หน้าแรก บทความ อำนาจ เร้นลับ...

อำนาจ เร้นลับ ใครยอมอยู่ ใครฝืนตาย พลัง อำนาจแฝง

6.11.25 | 13:15 น.

ถามว่าอะไรคือปัจจัยทำให้ตั๋งโต๊ะจำเป็นต้อง “ถอย” ในทางการเมือง คำตอบในเชิงรูปธรรมเห็นได้อย่างเด่นชัดอย่างน้อย 2 รูปธรรม
ตรวจสอบผ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

รูปธรรม 1 หลังจากเต๊งหงวนยืนขึ้นร้อง “ตัวเป็นขุนนางหัวเมืองมาทำองอาจจะถอดเจ้าเสีย คิดอ่านทั้งนี้จะเป็นขบถหรือ” 

ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธ

“เราปรึกษาราชการที่ดีสิไม่เห็นด้วย ผู้ใดซึ่งองอาจเข้ามาว่ากล่าวขัดขวางนั้น กูจะเอาชีวิตเสียบัดนี้”

แล้วก็ถอดกระบี่ออกจะฆ่าเสีย

Advertisement

พลันการถอดกระบี่ของตั๋งโต๊ะก็ต้องหยุดชะงักเกิดการพลิกผันแปรเปลี่ยนอย่าง เหนือความคาดหมาย

นั่นเห็นได้จากรูปธรรม 2

ลิยูเห็นลิโป้ยืนอยู่ข้างหลังเต็งหงวนนั้น รูปร่างสูงใหญ่ มือถือทวน ท่วงทีเห็นแข็งแรงนัก
ลิยูจึงห้ามตั๋งโต๊ะไว้แล้วว่า

“วันนี้หาท่านทั้งปวงมากินโต๊ะจะฟังขับลำให้สบายใจ สิมาวิวาททุ่มเถียงกันเล่า สิ้นวันแล้วหรือถ้าจะปรึกษากันก็งดไว้ก่อนเถิดจึงค่อยไปปรึกษา ณ ศาลาลูกขุนวันนี้เชิญกินโต๊ะเล่นดีกว่า”

แลขุนนางทั้งนั้นก็ห้ามเต็งหงวน เต็งหงวนก็ขึ้นม้าพาลิโป้กลับไป

เป็นลิโป้ รูปร่างสูงใหญ่ มือถือทวน ท่วงทีเห็นแข็งแรงนัก ต่างหากที่ก่อให้เกิด การแปรเปลี่ยน

การดำรงอยู่ของลิโป้ต่างหากที่ก่อให้เกิดการงันชะงัก “ชั่วคราว”

ยิ่งอ่านสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ยิ่งสร้างความระทึกเป็นอย่างสูง ขณะที่ด้านหนึ่ง ตั๋งโต๊ะโกรธตวาดว่า

“ใครยอมข้าอยู่ได้ ใครฝืนข้าต้องตาย”

ว่าแล้วกระชากกระบี่ออกจากฝัก หมายจะฆ่าเต็งหงวนเสีย ฝ่ายลิยูเห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่หลังเต็งหงวน รูปร่างองอาจ น่าเกรงขาม มือถือทวนสลักภาพวิถีสวรรค์ ตาจ้องเขม็ง หน้าถมึงทึง

ลิยูจึงเข้าไปขวาง พลางพูดว่า

“วันนี้เราเชิญขุนนางทั้งปวงมากินโต๊ะเพื่อความสนุกสำราญ ไม่ควรจะพูดกันถึงกิจการบ้านเมือง ไว้พรุ่งนี้ค่อยพูดกันอย่างเต็มที่เถิดเวลายังไม่ช้าเกินไปดอก”

เงื่อนปมเชิงเปรียบเทียบ “สำนวน” อยู่ที่ “ลีลา” อยู่ที่ “กระบวนท่า”

สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุตั้งแต่ต้นเลยว่า ลิยูเห็นลิโป้อยู่ข้างหลังเต็ง หงวน ขณะที่สำนวน
วรรณไว พัธโนทัย ระบุเพียงว่า

ฝ่ายลิยูเห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่หลังเต็งหงวน

มิได้บอกว่าเป็นผู้ใด ต่อเมื่อตั๋งโต๊ะขอ ความเห็นจากขุนนางไม่ว่าจะจากโลติดไม่ว่าจะจากซัวหยง

และจบลงด้วยการประนีประนอมของอ้องอุ้น

“เรื่องถอดเรื่องตั้งฮ่องเต้เป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก ไม่สมควรที่จะมาพูดกันในระหว่างหน้าเหล้าหน้าข้าวเช่นนี้ชอบที่จะรอไว้หารือกันวันหลังดีกว่า”

แล้วขุนนางใหญ่น้อยทั้งปวงต่างแยกย้ายออกจากที่เลี้ยงไป

ตั๋ งโต๊ะเก็บกระบี่แล้วออกมายืนอยู่ที่หน้าประตูราชอุทยาน แลเห็นชายผู้หนึ่งถือทวนควบม้ามาอย่างรวดเร็ว
ตั๋งโต๊ะจึงถามลิยูว่า “นั่นใคร”

ลิยูตอบว่า “เป็นลูกเลี้ยงของเต็งหงวน แซ่ลิ ชื่อโป้ มีชื่อรองว่า เฟิ้งเซียน ท่านจงหลีกทางให้เขาดีกว่า”

