รุ่งเรือง พิทยศิริ : สิ้นหวังกับจิตสำนึกในการแก้เศรษฐกิจ
ผมต้องใช้คำว่าสิ้นหวังกับนโยบายของพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ เพราะผมมีความหนักใจจริงๆ ถ้าตามบทความของผมในคราวก่อนๆ คงจะเห็นทิศทางของเศรษฐกิจไทยว่ามีความมืดมนอย่างมาก เพราะไม่ว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวไหนๆ ก็ไม่เห็นจะมีดีสักตัว ในขณะที่รัฐบาลชั่วคราวพยายามเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา และผ่านๆมา คือกระตุ้นที่ภาคการบริโภคที่พิสูจน์แล้วว่า มันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เรียกว่ากระตุ้นไป เศรษฐกิจโตไม่ทันจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ไปกู้มากระตุ้น ผมได้มีการพูดคุยกับข้าราชการประจำที่กระทรวงการคลัง ลับหลังเขาก็ไม่มีใครเคยเห็นด้วยกับวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ว่าในอดีตหรือที่ผ่านมา แต่ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า มันมีช่วงแรกที่กระตุ้นไปแล้ว มันได้ผลจริงขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจตอนที่เลือกตั้งปี 2566 เสร็จเข้ามานั้นสภาพความเชื่อมั่นในระบบมันหดหายไปมาก จากปัญหาสงครามการค้า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่ ก็มาจากข้าราชการประจำที่กระทรวงการคลัง ก็คงเคยไม่เห็นด้วยกับวิธีการกระตุ้นแบบนี้ ยิ่งเป็นศิษย์เก่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลังด้วยแล้ว ยิ่งแน่นอนว่าต้องค้านกับการกระตุ้นแบบแจกเงิน แต่เมื่อเข้ามาสู่การเมือง ก็กลายเป็นนักการเมือง ก็เออออห่อหมกกับเขาไปด้วยอีก แถมยังออกมาชี้นำสังคมอีกว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่จะมาถึงนี้ (ไตรมาสที่4) เศรษฐกิจลงเหวแน่นอน จะโตเหลือเกือบศูนย์ หรืออาจติดลบถ้าไม่กระตุ้น เรียกว่าสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลหรือตนเองว่า จะต้องเดินหน้ากระตุ้นในรูปแบบที่ตัวเองไม่เคยเห็นด้วย
จริงๆแล้ว คนที่รู้เรื่องการบริหารเศรษฐกิจ ไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันหรอกครับ ยิ่งอยู่ฝั่งรัฐบาลด้วยแล้ว ใครจะฉลาดน้อยมาป่าวประกาศว่าเศรษฐกิจกำลังจะแย่ลงไปอีก เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นสาขาเดียวกับจิตวิทยา เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิทยาในการใช้จ่ายและลงทุน ถ้าภาครัฐคอยไปป่าวประกาศว่ากำลังจะแย่ กำลังซื้อในระบบก็จะยิ่งหดตัวลง คนที่กำลังจะใช้จ่ายหรือวางแผนจะขยายการลงทุน ก็จะขอชะลอดูสถานการณ์ออกไปก่อน ผมจึงไม่เข้าใจว่าท่านต้องการสร้างความชอบธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เลยต้องยอมทำลายความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของตนเองเลยหรือ หรือต้องการโยนความห่วยในการบริหารเศรษฐกิจให้รัฐบาลก่อนรับผิดชอบไปก่อน
เราต้องเลิกเล่นการเมืองเพื่อการบริหารเศรษฐกิจครับ เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน เอาปัญหาเศรษฐกิจที่วิกฤตมากที่สุด มาพูดกัน เรียงลำดับความจำเป็นก่อนหลังในการแก้ปัญหา อย่างที่ผมพยายามชี้ทั้งในการเขียนบทความและการอภิปรายของผมในรัฐสภา ว่า ปัญหาของตอนนี้ เศรษฐกิจนอกจากมีเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนไม่ได้แล้ว เพราะไร้ความสามารถในการแข่งขันกับชาวบ้าน ขาดการขยายการลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนภายนอก เป็นการขับเคลื่อนบนฐานที่เท่าเดิมกับของเก่า ไม่ล้าหลังเพราะสู้เขาไม่ได้ ก็แข่งขันด้านต้นทุนกับเขาไม่ออก และเจอปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอีก ไม่มีอะไรใหม่ที่ดีขึ้นได้เลย
