หน้าแรก บทความ หลักการ ‘พลเร...

หลักการ ‘พลเรือนควบคุมทหาร’ ในระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน

5.11.25 | 12:13 น.

หลักการ ‘พลเรือนควบคุมทหาร’ ในระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2494 ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งสั่นสะเทือนทั้งประเทศและโลก ด้วยการปลดนายพล 5 ดาว ดักลาส แมคอาร์เธอร์ ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในสงครามเกาหลี การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวแม่ทัพในสนามรบเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันหลักรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อย่างชัดแจ้งว่า

“อำนาจสูงสุดทางการเมืองต้องอยู่ในมือของพลเรือน มิใช่ทหาร”

การเผชิญหน้าระหว่างผู้นำพลเรือนกับแม่ทัพผู้โด่งดังครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “นโยบาย” กับ “ยุทธศาสตร์” และกลายเป็นเหตุการณ์ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ที่ประเทศอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่มีประสบการณ์รัฐประหารบ่อยครั้งจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง

ประธานาธิบดีทรูแมน เป็นรองประธานาธิบดีที่ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเสียชีวิตของนายแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ใน พ.ศ.2488 เขามีบุคลิกเรียบง่าย จริงใจ และมุ่งรักษาหลักการประชาธิปไตยและความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เขาเคยเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่หลังสงครามก็เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น จนก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

Advertisement

นายพล 5 ดาว แมคอาร์เธอร์ ในทางกลับกัน เป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ของ “วีรบุรุษสงคราม” ของอเมริกา เขาเป็นบุตรชายของนายพลอเมริกัน เติบโตในครอบครัวทหาร จบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ด้วยเกียรตินิยมสูงสุด เป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะจากบทบาทในการรบที่ฟิลิปปินส์และการยึดภูมิภาคแปซิฟิกกลับคืนจากญี่ปุ่น หลังสงครามเขายังเป็นผู้ควบคุมการยึดครองญี่ปุ่น และมีบทบาทในการสร้างรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นใหม่ ทำให้ชื่อเสียงของเขาขึ้นถึงขีดสุด กล่าวได้ว่าในสายตาประชาชนชาวอเมริกัน แมคอาร์เธอร์มีภาพลักษณ์เกือบเทียบเท่าผู้นำประเทศ ขณะที่ทรูแมนกลับถูกมองว่าเป็นนักการเมืองธรรมดา การเผชิญหน้าระหว่างสองคนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าระหว่างบุคคล แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ภาพลักษณ์วีรบุรุษทหาร” กับ “หลักนิติรัฐและรัฐธรรมนูญ”

สงครามเกาหลีเริ่มต้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2493 สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำของกองกำลังสหประชาชาติได้เข้ามาช่วยเกาหลีใต้ โดยมีแมคอาร์เธอร์เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังสหประชาชาติ

ในช่วงแรก การรบของฝ่ายสหประชาชาติเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่แผนยุทธการยกพลขึ้นบกที่อินชอน (Inchon Landing) ซึ่งยุทธวิธีที่ชาญฉลาดของแมคอาร์เธอร์ในเดือนกันยายน พ.ศ.2493 กลายเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ทำให้เกาหลีเหนือถอยร่นและเมืองหลวงเกาหลีใต้กรุงโซลถูกยึดคืน นี่ทำให้ชื่อเสียงของเขายิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่หลังจากนั้นความเห็นระหว่าง ประธานาธิบดีทรูแมนกับนายพลแมคอาร์เธอร์เริ่มแตกต่างอย่างรุนแรง โดยประธานาธิบดีทรูแมนและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องการจำกัดสงครามให้อยู่เฉพาะในคาบสมุทรเกาหลี โดยหวังจะเจรจาสงบศึกกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่แมคอาร์เธอร์กลับมีท่าทีแข็งกร้าว ต้องการขยายสงครามโดยโจมตีสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยตรง รวมถึงเสนอใช้ระเบิดปรมาณูถึง 50 ลูก และยกทัพข้ามแม่น้ำยาลูซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างเกาหลีกับจีนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของประธานเหมา เจ๋อตง

นโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็น “การควบคุมขอบเขตของสงคราม” (Limited War) แต่แมคอาร์เธอร์ต้องการ “สงครามเบ็ดเสร็จ” (Total War) การขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์นี้กลายเป็นความแตกหักทางการเมือง สิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งไม่ใช่แค่ข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ แต่กลายเป็นวิกฤตทางรัฐธรรมนูญ คือการที่แมคอาร์เธอร์เริ่มละเมิดสายบังคับบัญชาอย่างเปิดเผย เช่น ส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังสมาชิกรัฐสภาพรรครีพับลิกัน วิพากษ์นโยบายของประธานาธิบดี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโจมตีนโยบาย “จำกัดขอบเขตของสงคราม” ของรัฐบาลว่าเป็นความล้มเหลวและพยายามสร้างแรงกดดันทางการเมืองให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายเป็น “สงครามเบ็ดเสร็จ” โดยใช้ชื่อเสียงส่วนตัวและกระแสความนิยมของประชาชนอเมริกันเป็นเครื่องมือ

ในระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน ทหารไม่มีสิทธิกำหนดนโยบายการต่างประเทศหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติ บทบาทของกองทัพคือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำพลเรือน โดยเฉพาะประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา II การกระทำของแมคอาร์เธอร์จึงเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจประธานาธิบดีโดยตรง

ประธานาธิบดีทรูแมนเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากสาธารณชนและรัฐสภา เพราะแมคอาร์เธอร์เป็นที่นิยมมาก การปลดเขาออกเท่ากับ “ทำให้วีรบุรุษของชาติต้องอัปยศ” แต่ทรูแมนตระหนักว่า หากปล่อยให้แมคอาร์เธอร์ข้ามเส้นอำนาจไปเรื่อยๆ จะเท่ากับทำลายหลักการพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตย หลังจากได้รับรายงานการละเมิดวินัยและการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายอย่างเปิดเผยหลายครั้ง ทรูแมนจึงตัดสินใจปลดนายพลแมคอาร์เธอร์ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2494 พร้อมคำประกาศสั้นแต่ชัดเจนว่า

“ข้าพเจ้าได้ปลดนายพลแมคอาร์เธอร์ออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยใดๆ ว่า ใครเป็นผู้กำหนดนโยบายของประเทศนี้”

การกระทำของทรูแมนยืนอยู่บนหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกันที่เรียกว่า “Civilian Control of the Military” ซึ่งมีรากลึกมาตั้งแต่ยุคผู้ก่อตั้งประเทศบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเชื่อว่า ทหารที่มีอำนาจมากเกินไปจะนำไปสู่ทรราชย์ จึงกำหนดให้ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะที่รัฐสภามีอำนาจในการประกาศสงครามและควบคุมงบประมาณกองทัพ และผู้นำทางทหารไม่มีสิทธิออกนโยบายเอง หากฝ่าฝืนถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจรัฐ ในประวัติศาสตร์สหรัฐ มีตัวอย่างคล้ายกัน เช่น จอร์จ วอชิงตัน ในฐานะประธานาธิบดี เคยระงับการแข็งข้อของนายทหารบางกลุ่ม และในศตวรรษที่ 19 กองทัพมักถูกจำกัดอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มงวดกรณีแมคอาร์เธอร์จึงเป็นบททดสอบสำคัญของระบบการเมืองสหรัฐอเมริกา ว่าในยามสงครามและแรงกดดันจากประชาชน รัฐบาลพลเรือนจะสามารถควบคุมกองทัพได้หรือไม่

หลายประเทศในเอเชีย ลาตินอเมริกา หรือแอฟริกา ประสบปัญหาทหารเข้ามามีอำนาจทางการเมือง จนนำไปสู่รัฐประหารและเผด็จการ ในบริบทเหล่านั้นกรณีทรูแมน-แมคอาร์เธอร์เป็นแบบอย่างที่โดดเด่นเพราะแสดงให้เห็นว่า ผู้นำพลเรือนที่กล้าตัดสินใจโดยยึดหลักรัฐธรรมนูญ สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล และแสดงว่าการควบคุมกองทัพไม่ใช่การดูถูกทหาร แต่เป็นการรักษาสมดุลอำนาจตามกติกาของประชาชน

ดังนั้น การปลดนายพลแมคอาร์เธอร์ของประธานาธิบดีทรูแมนมิใช่การต่อสู้ส่วนตัวระหว่างบุคคล หากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองคือตัวแทนประชาชน มิใช่กองทัพ แม้การตัดสินใจนั้นจะทำให้ทรูแมนถูกวิจารณ์อย่างหนักในห้วงเวลานั้น แต่ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เขากลับได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่กล้าและซื่อสัตย์ต่อหลักการ และเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกในวงวิชาการรัฐศาสตร์ การทหาร และกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วโลก

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์