสนาพุทธเป็นวิธีการทางความคิดแบบที่สี่ นอกเหนือไปจากไสยศาสตร์ (magic), วิทยาศาสตร์, และศาสนา

มีผู้กล่าวว่าศาสนาพุทธมีลักษณะพิเศษคือมีเหตุผล และไม่มีความเชื่อแบบหักล้างไม่ได้ (dogma) และมีหลักฐานที่แสดงว่าเป็นมาอย่างนี้แล้วตั้งแต่ต้น แม้จะมีผู้ที่เสนอว่า ลักษณะเช่นนี้มีการให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน และเป็นการตีความใหม่โดยบางส่วน

วิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับความเชื่อแบบหักล้างไม่ได้ ทฤษฎีหนึ่งใดในทางวิทยาศาสตร์ จะผ่านการทดลองและการทดสอบหลาย ๆ ทางก่อนที่ทฤษฎีนั้นจะเป็นที่ยอมรับโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาและในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์จะไม่มีความผิดพลาด หากได้อาศัยความผิดพลาดนั่นแหละเป็นตัวชี้ทาง ให้นักวิทยาศาสตร์ท้าทายข้อค้นพบโดยพิสูจน์ให้เห็นข้อผิดพลาด ดังนี้ จึงสามารถตัดข้อผิดพลาดออกไปทีละข้อ และพัฒนาความรู้ตามที่เป็นจริงให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ ในทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ในกาลามสูตรว่า ไม่ให้อาศัยเพียงแค่ความเชื่อ, เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมา, หรือการคาดคิด เพียงเท่านั้น แม้คำสอนและความเข้าใจที่ครูสอน ก็ควรจะทดสอบโดยผ่านประสบการณ์ก่อนที่จะยอมรับว่าเป็นความจริง

แต่ใช่ว่าทุกนิกายในศาสนาพุทธ จะหลีกเลี่ยงการมีความเชื่อที่หักล้างไม่ได้ หรือสามารถวางตัวเป็นกลางเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือสามารถเปิดใจที่จะยอมรับการค้นพบใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ (ที่อาจจะขัดกับหลักศาสนา) อีกทั้งศาสนาพุทธมีหลายรูปแบบ รวมทั้งแบบที่มีความเชื่ออย่างมั่นคงในลัทธิของตน (fundamentalism), แบบเน้นการบูชา, แบบอ้อนวอนผีบ้าน, และแบบไสยศาสตร์หรือที่เรียกกันว่าสายมู

องค์ทะไลลามะได้กล่าวปาฐกถาในงานประชุมของสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ในปี ค.ศ. 2005 มีความตอนหนึ่งว่า “การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสัมบูรณ์ (หรือสงสัยว่าสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น), การอาศัยความเป็นเหตุผล (causality), และประสบการณ์นิยม (empiricism) เหล่านี้ล้วนเป็นหลักร่วมกันของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์” ในหลายคริสต์ทศวรรษที่ผ่านมา มีผลงานทดลองหลายงานที่เสนอว่า กรรมฐานในพุทธศาสนาสามารถให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะทางจิตได้อย่างกว้างขวาง และมีงานวิจัยที่ใช้กรรมฐานเป็นวิธีให้ความรู้เกี่ยวกับสภาวะทางจิต ทั้งนี้ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น fMRI ที่สามารถใช้สร้างภาพสมอง เป็นต้น

งานวิจัยเช่นนี้ได้รับคำสนับสนุนจากองค์ทะไลลามะ ผู้ได้แสดงความสนใจในการสำรวจหาความเชื่อมโยงกันระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ และทรงเสด็จไปยังงานประชุมของสถาบันจิตและชีวิต (Mind and Life Institute) เสมอ ๆ ในปี ค.ศ. 1974 ธรรมาจารย์ชาวทิเบตผู้หนึ่งทำนายว่า “พุทธศาสนาจะมาถึงประเทศตะวันตกโดยเป็นจิตวิทยา” ซึ่งเป็นทัศนคติที่ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วยในช่วงนั้น แต่จริง ๆ แล้ว แนวคิดต่าง ๆ ของศาสนาพุทธได้เผยแพร่ไปในประเทศตะวันตก มากที่สุดก็ในทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตวิทยา

นายแพทย์วิลเลียม เจมส์ นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มักจะใช้แนวคิดเชิงพุทธในการศึกษา เช่น ได้ศึกษากระแสจิต หรือ “stream of consciousness” ซึ่งมาจากคำบาลีว่า “วิญฺญาณโสต” ในการศึกษาการรับรู้ และได้ส่งเสริมการใช้กรรมฐานในทางจิตวิทยา เล่ากันว่าเขาเคยกล่าวในการบรรยายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า “นี่จะเป็นจิตวิทยาที่ทุกคนจะต้องศึกษาอีก 25 ปีต่อจากนี้”