แต่ตอนนี้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเรามีปัญหามาก เพราะฐานะการคลังของประเทศที่เสื่อมลงเข้าขั้นรุนแรง เพราะด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพมาโดยตลอดและปัญหาที่เรากลับไปที่ระดับเดิมก่อนโควิดช้ามากๆ ทำให้หนี้สาธารณะเรากำลังจะทะลุเพดานอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมกับการขยายตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อจำกัดด้านหนี้ บีบให้งบลงทุนของรัฐบาลในอนาคตจะลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงที่ผ่านมารัฐบาลไม่คุยกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้นโยบายการเงินที่ผ่านมาเหมือนเป็นหมัน รัฐบาลไม่มีใครพูดว่าต้องรีบแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง ทั้งค่าใช้จ่ายประจำและที่ไม่จำเป็นของรัฐบาลให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
มีใครออกมาพูดบ้างครับ ยกมือขึ้นหน่อย ถ้าเรายังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อไปอีก 2 ปีข้างหน้า ผมว่าเราจะยิ่งโตไม่ได้เลย หรืออาจเข้าขั้นติดลบเลยก็เป็นได้ เพราะงบการกระตุ้นเศรษฐกิจจะลดลงอย่างรวดเร็วต่อไป ถ้าไม่ขยายเพดานหนี้ และการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 5 % ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดระดับความน่าเชื่อถือลงจนถึงระดับลงทุนไม่ได้ นักการเมืองน้ำดีที่ว่ามาจากข้าราชการประจำ ทำไมไม่เล่าความจริงให้สังคมฟังบ้างครับ
ผมเองพยายามเล่าให้ฟังผ่านการเขียนบทความนี้ และการอภิปรายของผมในรัฐสภา แต่ก็ถูกจัดเวลาให้อภิปรายนโยบายรัฐบาล ตอนเวลาตีหนึ่งครับ แล้วใครจะมาฟังผมพูด ผมขอพรรคของผมตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ถูกดึงออกและเอากระทู้ถามสดเรื่องการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 45 ตำแหน่ง มาถามแทน ผมถามหน่อยครับว่า เรื่องไหนมันสำคัญกว่ากัน ทำไมเราไม่เอาปัญหาของประเทศชาติเป็นตัวตั้งในการทำงานการเมือง
ผมเขียนบทความเพราะผมเป็นห่วงประเทศชาติ ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ผมให้ความสำคัญของประเทศชาติ มากกว่าพรรคการเมือง ผมอยากจะบอกปัญหาอีกครับว่า ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขปัญหาทางการคลัง นอกจากเรื่องหนี้สาธารณะแล้ว เรื่องความสามารถในการหารายได้เข้าแผ่นดินนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เพราะนอกจากฝั่งการใช้เงินมันไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ฝั่งการหาเงินก็ต่ำกว่าเป้าหมายตลอด ยิ่งเทียบสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีแล้ว มันลดลงทีละน้อยมาโดยตลอด ตอนนี้เราอยู่ในสถานะหนี้เพิ่มเรื่อยๆ รายได้ลดลงเรื่อยๆ จนเงินลงทุนจะลดลงปีละ 100,000 ล้านบาท ท่านว่าวิกฤตไหม
วันก่อนผมนั่งฟังคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง ของสภาผู้แทนราษฎร ประชุมเรื่องเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ ทางด้าน e-service จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งบริการขายสินค้าออนไลน์ โฆษณาออนไลน์ สมาชิกเพลง หนัง จองที่พัก ตั๋วเดินทาง และการเป็นตัวกลาง ซึ่งถ้าเราฟังดูเผินๆ เราก็คงคิดว่ารายได้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมการค้าขายเหล่านี้ น่าจะมากๆ โข อย่างน้อยต้องหลายๆหมื่นล้าน เพราะธุรกรรมมันน่าจะมีขนาดเป็นแสนล้าน หรือหลายๆแสนล้านใช่ไหมครับ
