รัฐบาลอนุทิน – รัฐบาลชุดนี้มาด้วยความเชื่อทางการเมือง…
ความเชื่อที่ว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีสสร. ก่อนการเลือกตั้ง เปิดทางให้เข้ามาสะสางปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และจัดการกับทุนสีเทา
ความเชื่อที่ว่า เริ่มต้นมาจากการมองว่าการเมืองดีได้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ และจะนำพาทุกอย่างดีขึ้นตามไปด้วย จนบัดนี้หลังพรรคส้ม (ปชน.) โหวตให้นายกฯ อนุทิน เป็นนายกฯ แทบจะไม่มีการพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการถกเถียงกันในสังคมถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ว่าจะเอาอย่างไรและเดินไปอย่างไร และคนจะได้อะไรถ้าการเมืองดี
ขณะที่สังคมลึกๆ ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาเศรษฐกิจ สังคมอาชญากรรม ต่างประเทศ เรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็มีปัญหาที่รัฐบาลนี้จะต้องแก้ภายใน 4 เดือน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับโอกาสของประเทศโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผู้นำฝ่ายบริหาร เป็นว่าเล่นเช่นนี้ กำลังจะฉุดรั้งโอกาสการเติบโตและทิศทางของประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
แต่เอาล่ะเมื่อความเชื่อของ(พรรค) ประชาชน ถือกำเนิดเกิดขึ้นให้ 4 เดือนเข้ามาสร้างสิ่งที่พรรคส้มเชื่อ สานฝันตาม MOA โดยเฉพาะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องพยายามเข้าใจให้ได้ ว่าตอนนี้ร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้งของส.ส.พริษฐ์ วัชรสินธุ (ปชน.) และส.ส.อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ผ่านวาระหนึ่งโดยเอาร่างพรรคปชน.เป็นพรรคหลักและก็ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ก็ถือว่าได้สบสมอารมณ์หมายทางการเมืองทำตาม MOA ด้วยกันทั้งคู่ แม้จะขรุขระโหวตถึงสองรอบกรณีถามว่าจะเอาร่างพรรคไหนเป็นพรรคหลัก
จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจข้อตกลงเพื่อสานต่อความเชื่อชุดนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยที่รอคอยการเข้ายึดกุมอำนาจรัฐมานานได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นในนามพรรคแกนนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมบวกประโยชน์นิยมที่จะเป็นแกนในการเลือกตั้งครั้งหน้า
การก่อร่างสร้างตัวชุดนี้เราจะได้เห็นตั้งแต่การเปิดตัวรมต. ดาวฤกษ์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีในการยึดกุมภาพลักษณะรัฐบาลตั้งแต่ต้น เพราะเป็นมืออาชีพ ภาพลักษณ์ดี น่าเชื่อถือได้ เมื่อเทียบกับ รมต. ที่มาจากนักการเมือง
ความเป็นรัฐบาลเทคโนแครตผสมการเมืองชุดนี้ ค่อนข้างเป็นที่ถูกจริตสำหรับสังคมไทยพอควร และมาสอดคล้องถูกเวลากับอารมณ์ที่เมื่อใดสังคมไทยเริ่มเบื่อนักการเมือง การดึงเทคโนแครตคนนอกเข้ามาจะช่วยให้รัฐบาลนั้นอยู่ต่อไปได้โดยไม่ถึงขนาดกับยี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสู่การสร้างสถานะพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า
และรัฐบาลยังได้เน้นบริหารงานด้วยการใช้จ่ายเงินงบประมาณไปกับโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจในตลาดที่กำลังซบเซา และหวังจะเป็นนโยบายเรือธง สำหรับรัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาลเช่นนี้ ซึ่งนั่นถือว่าได้ผล หากจะมองเปรียบเทียบไปถึงนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดที่แล้ว อย่าง ดิจิตอลวอลเลต ที่สุดท้ายไม่สามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) ได้จริง กล่าวคือ ได้เงินไปแต่ไม่มีช่องทางที่จะรับประกันได้ว่าเงินที่ได้จะถูกกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บางคนได้ไปเก็บไว้กับตัว หรือเอาไปซื้อสินทรัพย์ระยะยาว กลับกัน โมเดลคนละครึ่งกลับดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้าง Multiplier effect ได้มากกว่า เป็นการบังคับให้คนออกมาใช้ออกมาใช้เงิน ซึ่งในระยะสั้นของการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องทำ
