อากาศร้อน โลกร้อน
สภาพอากาศ และสภาพภูมิอากาศ
เหมือนกันหรือต่างกัน?
ในสิบปีที่ผ่านมาคำว่า “โลกร้อน” เป็นคำที่ได้ยินแทบทุกวันในสื่อ ข่าวสาร หรือแม้แต่ในการพูดคุยกันทั่วไป ทำให้หลายคนนึกภาพไปถึงโลกที่ร้อนระอุจนแทบอยู่ไม่ได้ และบางคนถึงกับเรียกว่า “โลกเดือด” แต่แท้จริงแล้วคำว่า “โลกร้อน” ที่เราคุ้นเคยกันนั้น แปลคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า Global Warming ซึ่งหากแปลตรงตัวก็ต้องเป็นการอุ่นโลก หรือการทำให้อุณหภูมิของโลกนั้นสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย เข้าใจว่าคนแรกที่แปลคำนี้น่าจะตั้งใจแปลให้เป็นเช่นนั้น คือต้องการสื่อให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่สำคัญระดับโลก
ผลกระทบของโลกร้อนที่เห็นได้ชัด
หากยอมรับที่จะใช้คำว่าโลกร้อน (ที่บางคนกล่าวว่าแปลคลาดเคลื่อน) เพื่อสร้างแรงกระแทกทางสังคม ผลกระทบของโลกร้อนจะสรุปได้พอสังเขป ดังนี้
⦁ ฤดูกาลแปรปรวนอย่างสุดขั้ว เกิดคลื่นความร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม
⦁ ฝนตกไม่ตามฤดูกาล เกิดภาวะแห้งแล้งในบางพื้นที่ ขณะเดียวกันบางแห่งกลับมีน้ำท่วมใหญ่ เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น ไฟป่าขยายวงกว้าง
⦁ ระบบนิเวศเสียสมดุล สัตว์บางชนิดโดยเฉพาะแมลงที่มีส่วนสำคัญในการผสมเกสรสูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถปรับตัวได้
⦁ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนและยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะรักษา เช่น โควิด-19
⦁ และอื่นๆ
สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่นในภาคเกษตรกรรม เมื่อชาวนาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าฝนจะตกเมื่อใดหรือแล้งนานแค่ไหน รวมทั้งแมลงมีจำนวนลดลง การเพาะปลูกจึงยากลำบาก ผลผลิตลดลง เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนได้รับผลกระทบ เกิดความเหลื่อมล้ำ ระบบสังคมโดยรวมได้รับผลกระทบจนอาจล่มสลายได้
การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง แต่ยังไม่ใช่โลกร้อน
หากต้องการเข้าใจถึงพื้นฐานที่มาของคำว่าโลกร้อน ต้องมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของโลกเสียก่อน นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มานานแล้วว่าโลกของเราเมื่อแสนปีก่อนเป็นยุคที่หนาวเย็นที่สุด เรียกว่ายุคน้ำแข็ง (Ice Age) ในช่วงเวลานั้นพื้นผิวส่วนใหญ่ของโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนา สัตว์และมนุษย์แทบไม่สามารถดำรงชีวิตได้เนื่องจากความหนาวเย็นสุดขั้ว
ต่อมาอุณหภูมิโลกเริ่มอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ จนถึงเมื่อราว 20,000 ปีก่อน หิมะและน้ำแข็งเริ่มละลาย เป็นยุคที่เรียกว่าช่วงสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง จากนั้นอุณหภูมิของโลกก็ยังค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีก จนมาเริ่มคงที่เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกช่วงเวลานั้นเริ่มเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของพืช สัตว์ และมนุษย์ ระบบนิเวศต่างๆ เริ่มสมดุล และมนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐาน ทำเกษตรกรรม และสร้างอารยธรรมได้
Global Warming และโลกร้อน คืออะไร อย่างไร
น่าตกใจที่ในช่วงหมื่นปีที่ว่านั้น โลกของเรามีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีค่อนข้างคงที่มาตลอดดังที่เพิ่งกล่าวถึง แต่มาในช่วงเพียงประมาณร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น หรือประมาณ พ.ศ.2400+ ที่ตรงกับยุคแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส
1.5 องศาที่เพิ่มขึ้นนี้ฟังดูเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อคิดถึงระยะเวลานานเป็นร้อยปี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิ่งที่มนุษย์และสรรพสัตว์รวมทั้งพืชประสบอยู่ในชีวิตประจำวันทุกวัน เช่น ในประเทศไทยตอนกลางคืนอุณหภูมิอาจต่ำเพียง 15 องศา แต่ตอนกลางวันอาจขึ้นสูงถึง 35 องศา ต่างกันได้ถึง 20 องศาในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง กล่าวได้ว่าสองกรณีนี้เป็นความต่างที่ฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
อย่างไรก็ตาม ในการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก (ไม่ใช่ของพื้นที่หนึ่งๆ) นั้นการเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 องศาในเวลาแค่ร้อยปีถือว่ามากผิดปกติอย่างยิ่ง และเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ บนโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่เรากำลังประสบอยู่และได้เอ่ยถึงเมื่อสักครู่
ทำไมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นแค่ 1.5 องศา จึงอันตราย