ผมเองยอมรับว่าไม่เคยตามเรื่องประเด็นพวกนี้ในรายละเอียดลึกๆมาก่อน จนกระทั่งน้องๆสส.จากพรรคประชาชน เขาเสนอญัตติขึ้นมา ปรากฎว่าเมื่อฟังการชี้แจงและศึกษาตัวเลขแล้ว ตกอกตกใจอย่างมากครับว่า ปีหนึ่งๆ เราเก็บภาษีจากการค้าขายออนไลน์ทุกประเภทได้เพียง 6-7 พันล้านเท่านั้น ถ้าเป็นสินค้าออนไลน์ เรายังเก็บภาษีเขาได้ไม่ถึงสองพันล้านบาทเลยครับ ผมงงจริงๆครับว่า ทำไมได้แค่นี้ ข้าราชการกรมสรรพากรที่มาชี้แจงก็บอกว่า เขาจัดเก็บรายได้จากการที่แพลตฟอร์มเขาแจ้งมาว่า ลูกค้าเขาที่เปิดร้านค้า ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงทำให้เขาเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มได้น้อยมาก นอกจากนั้นกำไรของแพลตฟอร์มที่มหาศาล เพราะเขาเก็บค่าต๋งจากร้านค้าหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางสินค้าเก็บถึงร้อยละ 40 กรมสรรพากรก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาแจ้งว่ามันอยู่ในอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มทั้งหมดเป็นของต่างชาติเขาเลือกเสียภาษีที่สัญชาติบริษัทแม่เขา จึงไม่ต้องเสียภาษีรายได้ที่ประเทศไทย
ผมฟังดูแล้ว ผมเสียความรู้สึกมากเลยครับว่า ทำไมทำไมรัฐบาลไทย ทั้งที่ผ่านมาและจะผ่านไป ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ที่จะไปตรวจสอบการเสียภาษีของแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการอ้างว่าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยมาก เพราะเลี่ยงกัน เอาบุคคลมาเป็นร้านค้าแทนบริษัทของตนเอง ก็หนึ่งละ แพลตฟอร์มก็คงไม่ได้รายงานหรือตรวจสอบว่ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องนำส่งหรือไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งให้รัฐ ผมเชื่อว่า ถ้ากรมสรรพากรทำงานอย่างจริงจังในเรื่องพวกนี้ ผมว่าเอาผิดแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้มากแน่นอน และจะสามารถต่อรองได้อีกว่า เขาจะต้องเสียภาษี online service tax ในประเทศไทยอย่างไรได้บ้าง
ผมเชื่อว่าถ้าประเทศไทยมีนักการเมืองที่จะเอาจริงในเรื่องพวกนี้ จะสามารถเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์ และขู่เพื่อให้ไปดำเนินการจ่ายภาษีให้ถูกต้องมากขึ้นได้ แลกกับการจัดการจริงจังในการปิดหรือปิดชั่วคราว บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ เหมือนที่จีนกับสหรัฐ เขาทำกันอยู่ในขณะนี้ หน้าที่ในการจัดการพวกนี้ เป็นหน้าที่ระดับรัฐบาล เพราะโดยลำพังอธิบดีกรมสรรพากรคงไม่อยู่ในสถานะจะไปต่อรองอะไรกับ Facebook Amazon Shopee Lazada อะไรได้มากหรอก มันต้องระดับรัฐบาลครับ
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เราควรเก็บภาษีการค้าขายและธุรกรรมออนไลน์ทั้งหมด ได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ถ้าทำได้ ก็จะช่วยลดปัญหาทางด้านการคลังลงไปได้เยอะพอควร ทำไมไม่ทำ แต่รัฐมนตรีคลังท่านใหม่เข้ามาปุ๊บรีบย้ายอธิบดีล็อตใหญ่ โดยเฉพาะกรมจัดเก็บ สลับหน้ากันหมดเลย ใช่เพราะเป็นคู่ปรับหรือคนละสายกับท่านหรือเปล่าครับ สื่อมวลชนเขาทราบกันทั้งบาง
ผมอยากเห็นรัฐบาลชั่วคราว ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีที่พยายามสร้างภาพให้เห็นว่าใช้คนนอกคนเก่งมาทำงาน แต่ขอให้ตรงไปตรงมา เอาปัญหาของประเทศชาติเป็นตัวตั้งในการแก้ไขครับ เอาเรื่องทั้งหมดทางด้านการคลังมาคุยกัน วางแผนส่งต่อว่าจะมีทิศทางยังไงต่อดี เพราะตอนนี้ผมไม่เห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์เลย นอกจากเรื่องการเมือง การเมือง การเมืองจริงๆครับ