โกเอ็นก้า อาจารย์ชาวอินเดียผู้มีชื่อเสียงในการสอนภาวนากรรมฐานในเมียนมารวมทั้งอินเดียและประเทศไทย อธิบายว่า “พุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจิตและสสารล้วน ๆ” โดยศาสนาพุทธใช้ศัพท์และเหตุผลทางปรัชญาและจิตวิทยาที่แม่นยำ ที่เป็นเชิงวิเคราะห์ คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นความเชื่อในหลักคำสอนที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่เป็นการตรวจสอบธรรมชาติตามความเป็นจริง ซึ่งต้องอาศัยการกระทำและความไม่เอนเอียง

ศาสนาพุทธเสนอว่าความจริงมีสองประการคือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ เมื่อกล่าวถึงสมมุติสัจจะ ชาวพุทธจะพูดถึงสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต การเกิดและการตาย ภายในและภายนอก สัตว์หนึ่งหรือมวลหมู่สัตว์ ฯลฯ คำสอนและข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่ออยู่ในระดับสมมุติสัจจะ จะช่วยลดความทุกข์ และช่วยนำมาซึ่งความกลมกลืนและความสุข ส่วนคำสอนและข้อปฏิบัติในระดับปรมัตถสัจจะ จะเหมือนกับระดับสมมุติสัจจะ แต่จะเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ซึ่งจะช่วยผู้ปฏิบัติให้พ้นไปจากการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลต่าง ๆ, พ้นไปจากความหวาดกลัว, และช่วยให้สัมผัสพระนิพพาน ทั้งนี้ ชาวพุทธไม่เห็นข้อขัดแย้งระหว่างสัจจะทั้งสอง และมีอิสระในการประยุกต์ใช้คำสอนเกี่ยวกับสัจจะทั้งสองให้พอดีกับระดับความเข้าใจของตน

เพื่อประโยชน์ในการอุปมาอุปไมย เราอาจเปรียบเทียบสมมุติสัจจะกับกลศาสตร์คลาสสิก ที่เป็นไปตามทฤษฎีของไอแซก นิวตัน และสร้างขึ้นบนพื้นฐานของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่ซึ่งวัตถุต่าง ๆ มีอยู่โดยตนเอง และตั้งอยู่ในกาลเวลาและสถานที่ และเปรียบเทียบปรมัตถ์สัจจะกับกลศาสตร์จักรวาล ที่เป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และกลศาสตร์ย่อยกว่าอะตอม ที่เป็นไปตามทฤษฎีควอนตัม (ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนร่วมกันค้นคิดทีละเล็กละน้อย) กลศาสตร์ทั้งสามไม่ขัดแย้งกันก็ว่าได้ คือต่างก็ใช้ได้ในบริบทของตน

ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อสติและสมาธิของชาวพุทธ สามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจและเข้าถึงปัญญาได้ดีขึ้น การเชื่อในการทดสอบทางวิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติชาวพุทธมีความเข้าใจในโลกแห่งวัตถุได้ดีขึ้นเช่นกัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ ศาสนาพุทธและวิทยาศาสตร์น่าจะดำเนินไปด้วยกันได้ ในการต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติ, ความเหลื่อมล้ำ, ความหวาดกลัว, ความโกรธ, ความสิ้นหวังในโลก ฯลฯ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจในชีวิตและธรรมชาติที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ

จะขอพึ่ง AI ในการสรุปว่า การผสานวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนานั้น มีคุณประโยชน์หลายประการ ดังเช่น ประโยชน์

ในการสำรวจความเป็นจริง:

ทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนาต่างก็มุ่งสำรวจความเป็นจริง แต่ใช้วิธีการที่แตกต่างกัน วิทยาศาสตร์ใช้การสังเกตและทดลองเพื่อทำความเข้าใจโลกภายนอก ในขณะที่พุทธศาสนามุ่งเน้นการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตใจและสภาวะภายใน.

ในการตั้งคำถามและการค้นหาคำตอบ:

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา

ในการพัฒนาปัญญา:

วิทยาศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจโลกกายภาพได้ดีขึ้น ในขณะที่พุทธศาสนาช่วยให้เราเข้าใจสภาวะจิตใจและความทุกข์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้น.

ในด้านสุขภาพ:

โดยใช้หลักการของพุทธศาสนาในการจัดการกับความเครียดและความทุกข์ ควบคู่ไปกับการค้นคว้าทางการแพทย์ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์.

ในการแก้ไขปัญหาสังคม:

วิทยาศาสตร์และพุทธศาสนามีศักยภาพร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อน โดยวิทยาศาสตร์ให้เครื่องมือในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ในขณะที่พุทธศาสนาให้กรอบความคิดและหลักการทางจริยธรรมในการดำเนินงาน

โคทม อารียา