3 เดือนกว่าภายหลังการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในอัตรา 19% ในสมัยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลังนั่งเป็นประธานคณะเจรจาฯ และสืบทอดมาถึงนายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง ในเวลาปัจจุบันนั้น
สรุปในรายละเอียดเบื้องต้นตามแถลงกาณ์ความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่เพิ่งลงนามไปในวันที่ 26 ต.ค. 68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียได้ว่า
⦁ ไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้ากว่า 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมหนักไปจนถึงสินค้าเกษตรและอาหารจากสหรัฐฯขณะที่สหรัฐฯ ยังคงภาษี 19% สำหรับสินค้าจากไทย แต่เปิดช่องไว้ “พิจารณาปรับเป็นศูนย์” สำหรับบางรายการในบัญชีแนบท้ายของคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14346
⦁ ไทยจะลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ตามกฎหมายสหรัฐฯเปิดทางให้สินค้าแพทย์และยาใช้ใบรับรองจาก FDA ได้โดยตรง การอนุญาตนำเข้าเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง และปรับปรุงกฎหมายศุลกากรให้โปร่งใสขึ้น
⦁ ไทยจะเร่งอนุมัติการนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกจากโรงงานที่ผ่านการรับรองของสำนักงานบริการความปลอดภัยและการตรวจสอบอาหาร (Food Safety and Inspection Service หรือ FSIS) รวมถึงปรับกติกาการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดอบแห้ง และยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานสหรัฐฯ นี่เป็นสัญญาณชัดว่า “อาหารจากอเมริกา” จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อาหารไทย
⦁ ไทยให้คำมั่นว่าจะไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล ไม่กีดกันแพลตฟอร์มสหรัฐฯและอนุญาตการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน และสนับสนุนการงดภาษีศุลกากรสำหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในกรอบ WTO รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูดิจิทัล” ที่จะทำให้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Google, Amazon, Meta มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
⦁ ไทยรับปากจะจัดการกับการละเมิดเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตรรวมถึงปัญหาองค์กรเก็บลิขสิทธิ์เถื่อน และความล่าช้าในการจดสิทธิบัตร
⦁ ทั้งสองประเทศจะร่วมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และร่วมควบคุมการส่งออกในสาขายุทธศาสตร์ตลอดจนปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมสิทธิแรงงานและคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น
⦁ ข้อตกลงนี้มาพร้อมกับ “ดีลพิเศษ” ระหว่างบริษัทเอกชนสองประเทศ มูลค่ากว่า 26,800ล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่ครอบคลุมภาคเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และธัญพืชแห้ง) 6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี, พลังงาน (ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน) 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และการจัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ กว่า 80 ลำ มูลค่า 18.8 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ถือเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของการเจรจาภาษีครั้งนี้ หลังจากที่ ‘ตาบอดคลำช้าง’ มานานว่าอะไรคือสิ่งที่ไทยกำลังแลกให้กับสหรัฐฯ ย้ำว่านี่เป็นแนวทางเท่านั้นส่วนรายละเอียดในอนาคตอาจมีการปรับเพิ่มเติมตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ ส่วนจะมากจะน้อยเพียงใดถือเป็นเรื่องที่คู่เจรจาจะตกลงปลงใจยอมรับกัน แต่ที่แน่ๆ เราก็พอจะเห็นว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากรายละเอียดในที่นี้
