หน้าแรก บทความ เมื่อใดจะปล่อ...

เมื่อใดจะปล่อยตัวและหนทางปฏิบัติการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา

3.11.25 | 11:43 น.

เมื่อใดจะปล่อยตัวและหนทางปฏิบัติการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา

ตามที่นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 นั้น มีประเด็นที่น่าสนใจสองประการ ดังนี้ เมื่อใดทางฝ่ายไทยจะปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย และหนทางการปฏิบัติการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาดังกล่าว

ประการแรก การจะปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาเมื่อใดตามข้อ 5. ของถ้อยแถลงร่วม ก็เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้น คือ ข้อ 4. ของถ้อยแถลงร่วมอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จึงจะถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ (หมายเหตุ ภายใต้หลักอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับเชลยศึกได้กำหนดไว้ว่า ให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกเมื่อสภาพการเป็นปรปักษ์ระหว่างรัฐคู่ขัดแย้งสิ้นสุดลง) ซึ่งในข้อ 4 ของถ้อยแถลงร่วมประกอบด้วย 1.) ลดความตึงเครียดทางทหารภายใต้การสังเกตการณ์และยืนยันตรวจสอบโดยผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) รวมถึงการถอนอาวุธยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปที่ตั้งปกติ ตามแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้ของทั้งสองฝ่าย ภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT 2.) ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าช่องทางของราชการหรือมิใช่ช่องทางของราชการ 3.) สร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่นความไว้วางใจซึ่งกันและกันและสันติภาพตามแนวชายแดน และแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ 4.) เก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และ 5.) แก้ไขข้อพิพาทชายแดน และการจัดทำหลักเขตแดนผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศโดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใดๆ โดยให้คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติตามอำนาจหน้าที่ โดยให้มีการประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตลอดจนยุติกิจกรรมทุกประเภทที่เป็นการขยายข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น อนึ่ง การร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ซึ่งรวมถึง Scammer ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของสองประเทศ ตามข้อ 6. ของถ้อยแถลงร่วม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขในการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาแต่อย่างใด เพราะการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาในข้อ 5. ของถ้อยแถลงร่วมระบุชัดเจนว่าให้ปล่อยตัวโดยพลันเมื่อการดำเนินการมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ซึ่งมาตรการข้างต้นหมายถึงข้อ 4. ของถ้อยแถลงร่วม ดังนั้น การร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมทั้ง Scammer ตามข้อ 6. ของถ้อยแถลงร่วมจึงไม่อยู่ในความหมายมาตรการข้างต้น เพราะอยู่หลังข้อ 5. ของถ้อยแถลงร่วม โดยไปปรากฏในข้อ 6. ของถ้อยแถลงร่วม

เมื่อมีการดำเนินการมาตรการข้างต้น (ข้อ 4. ของถ้อยแถลงร่วม) อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ฝ่ายไทยจึงจะดำเนินการปล่อยตัวเชลยศึกโดยพลัน ทั้งนี้ เนื่องจากเชลยศึกกัมพูชามีจำนวนน้อยและหากไม่มีเชลยศึกนายใดเจ็บป่วยหนัก ก็ควรจะต้องปล่อยตัวทั้งหมดในคราวเดียวกันพร้อมกัน ไม่อาจแบ่งการปล่อยตัวหรือยังควบคุมตัวไว้บางส่วนได้ อนึ่ง ก่อนที่กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งควบคุมตัวเชลยศึกกัมพูชาจะปล่อยตัวเชลยศึกดังกล่าว สมควรให้หน่วยเหนือ คือ กองบัญชาการกองทัพไทยหรือกระทรวงกลาโหมพิจารณายืนยันว่ามีการดำเนินการตามมาตรการ 5 ประการครบถ้วนตามข้อ 4. ของถ้อยแถลงร่วมอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จึงสั่งการให้กองทัพบกปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาต่อไปได้

ประการที่สอง หนทางปฏิบัติหรือวิธีการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาสามารถดำเนินการได้สองหนทางหรือวิธีการ ดังนี้ หนทางปฏิบัติหรือวิธีการแรก ฝ่ายทหารไทยประสานงานติดต่อฝ่ายทหารกัมพูชาโดยตรงเพื่อปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา โดยก่อนปล่อยตัวขอคำแนะนำการปฏิบัติที่ถูกต้องและครบถ้วนจากสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำประเทศไทย และขอให้ ICRC เป็นสักขีพยานการปล่อยตัวดังกล่าว ส่วนหนทางปฏิบัติหรือวิธีการที่สอง ฝ่ายทหารไทยปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาให้กับ ICRC แล้ว ICRC ไปส่งมอบเชลยศึกให้กับฝ่ายทหารกัมพูชา ซึ่งเห็นว่าหากรัฐบาลไทยต้องการเน้นให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลกัมพูชาเฉพาะในรูปแบบทวิภาคีเป็นหลัก ก็สมควรเลือกหนทางปฏิบัติหรือวิธีการแรก

Advertisement

สรุป หากกระทรวงกลาโหมหรือกองบัญชาการกองทัพไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า ได้มีการดำเนินการตามมาตรการ 5 ประการครบถ้วนตามข้อ 4. ของถ้อยแถลงร่วมอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมทั้ง Scammer ก็ถือว่าสภาพการเป็นปรปักษ์สิ้นสุดลง ก็ควรพิจารณาสั่งการให้กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 นายกลับภูมิลำเนาประเทศตนเองต่อไปโดยเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเลือกหนทางปฏิบัติหรือวิธีการตามที่เห็นสมควร

พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