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจอีกเรื่องที่ผมกำลังกังวลคือเรื่อง พืชสินค้าทางการเกษตร ที่ต่อให้เป็นรัฐบาล4 เดือนหรือกี่ปี แต่ถ้าทำไม่ได้จะถูกตีกลับทันทีโดยฐานเสียง ช่วงนี้ข้าวนาปีเริ่มออกแล้ว ถัดไปเดือนหน้า พ.ย. – ธ.ค. ก็จะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาสู่ตลาดมากที่สุด ไม่รู้ว่ากระทรวงเกษตรฯ /พาณิชย์ เตรียมรับมือกันอย่างไร และสุดท้ายใครจะเป็นประธานนบข. แว่วข่าวมาว่านายกฯ เพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งนบข. และจะเป็นประชุมวันจันทร์ (27 ต.ค.) นี้
ขณะเดียวกันเรื่องที่ดูเหมือนเงียบๆ ไป ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตอนนี้ 4 เดือนที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ชาวไร่ข้าวโพดแถวภาคเหนือตอนนี้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ไปดูปัญหานี้หรือยัง ว่ามติคณะกรรมการนบขพ. ล่าสุดที่บอกให้โรงงานอาหารสัตว์เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ในราคา 9.80 บาท/กิโลกรัม และให้ผู้รวบรวมในพื้นที่รับซื้อข้าวโพดสดความชื้น 30% จากเกษตรกรในราคา 7.05 บาท/กิโลกรัม มันเริ่มเป็นหมัน ใช้ไม่ได้จริง
อีกอย่างก็คือโครงสร้างความรับผิดชอบต่อปัญหาสินค้าพืชเกษตรในปัจจุบัน ผมมองว่ากำลังเป็นอุปสรรคที่ต้องจัดการ บางสินค้ามีคณะกรรมการเพื่อมาชี้นำ บางสินค้าไม่มีคณะกรรมการแต่กลายเป็นความรับผิดชอบที่ซ้อนทับกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทำให้การจัดการอำนาจในการสั่งการยาก ตกลงกันให้แน่ใครจะดูต้นทุนการผลิตใครจะดูราคาและตลาด ทั้งนี้ ก็เพราะทั้งสองกระทรวงในอดีตต่างก็แข่งกับทำคะแนนเสียงให้กับเกษตรกร พอมีปัญหาทีทุกคนก็อยากจะดึงไปทำกันเองทั้งที่มีอำนาจและไม่มีอำนาจ เรื่องนี้คงต้องมาตกลงแก้ไขกันใหม่ (ถ้ามีโอกาส)
นี่ก็เรื่องเศรษฐกิจที่รัฐบาลอย่าดูดายเพราะปัญหาเดิม ๆ ยังคงอยู่ ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องของการเมืองภายในประเทศที่ตอนนี้ดูเหมือนจะสงบ แต่ก็มีคลื่นใต้น้ำอยู่เป็นระลอกๆ
ส.ส. ในสภาฯ ตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่มีกะจิตกะใจในการทำงานตรวจสอบหรือทำหน้าที่ เพราะเป้าหมายคือการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะต้องกลับมา มิหนำซ้ำวันก่อนยิ่งมีข่าวนายกฯ อนุทินจะยุบสภาก่อน 4 เดือนอีก มันยิ่งสร้างความไม่มั่นคงไม่แน่นอนให้กับสภาผู้แทนราษฎรชุดที่เหลืออยู่
สภาพการทำงานตอนนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องที่พรรคส้มกับพรรคน้ำเงินตกลงกันก็ไม่ได้จะมาพร้อมใจกับโหวตทำงานกันขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่แค้นเข็นมาก็ต้องลุ้นว่าจะครบองค์ประชุมหรือไม่ เพราะนอกพื้นที่ตอนนี้หลายพรรคเคลื่อนไหวจีบตัวย้ายค่ายกันอย่างหนัก โดยไม่นึกถึงใจของส.ส. ที่อยู่ในสภาฯ ตอนนี้เสียเลย การเมืองภายใต้อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ กลายเป็นการล็อกเป้าไปที่ส.ส.เขตเป็นหลัก ขณะที่บัญชีรายชื่อตอนนี้คงลุ้นความนิยมไปรายพรรค เท่าที่เห็นตอนนี้มีแค่พรรคส้มที่จะพอมีบัญชีรายชื่ออยู่บ้าง นอกนั้นก็แทบไม่เห็นและต้องไปลุ้นกันในสนามเขต
ส่วนการเมืองด้านนอกเรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชาที่ยังไม่จบ แต่ต่อด้วยปัญหาสแกมเมอร์โยงใยกับเส้นเงินของนักการเมืองไทย
จนทำให้มีการเชื่อมโยงกับคนในการเมืองและรัฐบาล และส่งผลต่อความหวังกับรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้
แต่สำหรับผมเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องเลิกรำมวย ตอบปัญหาให้ชัดเจนเสียทีว่าจะเอาอย่างไร ลำพังมีปัญหาแล้วตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา ไม่ได้สร้างผลดีเลยสำหรับรัฐบาล คนที่จะต้องออกมาตอบให้ชัดคือนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไร้วี่แววสำหรับท่าทีในเรื่องนี้ และสุดท้ายพึงระวังจะกลายเป็นปัญหาลุกลามบานปลายในอนาคตหากรัฐบาลไม่รีบออกมาจัดการ
ทั้งหมดนี้คือ เกิดขึ้นจากความเชื่อของพรรคการเมืองหนึ่งที่หวังว่าพรรคการเมืองหนึ่งจะทำตามข้อตกลงฯ ของตน แต่การเมืองมันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น ทุกๆ ปัญหาทุกๆ การเลือกคนเข้ามานั่งในตำแหน่งบริหารล้วนเป็นผลพวงจากการตัดสินใจให้อำนาจและต้องนำมาซึ่งความรับผิดชอบ และวันนี้รัฐบาลที่ตั้งด้วยความเชื่อจะยังบริหารงานให้สังคมมั่นใจหรือสร้างจากคลางแคลงใจ เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเลือกหลังจากนี้ต่อไปจนกว่าจะยุบสภาฯ