เหตุผลสำคัญคือโลกของเรามีระบบที่ละเอียดอ่อนและมีดุลยภาพ (balance) อย่างมาก อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเป็นเหมือน “ตัวควบคุม” การทำงานของระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่การเกิดฝน การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร ไปจนถึงการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
Global Warming หรือ “โลกร้อน” หรือการที่โลกมีอุณหภูมิโลกสูงขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยนี้จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ที่กล่าวมา
คำว่าโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีคนที่ใช้สลับกันมาในนัยยะเดียวกัน
สภาพอากาศ กับ สภาพภูมิอากาศ ต่างกันอย่างไร
สองคำนี้คนไทยบางกลุ่มยังใช้กันอย่างสับสนในความหมาย คนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจผิดว่า “อากาศร้อน” คือ “โลกร้อน” และ “อากาศแปรปรวน” คือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทั้งที่จริงแล้วสองคำนี้เป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง
สภาพอากาศ (weather) หมายถึงสภาวะของอุณหภูมิ ความชื้น ลม และฝนในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์หนึ่ง ตัวอย่างเช่น วันนี้อากาศร้อนจัด พรุ่งนี้ฝนตก หรือช่วงนี้มีลมแรง สิ่งเหล่านี้คือ “สภาพอากาศ”
ส่วนสภาพภูมิอากาศ (climate) หมายถึง ลักษณะเฉลี่ยของสภาพอากาศในระยะยาว โดยคำนวณจากข้อมูลในช่วงเวลายาวนาน 30 ปีขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น หรือทวีปยุโรปมีภูมิอากาศแบบอบอุ่นหนาวเย็น เป็นต้น ดังนั้น “สภาพอากาศ” คือสิ่งที่เราเผชิญทุกวัน ส่วน “สภาพภูมิอากาศ” คือภาพรวมระยะยาวของพื้นที่หนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงของ “สภาพอากาศ” จึงเป็นเรื่องปกติ เช่น วันนี้ฝนตกแต่พรุ่งนี้แดดออก แต่การเปลี่ยนแปลงของ “สภาพภูมิอากาศ” หมายถึง การที่รูปแบบของอากาศในทุกพื้นที่ของโลกเปลี่ยนไปอย่างไม่ปกติ เช่น พื้นที่ที่เคยมีฝนสม่ำเสมอกลับแห้งแล้ง หรือพื้นที่ที่เคยเย็นกลับมีอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าโลกร้อน ดังที่ได้อธิบายมาแต่ต้น
โลกร้อนเกิดจากอะไร
คนไทยเคยชินกับคำว่าโลกร้อนในความหมายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในที่นี้จึงจะใช้คำนี้ไปพลางก่อน
ภาวะโลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases, GHGs) เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) และฟลูออโรคาร์บอน สู่บรรยากาศในปริมาณมากจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเดินทางขนส่ง การเกษตร การตัดไม้ทำลายป่า การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การย่อยสลายของเสีย และการใช้พลังงานต่างๆ
ก๊าซเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ผ้าห่ม” ห่อหุ้มโลกไว้ ทำให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ควรสะท้อนกลับสู่อวกาศบางส่วนถูกกักเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศมากเกินไป ผลที่ตามมาคืออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจึงสูงขึ้นทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง จนสูงถึง 1.5 องศาในร้อยปีดังที่กล่าวมา
แล้วจะทำอะไรอย่างไรได้บ้าง
แม้ภาวะโลกร้อนจะเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือในการจัดการระดับนานาชาติ แต่มนุษย์ทุกคนก็สามารถมีส่วนร่วมในการลดผล กระทบได้ เช่น
⦁ ลดการใช้พลังงานฟุ่มเฟือย เช่น ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
⦁ ใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม
⦁ ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว
⦁ แยกและลดการผลิตขยะ
⦁ ลดการใช้พลาสติกและของใช้ครั้งเดียวทิ้ง
⦁ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือใช้รถร่วมกันเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
⦁ เดินหรือใช้จักรยานในระยะทางใกล้บ้านหรือใกล้จุดหมายปลายทาง
⦁ สนับสนุนสินค้าหรือองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
⦁ และอื่นๆ
สรุป
“อากาศร้อนหรืออากาศหนาว” ที่เรารู้สึกในแต่ละวันเป็นเพียงผลชั่วคราวของ “สภาพอากาศ” แต่ “โลกร้อน” คือสภาพที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว แม้ที่เพิ่มนั้นจะไม่มากเท่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในแต่ละฤดูหรือวัน แต่ก็ส่งผลให้ “สภาพภูมิอากาศ” ของโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างอากาศ สภาพอากาศ และสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการที่จะทำให้เราเข้าใจว่าปัญหาโลกร้อนไม่ได้อยู่ไกลตัว เพราะมันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวันและส่งผลต่อชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของมนุษย์ทั้งโลกได้อย่างมาก

