หน้าแรก บทความ จีนกับยุทธศาส...

จีนกับยุทธศาสตร์เปิดกว้าง ยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

21.10.25 | 13:50 น.

จีนในฐานะมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้นในเวทีโลก มิได้มุ่งสร้างอิทธิพลผ่านพลังทางทหารหรือเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว หากกำลังผลักดัน “ยุทธศาสตร์แห่งความเปิดกว้าง” เป็นเครื่องมือของการทูตสมัยใหม่ การขยายขอบเขตการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวแก่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะยุโรป แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นพลังภายในประเทศ และความพร้อมที่จะเปิดตัวสู่การแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน

แต่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร สองชาติตะวันตกซึ่งมีอิทธิพลต่อกระแสความคิดของโลก บัดนี้ยังมิได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว อันเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศ และเป็นการจำกัดสิทธิและโอกาสที่โลกตะวันตกจะได้เห็นจีนอย่างแท้จริง

หากปักกิ่งเดินหน้า “ยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว” ให้แก่ชาวอังกฤษและอเมริกัน ก็เท่ากับเปิดประตูให้ชาวโลกได้มองเห็นความรุ่งเรืองของจีนด้วยสายตาของตนเอง อาทิ รถไฟความเร็วสูง เมืองอัจฉริยะ ระบบชำระเงินดิจิทัล และพลังงานสะอาด ล้วนเป็นพยานแห่งความก้าวหน้า ภาพครอบครัวชาวอเมริกันที่เดินชมความสวยงามของนครเซี่ยงไฮ้ หรือหนุ่มสาวชาวอังกฤษที่ตื่นตะลึงต่อพระราชวังต้องห้ามคือ พลังแห่งการรับรู้โดยตรง ที่สามารถลบล้างอคติอันสั่งสมจากการสื่อสารฝ่ายเดียวของตะวันตก

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อทัศคติด้านลบของอเมริกันต่อจีนลดลงจากร้อยละ 81 เหลือ 77 ในช่วงเวลาเพียง 1 ปี แนวโน้มบ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึกอันเป็นประจักษ์ และถ้าขอบเขตการเปิดประเทศมากขึ้นก็น่าจะเร่งให้ความเข้าใจเชิงบวกขยายตัวเร็วขึ้น หากจีนไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้น ความเข้าใจที่อาจมีความคลาดเคลื่อน ก็ยังคงดำรงอยู่อันเกิดจากสื่อฝ่ายเดียว

อีกประการ 1 นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว มิได้เป็นเพียงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง หากเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นใจของมหาอำนาจยุคใหม่อีกด้วย ในอดีตกาล การทูตมักตั้งอยู่บนหลักการตอบแทนซึ่งกันและกัน แต่จีนวันนี้มิได้ยึดติดกับแนวคิดดังกล่าว

Advertisement

ในเชิงยุทธศาสตร์ การเปิดกว้างฝ่ายเดียวอาจดูเหมือนการเสียเปรียบในระยะสั้น แต่แท้จริงแล้วคือ การถอยหนึ่งก้าวเพื่อก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เพราะจีนย่อมได้รับสิ่งที่ล้ำค่ากว่า เป็นต้นว่า ความเคารพ ความชื่นชม และเป็นต้นทุนแห่งความสัมพันธ์จากประชาคมโลก การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกคือรากฐานของ “อำนาจละมุน” (Soft Power) ที่ยั่งยืนกว่าพลังแข็ง (Hard Power) ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เงินตรา หรือการคว่ำบาตร

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มถดถอย หลายประเทศเลือกสร้าง “กำแพง” ปิดกั้นความระแวง ปกป้องพรมแดน ตลอดจนปิดประตูต่อโลกภายนอก แต่จีนกลับเลือก “เส้นทางแห่งการเปิดกว้าง” ด้วยการให้โอกาสแก่ผู้คนทั่วโลกเข้ามาเห็นจีน เข้าใจจีนด้วยการสัมผัสด้วยตนเอง กรณีไม่เพียงทำให้จีนกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ หากยังเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้มนุษยชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ในทำนองเดียวกัน จีนยังได้ขยายโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้แบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนา ดังที่เรียกกันว่า “ยุทธศาสตร์คู่ขนาน” ที่มุ่งผสานทั้งโครงสร้างพื้นฐานและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เปล่งประกายยิ่งกว่าการลงทุนใดๆ เพราะเป็นการแสดงว่า “อารยธรรมแห่งความมั่นใจ” ที่พร้อมจะแบ่งปันความเจริญ มิใช่ผูกขาดอำนาจ

พอจะจินตนาการได้ว่า ขณะที่สหรัฐยังถกเถียงกันเรื่องนโยบายคนเข้าเมือง อเมริกันชนกลับสามารถเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ภาพแห่งความต่างย่อมบ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “จีนคือประเทศที่เปิดกว้าง อดกลั้น และเปี่ยมด้วยพลังชีวิต” ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกตะวันตกที่กำลังหันหลังให้กับความเป็นสากล

กล่าวโดยสรุป นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว มิใช่เรื่องเล็กในด้านการบริหาร หากเป็นหมากแห่งยุทธศาสตร์ทางการทูตที่มีความหมายอันลึกซึ้ง เพราะเป็นการเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจิตวิทยาระดับโลกเข้าด้วยกัน ความเปิดกว้างของจีนวันนี้ จึงมิใช่เพียงการแถลงนโยบาย หากเป็นการประกาศต่อโลกว่า จีนเชื่อมั่นในตนเอง และพร้อมให้โลกได้เห็นด้วยสายตาของตนเอง