ตั๋งโต๊ะจึงหลบเข้าไปในอุทยาน

สอดรับกับสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่ว่า ฝ่ายลิโป้ครั้นไปถึงที่อยู่กับเต็งหงวนแล้วจึงถือทวนขี่ม้ากลับมาคอยฟังราชการ ณ สวนดอกไม้

แลตั๋งโต๊ะนั้นพอขุนนางไปสิ้นแล้วก็ถือกระบี่ออกไป ณ ประตูสวนดอกไม้แลเห็นลิโป้ขี่ม้าควบไปมาอยู่ริมระเนียด

จึงถามลิยูว่า “ทหารผู้ใด”

ลิยูจึงว่า “ท่านหลบเข้าไปเสียก่อน” แล้วบอกว่า “คนนี้ชื่อลิโป้ เป็นบุตรเลี้ยงเต็งหงวนมีกำลังกล้าแข็งนัก”
ตั๋งโต๊ะก็ถอยเข้ามา

จําเป็นต้องนำสำนวน พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช มาเทียบเคียง เพื่อความเป็นธรรมให้กับสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และสำนวน วรรณไว พัธโนทัย

ต่งจั๋วเก็บกระบี่ออกไปยืนที่ประตูอุทยาน

เห็นบุรุษหนึ่ง มือถือทวน ขี่ม้าลาดตระเวนอยู่นอกประตูอุทยาน ต่งจั๋วถามหลี่หรู (ลิยู) ว่า
“เป็นใคร”

ได้คำตอบว่า “เป็นลูกเลี้ยงติง หยวน แซ่หลี่ว์ ชื่อปู้ (ลิโป้) ชื่อเรีย เฟิ่งเซียน ท่านควรจะห่างๆ มันหน่อย”

ต่งจั๋ว รีบหลบเข้ามาในอุทยาน

เป็นอันแจ่มชัดว่าตั๋งโต๊ะไม่เคยเห็นลิโป้มาก่อน หากแต่เป็นลิยูต่างหากที่รู้อยู่เป็นอย่างดีว่าลิโป้เป็นใคร
แม้ตอนที่โมโหเต็งหงวน ตั๋งโต๊ะก็ไม่รู้

แม้ได้ยินคำอธิบายของโลติดว่าด้วยเหตุผลของเต็งหงวน ตั๋งโต๊ะก็ไม่รู้ และยังคงมีโทสะต่อโลติด

เป็นโทสะที่พร้อมฆ่า

ที่แวดล้อมตั๋งโต๊ะจึงมีเพียงลิยูเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับใครและตระหนักว่าจำเป็นต้อง “หมอบ”

แม้ว่าลิยูจะเป็นเจ้าของ “แผน” ก่อนมางานเลี้ยง

กิตติศัพท์ของลิโป้เป็นอย่างไรเป็นไปได้ว่าบรรดาขุนนางที่รู้จักเต็งหงวน รู้จักโลติด รู้จักซัวหยง
รู้จักอ้องอุ้น

ล้วนแจ้งแก่ใจ

ความน่าสนใจอย่างเป็นพิเศษจากกรณีงานเลี้ยงในราชอุทยานครั้งนี้จึงอยู่ที่บทบาทของลิยู
ถามว่าลิยูเป็นใคร

คำตอบก็คือ เป็น “ที่ปรึกษา” เป็น “กุนซือ” และได้ทำหน้าที่เป็นกุนซือให้กับตั๋งโต๊ะอย่างดียิ่ง

แรกอาจมีความเห็น “ทุกวันนี้มีเจ้าก็เหมือนหนึ่งหาไม่ เสนาบดีสำเร็จราชการก็ไม่มี แผ่นดินเพิ่งสงบ ซึ่งท่านคิดทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยให้ท่านเร่งคิดทำเถิด” พร้อมกับเสนอ “แผน”

“ให้ขุนนางผู้ใหญ่น้อยไป ณ สวนดอกไม้แล้วจึงปรึกษาว่าจะให้ยกหองจูเปียนเสียจะให้หองจูเหียบเสวยราชย์ถ้าขุนนางผู้ใดไม่ยอมก็ให้จับตัวฆ่าเสีย ท่านก็จะมีอาชญาสิทธิ์สืบไป”

กระนั้น เมื่อเผชิญกับปัญหา “เฉพาะหน้า” ไม่เพียงแต่การต้านอย่างแข็งขันจาก เหล่าขุนนาง หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือการดำรงอยู่ของ
“ลิโป้”

ข้อเสนอในเรื่อง “ถอย” จึงชอบกับ “สถานการณ์”

ถอยครั้งนี้ของลิยู ถอยครั้งนี้ของตั๋งโต๊ะ จึงมิได้เป็นการถอยอย่างไร้เหตุผล ตรงกันข้าม กระทำด้วยความรอบคอบ

รอบคอบในเชิง “ยุทธวิธี”

ขณะที่ยังยึดมั่นกับแนวทางเดิม เป้าหมายเดิม อันถือได้ว่าเป็น “ยุทธศาสตร์” ไว้ ครบถ้วน

ที่สำคัญคือ การปรับ “ภูมิประเทศ” ทาง การเมือง ทางการทหาร