หน้าแรก บทความ ประชามติมีควา...

ประชามติมีความจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่?

2.11.25 | 09:12 น.

ประชามติมีความจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่?

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ถือหลักการว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน ดังนั้น ในเรื่องนโยบายสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติและสังคมส่วนรวม จึงต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย มติหรือเสียงส่วนใหญ่ของผู้คนในสังคมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แนวคิดเช่นนี้เกิดขึ้นมานานแล้วในทวีปยุโรป และมีการปฏิบัติอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

การออกเสียงประชามติ (referendum) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์หรือส่วนได้ส่วนเสียของประเทศชาติ หรือนโยบายสำคัญของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องนั้น เพราะถือว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง การออกเสียงประชามติยังถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการปกครองประเทศ และยังถือได้ว่าเป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” อีกรูปแบบหนึ่งด้วย ที่ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองได้ด้วยตนเอง การออกเสียงประชามติ ยังนับได้ว่าเป็นกลไกสำคัญที่นำมาเสริมข้ออ่อนของประชาธิปไตยแบบตัวแทนด้วยการให้สิทธิแก่ประชาชนในการตัดสินใจเรื่องที่มีความสำคัญของประเทศชาติ การออกเสียงประชามติจึงถือว่าเป็นการสนับสนุนหลักการสำคัญของประชาธิปไตยสมัยใหม่อย่างแท้จริง ดังนั้นในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

นอกจากการให้สิทธิแก่ประชาชนในการออกเสียงประชามติในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วยังให้สิทธิแก่ประชาชนในการออกเสียงประชามติต่อร่างกฎหมายสำคัญ หรือนโยบายสำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือผลได้ผลเสียของประเทศชาติอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดน ช่วงปี 1970 รัฐบาลได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างนโยบายสำคัญคือนโยบายพลังงานแห่งชาติ แต่รัฐบาลก็รู้ดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีพื้นความรู้ และข้อมูลด้านเทคโนโลยีเพียงพอที่จะเลือกพลังงานหลายทางได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานความร้อนจากใต้ดิน หรือพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ รัฐบาลจึงได้จัดทำหลักสูตรให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนออกความเห็นได้อย่างถูกต้อง

ข้อดีของการจัดทำประชามติ คือ เป็นการขยายโอกาสและสร้างความตื่นตัวในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้มากขึ้น อันจะทำให้ประชาชนหันมาสนใจต่อปัญหาบ้านเมืองของตนเอง กรณีของสังคมไทย ในอดีตที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่มักมี “วัฒนธรรมทางการเมืองที่วางเฉยต่อเรื่องการเมือง” และเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งตรงกันข้ามกับ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย” ที่ผู้คนสนใจเรื่องของส่วนรวมและปัญหาของบ้านเมือง แต่ทว่าในสังคมไทยผู้คนมักปล่อยให้การตัดสินใจปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองและชนชั้นนำที่มีอำนาจเท่านั้น ดังนั้น การทำประชามตินอกจากช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจปัญหาของบ้านเมืองแล้ว ยังช่วยทำให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและระบอบประชาธิปไตยมีความมั่นคงมากขึ้นเพราะประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องมาจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกคนเท่านั้น

Advertisement

ส่วนกรณีการจัดทำประชามติเรื่อง MOU 43 อันเป็นเรื่องบันทึกความเข้าใจกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU 44 เป็นเรื่องข้อตกลงเพื่อหาทางร่วมมือในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ซึ่งคาดว่าจะมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากนั้น แม้ว่าจะมีปัญหาทางข้อกฎหมายและทางเทคนิคที่ซับซ้อน รวมทั้งอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะมีกฎหมายได้เปิดช่องทางให้อยู่แล้ว คือมีกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีโพลสำรวจของนิด้า ที่ระบุถึงกลุ่มคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง MOU 43-44 ถึงเกือบร้อยละ 70 ของกลุ่มตัวอย่าง และในสายตาของผมคาดว่ากลุ่มคนที่มีความรู้ความเข้าใจดีในเรื่อง MOU 43-44 ไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถ้าเทียบเป็นสัดส่วนแล้วถือว่าน้อยมาก ถึงกระนั้นแม้จะมีข้อมูลว่าประชาชนมีความรู้เรื่อง MOU 43-44 น้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำประชามติไม่ได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบและปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ แต่ทว่ามีสิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่านั้นคือ ประการแรก รัฐบาลมีเวลาเพียงพอหรือไม่ในการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ และข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาอย่างรอบด้านถึงข้อดี-ข้อเสียของ MOU ทั้งสองฉบับ เพื่อให้ข้อมูลได้ลงสู่ระดับชุมชนท้องถิ่นและหมู่บ้านอย่างทั่วถึง ด้วยการใช้ภาษาที่เรียบง่ายในการทำความเข้าใจกับประชาชนได้ ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐมีเวลาเพียงพอหรือไม่ที่ให้มีพื้นที่เปิดกว้างกับประชาชนเพื่อการถกเถียงกันในเรื่องดังกล่าว

ประการที่สอง คณะกรรมการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ

เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับทราบอย่างทั่วถึงตามมาตรา 16 แห่งกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 นั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องจำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐพร้อมหรือไม่ในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว แท้จริงแล้วควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชนตามกลุ่มต่างๆ ที่มีความสนใจได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ อันจะทำให้การเผยแพร่เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และช่วยให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับทราบอย่างทั่วถึงกันมากขึ้น

ประการที่สาม การทำประชามติต้องไม่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” ให้กับฝ่ายกุมอำนาจรัฐหรือฝ่ายการเมือง เหมือนดังเช่น การทำประชามติเรื่องรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ดูเหมือนว่าผู้มีอำนาจพยายามจูงใจให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน หากมีปัญหาค่อยแก้ไขกันทีหลังทำให้ประชาชนจำนวนมากเห็นคล้อยตาม แต่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีการวางแผนสืบทอดอำนาจและได้วางขั้นตอนที่ทำให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากยิ่ง ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมพุ่งสูง ทำให้การทำประชามติอาจมีความโน้มเอียงไปทางความต้องการของผู้มีอำนาจก็อาจเป็นไปได้

ประการที่สี่ การทำประชามติต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่มีการกำหนดธงคำตอบของหน่วยงานรัฐไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนดังเช่น กรณีการทำประชาพิจารณ์ในโครงการต่างๆ ของรัฐที่ผ่านมา ในท้ายที่สุดเสียงของชาวบ้านหรือผู้คัดค้านหรือผู้ที่เห็นต่างกลับเป็นเสียงที่ไม่ได้ยินจากฝ่ายรัฐอยู่เสมอ

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น