และดูเหมือนว่ากระทรวงเกษตรฯ ในยุคปัจจุบันก็มิได้เห็นตรงตามข้อเสนอที่ได้ผูกมัดเท่าไหร่นัก ถึงขนาดที่กรรมการของคณะเจรจาชุดปัจจุบันองค์ประกอบจากกระทรวงเกษตรสูงสุดแค่ระดับปลัดกระทรวงฯ เท่านั้น ผิดแผกกับกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ได้ส่งรัฐมนตรีเข้ามาเป็นองค์คณะกำหนดเงื่อนไขท่าทีต่อไป ซึ่งเรื่องนี้คงจะต้องติดตามท่าทีของแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจที่ผสมระหว่างกลุ่มบุคคลที่สื่อมวลชนเรียกว่าเป็น ‘เทคโนแครต’ กับกลุ่มบุคคลที่สื่อมวลชนเรียกว่า ‘นักการเมือง’ ต่อไป
แล้วเราได้หรือเสียประโยชน์กันแน่ล่ะ นี่คือคำถามที่สังคมอยากทราบและอยากให้ยืนยันเสียแบบไม่ต้องอ้อมค้อมเสียที คำตอบคือ เราเสียประโยชน์แน่ในแง่ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การปรับตัว ที่จะมาแบบรวดเร็ว จากการที่อเมริกาพยายามล้อมไทยและล้อมโลก ชนิดที่ว่า ‘ตีหัวเข้าบ้าน’ คู่เจรจาแทบจะไม่ได้ต่อรองอะไรมากนัก อย่างมากสุดอาจจะขอทยอยลดภาษีในลักษณะ Transition periods ได้ (ถ้าเขายอม)
สำหรับทัศนะของผมต่อสิ่งที่รัฐบาลรวมไปถึงคณะเจรจาฯ จะต้องคิดอย่างหนักหลังจากนี้ในแง่ของการปรับให้เราเสียประโยชน์น้อยลง หรือปรับตัวได้มากขึ้น ต้องทำบนพื้นฐานของการคาดการณ์ที่ดี หลายต่อหลายครั้งเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบทั้งในทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ เพราะการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคาดการณ์ไม่ถึงต่อผลในอนาคต ซึ่งมีมุมที่ผมอยากยกประเด็นขึ้นมาในที่นี้ใน 3 ข้อใหญ่ ว่า
ประการแรก หากต้องมีการนำเข้าและการซื้อขายดีลมหึมาดังที่แถลงการณ์ร่วมระบุไว้ รัฐบาลต้องจัดให้มีไว้ซึ่งเงินชดเชยเยียวยาสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ และอาจถือโอกาสนี้สานต่อเรื่อง กองทุน FTA ที่คาราคาซังมานาน ติดปัญหาเรื่องคามซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ในกองทุนช่วยเหลืออื่นๆ เช่น กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกองทุน อาจต้องมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะว่า ใครจะเข้าเกณฑ์อย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน หรือพิจารณาปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่แล้วนั่นแหละเพิ่มเติมเรื่องนี้เข้าไปโดยเฉพาะ และหากมีกองทุนลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นจริงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแยกส่วนไปถึงการเยียวยาในระดับสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบ เข้ามาไว้ด้วยกัน และจะต้องคิดต่อไปถึง
ประการที่สอง เรื่อง Transshipment ที่ไม่ใช่การถ่ายลำ แต่ในนิยามของสหรัฐฯ เขาบอกว่าเป็นเรื่องมูลค่าวัตถุดิบในประเทศ เรื่องนี้ไม่ได้มีอยู่ในแถลงการณ์ร่วมที่ระบุลึกลงไป ซึ่งผมมองว่าคงจะมีประเด็นนี้ในรายละเอียด แต่จะยอมได้มากน้อยแค่ไหนของอุตสาหกรรมในประเทศต่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการกำหนดและเจรจาเรื่องทยอยการลดภาษีให้ได้ ซึ่งหากเหลือบ่ากว่าแรงไปเสียมากแล้ว ในทัศนะของผมคือรัฐบาลจำเป็นต้องปรับวิธีคิดใหม่โดยทันทีว่า เป้าหมายของเรื่องนี้คือความพยายามในการเปลี่ยน flow ของเส้นทางทางการค้าของโลก เอาง่ายๆ ว่าคือจีนเสียนั่นแหละ แต่ถ้ามองดีๆ แล้วนั้น โลกนี้ยืดหยุ่นเสียมากเกินกว่าที่อเมริกาจะคิด ยกตัวอย่างเช่น การปรับตัวของแคนาดาที่มีการนำเข้ารถยนต์จากเม็กซิโกมากกว่าสหรัฐฯ
จีนหันไปซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ รวมถึงสินค้าเกษตรอื่นในแอฟริกาแทนสหรัฐฯ ซึ่งจากสถิติการเติบโตของการส่งออกของจีนในเดือนสิงหาคมอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบหกเดือน อันเป็นผลมาจากที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลงถึง 33% แต่การส่งออกมากลุ่มประเทศอาเซียนกลับ เพิ่มขึ้นเกือบ 23% การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 10% และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 26% ในเดือนเดียวกัน ซึ่งประเมินได้ว่าจีนยังสามารถทำแนวโน้ม “ดุลการค้าเกินดุล” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในปีนี้
นอกจากนี้ยังพบว่า แม้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะก่อสงครามการค้าขึ้น แต่พบว่าการค้าทั่วโลก 85% ที่อยู่นอกตลาดสหรัฐฯ ยังคงแข็งแรง อีกทั้ง WTO ยังปรับคาดการณ์การค้าโลกปี 2025 จากโต 0.9% เป็น 2.4
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องของการหาตลาดเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ครับ เรื่องนี้ต้องอาศัยการปรับตัวอีกนั่นแหละแต่ต้องเริ่มให้ผู้ประกอบการเราทำเสียได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ ที่ผ่านมาเราได้แต่พูดกันว่าหาตลาดใหม่ แต่ยังไม่เห็น case study หรือตัวอย่างที่รัฐบาลทำมาให้เห็นมากกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้ต้องจริงจังเสียมากขึ้นเพื่อรองรับอะไรๆ ที่ไม่คาดคิด
สุดท้ายผมมองในแง่เรื่องของการเมืองภายในสหรัฐฯ เขาเสียเอง ที่ตอนนี้มี government shutdown กว่า 35 วันเข้าไปแล้ว มีทั้งคำชี้ขาดที่ทั่วโลกจับตามองที่ศาลสูงสหรัฐจะตัดสินต่อกรณีการออกคำสั่งฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุความมั่นคง ว่าเป็นเรื่องที่ชอบและถูกต้องที่จะทำได้หรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลรวมถึงคณะเจรจาอาจต้องมี scenarioนี้ไว้ในการรับมือเช่นเดียวกัน
เรื่องสหรัฐฯ จบไปแล้วที่นี่จะขอมองเรื่องผลกระทบที่จะตามมาในทางการเมืองภายในประเทศ แน่นอนว่ารัฐบาลตั้งอยู่ขึ้นด้วยดีล (MOA) และหลายๆเรื่องก็เป็นที่น่าแปลกว่าจำเป็นที่จะต้องไปยุ่งไปพันกับดีลประเภทนี้เสียทุกเรื่องทั้งภายในภายนอก
ไม่ว่าจะเป็น MOU43/44 ที่ยังไม่จบ MOU ขายข้าวให้จีน 5 แสนตัน ให้สิงคโปร์ 1 แสนตันที่ต้องทำให้ได้ก่อนข้าวจะออกสู่ตลาดในช่วงสิ้นปี หรือMOU แร่หายาก (Rare earth) ที่เพิ่งทำกันไปแต่ยังไม่ทราบในที่มาที่ไป และยังคลุมเครือ ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาเป็นการเมืองภายในที่ย่อมจะเกิดจุดพลาดและจุดโจมตีให้กับรัฐบาลได้ทุกเมื่อ หลายๆ เรื่องที่ผมกล่าวมายังไม่ชัดเจนและการอธิบายจากรัฐบาล
และยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการรับมือกับดีลสหรัฐ และแร่แรร์เอิท ด้วยแล้ว เรื่องนี้ย่อมเป็นประเด็นที่จะกระทบอย่างแน่น้อยต่อฐานทางการเมืองของรัฐบาลหากเกิดการผิดพลาด อย่างที่แน่ๆ ก็ชาวบ้านในภาคเกษตร ร่วมถึงชาวบ้านในบริเวณที่คาดว่าจะมีแร่หายาก เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะเขากลัวปัญหากรณีการปนเปื้อนของสารสารหนู และไซยาไนด์ ในเรื่องเหมืองทองอัคราจนกระทบสุขภาพชาวบ้าน หรือจะเรื่องการทำเหมืองในเมียนมาร์แล้วกระทบมาที่แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง เรื่องนี้ถ้าเกิดขึ้นและปะทุพร้อมกันแล้ว จะเป็นปัญหาต่อรัฐบาลและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงเป็นแน่
ทั้งหมดมานี้เป็นเรื่องที่ยกประเด็นมาเพื่ออธิบายต่อสถานการณ์ที่รัฐบาลภายใต้ดีลการเมืองกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป้นเรื่องที่ใหญ่ทั้งนั้นที่นายกรัฐมนตรีแบกรับอยู่ ท้ายที่สุด ความหวังดีของผมในที่นี้ก็คือว่า รัฐบาลนี้มาได้ด้วยดีล ซึ่งตอนสุดท้ายผมอยากให้จบแบบสวยๆ ด้วยการยุบสภาฯ ตามที่ตั้งใจไว้ไม่อยากให้จบด้วยดีลที่รัฐบาลเข้าไปผูกพันและตามมาด้วยปัญหาต่างๆนานา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็คงคิดเห็นเช่นนั้น ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้ผมต้องรอติดตามกันต่อไป

