ไต้หวันกับความผูกพันจีน
ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ แม้บรรยากาศการเมืองมีแต่ความเงียบ แต่เหตุการณ์ที่ทรงความหมายยิ่งได้เกิดขึ้นที่ไต้หวัน คือการได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคกั๊วหมินตั่งของ “เจิ้ง ลี่เหวิน” นั้นยิ่งใหญ่ มิใช่ความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพียงอย่างเดียว หากเป็นสัญญาณแห่งการตื่นรู้ทางวัฒนธรรมของสังคมไต้หวันโดยรวม
สื่อเปรียบเปรยว่า “เป็นการปลุกวิญญาณแห่งความเป็นจีนที่หายไปเพื่อให้กระแสจีนกลับมาอีกวาระหนึ่ง” ปฏิบัติการดังกล่าวมิใช่การโฆษณาชวนเชื่อ หากพิจารณาจากเหตุการณ์ทางการเมืองกว่า 20 ปีที่ผันผ่าน ไต้หวันทยอยถอยห่างจากรากทางวัฒนธรรมจีนอย่างมีระบบและมีแบบแผน
หากย้อนกลับไปในยุคของ “เฉิน สุยเปี่ยน” เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของความพยายามที่เรียกว่า “ไม่เอาจีน” ทั้งนี้ โดยผ่านเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด อาทิ ระบบการศึกษา แบบเรียนทางประวัติศาสตร์ บทกวีสมัยราชวงศ์ถัง-ซ่ง และที่สำคัญที่สุดคืออุดมการณ์ของ “ซุน ยัดเซ็น” บิดาแห่งประเทศจีน ได้เลือนหายจากความทรงจำของเยาวชนรุ่นใหม่ เป็นเหตุให้ความภูมิใจในอารยธรรมจีนกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีการสอดแทรกแนวคิด “นิยมไต้หวัน” และเอกราชเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแทนที่
กรณีมิได้เป็นเพียงการลบล้างความทรงจำทางวัฒนธรรม หากยังเป็นการ “สร้างรอยแยก” ระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ เป็นเหตุให้คำว่า “จีน” เป็นถ้อยคำที่แฝงด้วยความขัดแย้งมากกว่าความผูกพัน
ครั้นเมื่อ “เจิ้ง ลี่เหวิน” หัวหน้าพรรคป้ายแดงกล่าวว่า “ไต้หวันไม่ควรเป็นผู้ชนะระบอบประชาธิปไตย แต่กลับสูญเสียความเป็นจีนไป” เธอมิได้ปฏิเสธประชาธิปไตย หากแต่กังวลถึงความขัดแย้งทางสังคมที่ยึดถือรูปแบบตะวันตกจนลืมความเป็นจีน แนวคิดดังกล่าวมิใช่เพียงการรำลึกถึงวัฒนธรรมจีนเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความพยายามในการประสานวัฒนธรรมกับประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางใหม่ของพรรคกั๊วหมินตั่ง อันเกี่ยวกับเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองในศตวรรษที่ 21
ความเป็นจีนในสายตาของเธอจึงมิใช่ “อำนาจรัฐ” หรือ “การรวมชาติ” แบบแข็งกร้าว แต่คือความต่อเนื่องของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ให้บริการแก่คนไต้หวันมากว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เธอเชื่อว่ายังสามารถอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้ โดยไม่ต้องละทิ้งกัน
ปัจจุบัน ไต้หวันคือสมรภูมิระหว่าง “วัฒนธรรมกับการเมือง” กระแสแรกมุ่งหวนคืนสู่รากจีน ขณะที่กระแสหลังมุ่งปลุกกระแสเอกราชไต้หวัน เพื่อยืนยันความเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ขึ้นกับจีนแผ่นดินใหญ่
การที่ “เจิ้ง ลี่เหวิน” ก้าวขึ้นมาในเวลานี้ จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ยิ่ง แต่ต้องยืนอยู่ ณ “สี่แยกแห่งประวัติศาสตร์” กล่าวคือ ระหว่างอดีตและอนาคต ระหว่างวัฒนธรรมกับอำนาจรัฐ การเลือกข้างของเธอ คือการหันกลับไปสู่ความเป็นจีนในเชิงวัฒนธรรม มิใช่เชิงการเมือง
“เจิ้ง ลี่เหวิน” กล่าวอย่างมีนัยว่า “การเป็นคนจีนมิใช่เพียงเป็น “ป้าย” ทางการเมืองเท่านั้น แต่คือสายเลือดทางวัฒนธรรมที่ฝังลึกถึงกระดูก” ถ้อยคำกินใจถือเป็นการสถาปนามิติใหม่ของคำว่า “จีน” ซึ่งมิใช่เรื่องที่รัฐบังคับ แต่คือความสำนึกในความเป็นอารยธรรมที่ยืนยาว
เมื่อพิจารณาในมิติอารยธรรมอย่างถ่องแท้ คำกล่าวนี้อาจมีพลังมากกว่าการถกเถียงเรื่องรัฐชาติ เพราะเป็นการโน้มน้าวให้คนไต้หวันกลับมาทบทวนว่าประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนรากฐานวัฒนธรรมใด และจะดำรงอยู่ได้อย่างไร หากขาดสายใยแห่งจิตวิญญาณทางประวัติศาสตร์
ส่วนคำเปรียบเปรยว่า “เม็ดพันธุ์แห่งวัฒนธรรมจีนจะต้องหยั่งรากในหัวใจของคนรุ่นใหม่” มิใช่เพียงวาทศิลป์ แต่คือยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมที่ไม่ลืมรากของตนและรู้จักเปิดรับสิ่งใหม่ จึงจะหลอมรวมความเป็นจีนกับประชาธิปไตยได้ ถ้าไต้หวันทำได้ก็อาจกลายเป็นต้นแบบของ “จีนสากล”
ขณะที่โลกกำลังแบ่งขั้วระหว่างอำนาจใหม่กับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ไต้หวันอาจต้องการทั้งเสรีภาพทางการเมือง และความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงประชาธิปไตยที่ไร้ราก
ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่เรียกร้อง “ความเป็นเอกภาพทางประวัติศาสตร์” ไต้หวันก็กำลังแสวงหา “ความเป็นเอกภาพทางจิตวิญญาณ” คือการหวนคืนสู่รากจีนในมิติของวัฒนธรรม มิใช่การเมือง อันอาจเป็นหนทางที่นำพาให้ไต้หวันให้ดำรงอยู่ ทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตกสืบไป

