หน้าแรก บทความ ปฏิวัติการเรี...

ปฏิวัติการเรียนรู้ : คือภารกิจแห่งชาติ

28.10.25 | 16:34 น.

วิกฤตคุณภาพการศึกษา vs. ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยกำลัง ‘เสียโอกาส’
ครั้งใหญ่

ในขณะที่เรากำลังหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยมาตรการต่างๆ

คำถามสำคัญที่เราควรหาคำตอบมากกว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างไร คือ: เราจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ “ยั่งยืน” ได้อย่างไร?

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดศักยภาพในเวทีโลก เรามีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในหลายด้าน จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ได้ยืนยันถึงความน่าดึงดูดใจในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไทยมีความได้เปรียบ ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market), นโยบายด้านภาษี, และอุตสาหกรรมหลายด้าน เช่น บริการทางการแพทย์และสุขภาพ แต่…ศักยภาพนี้กำลังถูกจำกัดไว้ด้วย ‘เพดาน’ ที่มองไม่เห็น

เพดานนั้นคือ “คุณภาพการศึกษา” ดังที่ผลการประเมิน PISA ปี 2022 ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ความสามารถของนักเรียนไทยในวิชา คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, และการอ่าน ได้ลดต่ำลงจนน่าตกใจ เป็นคะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี และช่องว่างระหว่างความรู้ความสามารถของเด็กไทยกับเด็กทั่วโลกกำลังถ่างออกไปเรื่อยๆ

Advertisement

ข้อมูลทางวิชาการ จากงานวิจัยหลายองค์กรชี้ชัดว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาของเราไม่ได้อยู่ที่การขาดงบประมาณ แต่อยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้เด็กไทยจำนวนมากมี “ความรู้ไม่พอใช้งานจริง” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว จึงเปรียบเสมือนการเติมน้ำมันใส่รถที่เครื่องยนต์กำลังมีปัญหา หากเราไม่ซ่อมเครื่องยนต์ นั่นคือ “คน” ให้มีคุณภาพสูงขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเป็นเพียงผลลัพธ์ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น การลงทุนในการศึกษาจึงไม่ใช่รายจ่าย แต่คือ “ทางด่วน” ที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การศึกษาคือภารกิจของทุกคน ทุกช่วงวัย:

เราต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจต่อคำว่า “การศึกษา” เสียใหม่ การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องของนักเรียนในโรงเรียนหรือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป แต่เป็น “ภารกิจแห่งชาติ” ที่ต้องครอบคลุมทุกคน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเกษียณ หรือที่เรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)”

การเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใน 3 มิติหลัก:

สำหรับวัยทำงาน: การสร้าง “ผลิตภาพ” ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ โลกปัจจุบันต้องการทักษะที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทั้งทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะด้านความคิด (Critical Thinking) หากรัฐบาลและภาคเอกชนไม่ลงทุนใน ‘Reskilling’ และ ‘Upskilling’ อย่างจริงจัง คนวัยทำงานที่มีประสบการณ์จะกลายเป็น “แรงงานล้าสมัย” อย่างรวดเร็ว การศึกษาตลอดชีวิตช่วยให้พวกเขาปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้สูงอายุ: การสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” และความมั่นคงทางสังคม ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้สูงอายุคือกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง (Cyber Scams) และปัญหาการบริหารจัดการเงินบำนาญ การให้ความรู้ด้านการเงินที่ทันสมัย (Financial Literacy) ด้านดิจิทัลเบื้องต้น และด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระของภาครัฐ และทำให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้นานขึ้น การเรียนรู้คือเกราะป้องกันภัยทางปัญญาที่ดีที่สุด

การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ การศึกษาตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล, ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน, หรืออาชีวศึกษาเฉพาะทาง สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประชากรที่หลุดออกจากระบบโรงเรียน ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทุกคน

ถึงเวลา ‘ปลดล็อก’ คนไทย:

การแก้ไขปัญหาการศึกษาจึงต้องมองเป็น “ปฏิบัติการแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาฯเท่านั้น

3 เสาหลักในการยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ:
1.ปฏิรูปโครงสร้างในระบบ (Systemic Reform): มุ่งเน้นสมรรถนะและลดความเหลื่อมล้ำในโรงเรียน

เปลี่ยนจากงบประมาณรายหัวสู่การสนับสนุนที่เท่าเทียม: ปัญหาใหญ่ที่สร้างความเหลื่อมล้ำคือการจัดสรรงบประมาณที่คำนวณจาก “รายหัวนักเรียน” ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนเด็กน้อยอยู่แล้ว ได้รับงบประมาณน้อยเกินกว่าจะจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ยิ่งทำให้ครูในโรงเรียนเล็กต้องทำงานหนักในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับวิธีจัดงบประมาณใหม่ ให้คำนึงถึงต้นทุนที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก (Fixed Cost) เพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่มี คุณภาพขั้นต่ำที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ปฏิรูปหลักสูตรและพัฒนาครู: เร่งปรับหลักสูตรให้เปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การสร้าง “สมรรถนะ (Competencies)” ที่สอดคล้องกับผล PISA และตลาดโลก โดยเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น พร้อมลงทุนในการพัฒนาสมรรถนะครูอย่างจริงจังและยุติธรรม ทั้งในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่

2.เปิดพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem): ใช้เทคโนโลยี “นำความรู้ไปหาคน”

กองทุน/เครดิตการศึกษาตลอดชีวิต: จัดตั้งกลไกการสนับสนุนทางการเงิน (เช่น “เครดิตการเรียนรู้รายบุคคล”) ที่สามารถใช้ได้กับหลักสูตรสั้นๆ เพื่อ Reskill/Upskill ในวัยทำงาน โดยไม่จำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงความรู้ที่ทันสมัยได้ตลอดเวลา

โครงการ “อินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้” (Internet for Learning): เราต้องเปลี่ยนจากการ “ลากคนมาหาโรงเรียน” เป็น “นำความรู้ไปหาคน” ด้วยเทคโนโลยีและ AI ภาครัฐควรมีโครงการแจกอินเตอร์เน็ตฟรีให้กับครู ผู้ปกครอง หรือนักเรียน โดยมีข้อกำหนดให้ใช้สำหรับการเข้าถึงหลักสูตรออนไลน์ (MOOCs) หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเองและทักษะเท่านั้น วิธีการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ชั้นนำได้อย่างมหาศาล

เสริมความรู้ด้านการเงินและภัยไซเบอร์: ภาครัฐและสถาบันการเงินต้องร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่เข้าถึงง่ายและน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงินและความตระหนักด้านภัยไซเบอร์ให้แก่ประชากร ทุกช่วงวัย

3.ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับความท้าทายของชาติ

บูรณาการนโยบายเศรษฐกิจกับการพัฒนาคน: ทุกนโยบายทางเศรษฐกิจและการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค ต้องมีมิติการศึกษาและการพัฒนาทักษะเชื่อมโยงอยู่ด้วยอย่างชัดเจน เพื่อให้ประเทศมีบุคลากรที่มีคุณภาพรองรับการเติบโตได้ทันที

การศึกษาคือการสร้างภูมิคุ้มกัน: หากประชากรมีความรู้และทักษะในการคิดวิเคราะห์ที่ดี พวกเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไม่ถูกหลอกง่าย และสามารถตัดสินใจทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้นในระดับจุลภาค ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การลงทุนในการศึกษาคือรากฐานของความยั่งยืนที่เราไม่อาจละเลยได้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน ต้องยอมรับว่า “การศึกษาตลอดชีวิตคือภารกิจแห่งชาติ” ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะคนไทยที่มีคุณภาพ คือ “นวัตกรรม” ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของประเทศอย่างแท้จริง